แท็งก์ความคิด : หินตั้ง-ศาสนาผี
แฟนๆ สำนักพิมพ์มติชนและสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมน่าจะคุ้นเคยกับ “หินตั้ง” และ “ศาสนาผี”
หนังสือชื่อ “หินตั้ง-ศาสนาผี อาศรมสถิต พลังชีวิต ผีบรรพชน” โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ เป็นอีกเล่มที่น่าอ่าน
เพราะ “หินตั้ง” และ “ศาสนาผี” นั้นเป็นวัฒนธรรมของโลกยุคก่อนที่ส่งผลมาถึงโลกยุคปัจจุบัน
ทำให้เรามองโลกด้วยความมหัศจรรย์
ทำให้เรามอง “หิน” ในรูปของ “ใบเสมา” แล้วหวนระลึกไปถึงอดีตผ่านในสมัยที่ยังไม่มีพุทธศาสนา
ทำให้เรามองเห็นการปรับตัว การผสมผสาน ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเพื่อการดำรงอยู่
และเมื่อเข้าใจถึงต้นธารของวัฒนธรรม “หินตั้ง” ก็ทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ของจีน ยุโรป รวมถึงโลกในยุคโบราณ
เชื่อไหมว่า ใบเสมาตามวัดวาอารามมีพัฒนาการมาจากหินตั้ง
เชื่อไหมว่า หินกลายเป็นร่างเสมือนของเทพเจ้าหรือบรรพบุรุษผู้วายชนม์ ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพของลูกหลาน
ก้อนหินยังเป็นตัวแทนของพลังชีวิต และมีความเชื่อมโยงถึงวัฒนธรรมความเชื่อ และความเป็นอยู่ของมนุษย์
หินกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของมนุษย์ในยุคโน้น
แม้แต่สโตนเฮนจ์ สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่อังกฤษก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมหินตั้ง
การก่อสร้างและการนำไปใช้ผูกพันกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ และผูกโยงกับธรรมชาติ
ทุกวันครีษมายัน หรือวันที่ 21-22 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่กลางวันยาวกว่ากลางคืน แสงแรกของอาทิตย์ส่องผ่านหินฮีบสโตน บ่งบอกถึงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง
แสงอาทิตย์ที่ฉายส่องไปที่สโตนเฮนจ์เข้ามาประทับบนหินแท่นบูชาในทุกปี
ลักษณะการก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกโยงกับธรรมชาติเช่นนี้ คล้ายคลึงกับทางฝั่งตะวันออก ทำให้เพิ่มความมหัศจรรย์มากขึ้น
หนังสือเล่มนี้ได้นำเอาเรื่องราวที่มากกว่านั้นมาบอกเล่าบนหลักฐานทางโบราณคดี
นำเอาตำนาน รวมถึงเอกสารการบันทึกทางประวัติศาสตร์มาประกอบ
ทำให้หนังสือ 1 เล่มได้บรรจุเรื่องเล่าต่างๆ หลายหลากเรื่อง
และยังเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้เพิ่มพูนความรู้ถึงที่มาต่างๆ
ทั้งเรื่องเล่าทางฝั่งยุโรปอันเป็นที่มาของสโตนเฮนจ์ เรื่องเล่าทางฝั่งจีนอันเป็นที่มาของ “สวรรค์” หรือคำว่า “เทียน” ซึ่งกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์โจว
เรื่องเล่าของ “แถน” ที่เป็นผีบรรพชนทางฝั่งเรา ความแตกต่างของคำเรียกเจ้านายเวียดนามระหว่างคำว่า “แถน” กับคำว่า “แมน” ระหว่าง “ผีฟ้า” กับ “ผีบรรพชน”
ยังมีเรื่องเกี่ยวกับพิธีศพ การปลงศพ ตลอดจนความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นความตาย
ผูกโยงไปกับ “ขวัญ” “มิ่ง” “หิง” และ “แนน”
ภายในเล่มยังมีรูป 4 สี ที่สอดคล้องกับเนื้อหา ช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น
ทั้งรูปภาพจำลองของสโตนเฮนจ์ในวันที่มีเทศกาลเฉลิมฉลองที่อังกฤษ
รูปสัญลักษณ์ “ขวัญ” และสัญลักษณ์ “เฉลว” ในอุษาคเนย์
รวมไปถึงรูปหินตั้งที่ดำรงอยู่ภายหลังจากเกิดศาสนาต่างๆ ขึ้นมาในโลกใบนี้
อาทิ รูปหินตั้งที่ เซนต์ดูเซค ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาคริสต์ รูปพระธาตุอินทร์แขวน ที่รัฐมอญ ประเทศเมียนมา ที่สร้างเจดีย์สวมทับบนก้อนหินใหญ่ที่ธรรมชาติบรรจงจัดวางเอาไว้บนหน้าผาอย่างหมิ่นเหม่
หรือรูปถ่ายใบเสมาหินที่เชื่อว่าพัฒนามาจากวัฒนธรรมหินตั้ง และเกิดขึ้นในภาคอีสานของไทย
อ่านแล้วรู้สึกแปลกแต่จริง เพราะมนุษย์สมัยนั้น อยู่ห่างกันอย่างมาก ยากที่จะติดต่อเชื่อมโยงกัน แต่กลับมีวัฒนธรรมหินตั้ง และมีศาสนาผี เช่นเดียวกัน
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านแล้วสนุก ได้ความรู้ และทึ่งไปกับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติอย่างเราๆ
นฤตย์ เสกธีระ

