โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
เมื่อ‘ศรัทธา’กลายเป็น‘ลมหายใจ’ต่อชีวิตของคน
เมื่อ “ศรัทธา” ไม่ได้หยุดอยู่ที่การกราบไหว้ แต่แปรเปลี่ยนเป็น “การรักษาชีวิต”
ท่ามกลางแผ่นดินพุทธภูมิ ณ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย สถานที่ซึ่งโลกจดจำว่าเป็นดินแดนแห่งการปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วันนี้กำลังเกิดอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของพระธรรมทูตไทย นั่นคือการก่อสร้าง “โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า” แห่งใหม่ ที่จะมีขนาดใหญ่กว่าเดิม และมั่นคงกว่าที่เคย
ภายใต้การดูแลของ “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” ที่มี “พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี วิ. (ดร.สมพงศ์ ญาณธีโร) เป็นเจ้าอาวาส โดยอาคารของโรงพยาบาลหลังใหม่นี้จะตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามกับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ แยกเป็นสัดส่วนชัดเจน ถือเป็นโรงพยาบาลที่ออกแบบด้วยหัวใจของคำว่า “เมตตา” อย่างแท้จริง
เริ่มแรกจาก “กุสินาราคลินิก” สู่การยกระดับเป็นสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ทำหน้าที่ดูแลรักษาทั้งผู้แสวงบุญชาวไทยและชาวอินเดียผู้ขาดโอกาสในพื้นที่ชนบท ที่ทรัพยากรทางการแพทย์ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม คลินิกเล็กๆ ที่เริ่มต้นจากความตั้งใจดูแลพระสงฆ์อาพาธและพุทธศาสนิกชนไทยที่เดินทางไปแสวงบุญยัง 4 สังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย ค่อยๆ ขยายบทบาทสู่การรักษาผู้คนทุกเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และวรรณะ
โดยชั้นล่างของคลินิกเปิดให้บริการชาวอินเดียแบบไม่คิดค่าใช้จ่าย รักษาฟรี ดูแลโดย Dr.Sing แพทย์ชาวอินเดียผู้เสียสละ ขึ้นไปชั้นสองจะรองรับผู้แสวงบุญชาวไทย มีทีมแพทย์จากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หมุนเวียนมาปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วย พร้อมสแตนด์บายรับเหตุฉุกเฉิน เพราะในแดนพุทธภูมิเหตุไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
อาคารหลังเดิมของสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก ประกอบด้วย ห้องเวชระเบียน ห้องตรวจ ห้องเจาะเลือด ห้องเอกซเรย์ ห้องจ่ายยา และที่ขาดไม่ได้ “ห้องปฏิบัติวิปัสสนาสมาธิ” และ “ห้องบรรยายธรรม” ซึ่งเป็นการรักษาโดยใช้ “ธรรม” เป็น “โอสถ” รวมถึงยังมีห้องพักสำหรับพระภิกษุผู้มาเยือนและผู้แสวงบุญ ที่นี่จึงไม่ใช่เพียงสถานพยาบาลเท่านั้น แต่เป็น “Body & Mind Hospital” รักษาทั้งกายและจิตใจอย่างแท้จริง

พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี วิ. (ดร.สมพงศ์ ญาณธีโร) เลขานุการพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ กล่าวถึงความเป็นมาของการสร้างสถานพยาบาลกุสินารา ก่อนจะพัฒนาต่อยอดมาเป็น “โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า” ที่กำลังจะสร้างขึ้นว่า จุดเริ่มต้นทีแรกเป็นคลินิกขนาดเล็ก เมื่อปี พ.ศ.2537 เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2542 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าและดูแลผู้แสวงบุญ รวมถึงชาวอินเดียในพื้นที่โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ หรือศาสนา
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯมาเมื่อปี 2544 ท่านก็ทรงเห็นว่าเป็นคลินิกเล็กๆ แต่ทำไมคนมารักษาล้นคลินิก ก็เพราะเป็นการรักษาฟรีทุกวันขึ้น 15 ค่ำ หรือวันพระ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังความปลาบปลื้มและกำลังใจมาสู่คณะพระสงฆ์ ชาวไทย และชาวอินเดีย ที่มารับการรักษาเป็นอย่างมาก
“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบว่าพระธรรมทูตทำอะไรอยู่ ทรงรับสถานพยาบาลกุสินาราคลินิกมาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังความปีติให้กับพระสงฆ์ไทยที่เผยแผ่พระธรรมทูตอยู่ในขณะนี้ เพราะว่าแม้อยู่ในต่างประเทศ พระองค์ยังทรงมองเห็นว่าเรามีความลำบาก และเราต้องการอะไร”


“ที่เปิดรักษาฟรีทุกวันขึ้น 15 ค่ำ คือต้องการให้คนรู้ว่าวันนี้คือวันพระ วันนี้คือวันพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าให้คุณรักษาฟรี ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าคุณไม่มีสิทธิฟรี ส่วนวันธรรมดาทั่วไปเราเปิดรักษา 12 รูปี รักษาทุกโรค การที่ไม่เปิดรักษาฟรี คือความฟรีไม่ได้ดีเสมอไป บางคนไม่เห็นความสำคัญของฟรี ไม่เห็นคุณค่า โดยเฉพาะคนต่างศาสนา เลยตั้งจิตให้เขาเสียสละบ้าง ก็ตั้งราคาค่ารักษาตั้งแต่ 3 รูปี 5 รูปี 8 รูปี 10 รูปี จนบัดนี้เป็น 12 รูปี (6 บาท) คนที่นี่ไม่รู้จักพระพุทธเจ้า คนที่นี่รู้จักแต่กบ เขียด รู้จักใบกะเพรา รู้จักแต่ฮัว รู้จักแต่ลิง รู้จักแต่งู เพราะนี่คือศาสดาของเขา เรามาสอนให้เขารู้จักพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีคุณให้คุณรักษาฟรี จนเดี๋ยวนี้คนรวมตัวรวมใจกันป่วยวันพระ เพราะวันพระรักษาฟรี” พระเดชพระคุณเจ้าอาวาสกล่าวอย่างยิ้มแย้ม พร้อมเล่าต่อว่า ช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิดเป็นการผ่านสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือทำให้เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันกับชาวบ้านและการป่วยไข้ “ช่วงโควิดคนมาอยู่โรงพยาบาลของเราเป็นร้อย คนมาตายที่โรงพยาบาล เรามีฟืนให้ มีผ้าห่อศพให้ คนก็ตั้งใจมาตายที่นี่กันเลยนะ”
เนื่องจากสถานพยาบาลมีขนาดเล็ก ไม่สามารถรองรับคนที่นี่ได้เพียงพอ รองสมเด็จฯ พระพรหมโพธิวงศ์ บอกว่า ตรงนี้เป็นจุดศูนย์กลางใหญ่ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน และสำคัญที่สุดคือ พระพุทธเจ้าป่วยที่นี่ ปรินิพพานที่นี่ ตอนที่พระองค์ป่วยไม่มีหมอรักษา ไม่มีคนดูแล เราเป็นพระสงฆ์ เป็นชาวพุทธ จึงอยากสร้างโรงพยาบาลที่ใหญ่ ครอบคลุมการดูแลผู้แสวงบุญและคนทั่วไปหลากหลายศาสนา เกิดเป็นความคิดสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าขึ้นมา”
ปัจจุบัน โรงพยาบาลพระพุทธเจ้าแห่งใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 ปี เพื่อรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น ครบวงจรยิ่งขึ้น และยกระดับมาตรฐานการรักษาให้มั่นคงถาวร

สำหรับวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย สร้างขึ้นตามพระราชดำริในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 50 ปี และเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา การก่อสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าแห่งใหม่จะเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษาเช่นเดียวกัน แต่การเดินหน้าของภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ต้องการกำลังศรัทธาของผู้ใจบุญที่จะช่วยต่อลมหายใจของผู้คนเจ็บป่วยทั้งหลาย เพราะรายได้หลักมาจากเงินบริจาค ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่ายา และการดูแลผู้ป่วยเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกเดือน
เมตตาที่ต้องการแรงศรัทธานี้ ผู้มีใจบุญกุศลสามารถร่วมสมทบทุนก่อสร้างได้ผ่าน PromptPay e-Donation Biller ID : 099400276999499
หรือโอนผ่านบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 435-225334-5 ชื่อบัญชี “มูลนิธิวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เพื่อสมทบทุนก่อสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้า ณ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย”
ในดินแดนที่เคยเป็นฉากสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า วันนี้กำลังถูกเติมเต็มด้วยฉากใหม่ของความเมตตา “โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า” จึงไม่ใช่เพียงสถานที่รักษากาย
แต่คือพลังแห่งศรัทธาที่ช่วยต่อลมหายใจผู้คน และทำให้คำว่า “บูชาพระพุทธเจ้า” มีความหมายเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการรักษาชีวิตมนุษย์ตรงหน้า
เป็นศรัทธาที่มีชีพจร และยังเต้นอยู่…กลางแผ่นดินพุทธภูมิ
กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

พระราชโพธิวิเทศวัชรมุนี วิ. (ดร.สมพงศ์ ญาณธีโร)
เลขานุการพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล
เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
“ทำไมถึงสร้างโรงพยาบาลที่กุสินารา อินเดีย?”
“คนทั้งหลายชอบถามว่าทำไมอาตมาถึงสร้างโรงพยาบาลที่นี่ โรงพยาบาลที่เมืองไทยมีเยอะแยะ ทำไมไม่ไปช่วย อุปกรณ์การแพทย์ขาดแคลนเยอะแยะไปทั่วประเทศไทย
อาตมาได้ตอบทุกคนไปว่า ที่เราสร้างโรงพยาบาลที่นี่เพราะว่าเราสร้างเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาป่วยที่นี่ พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
มาป่วยที่นี่ มาปรินิพพานที่นี่ ไม่มีหมอรักษา ไม่มีคนดูแล เราเลยสร้างโรงพยาบาลไว้บูชาพระพุทธเจ้า ถึงแม้ในความเป็นจริงดูแลพระพุทธเจ้าไม่ได้ ก็ขอดูแลคนที่มากราบพระพุทธเจ้าก็ยังดี
และที่สำคัญ เป็นการขอบคุณคนอินเดีย ที่เขาดูแลรักษาผืนแผ่นดินพระพุทธเจ้าไว้ให้เรา ถ้าคนอินเดียต่างศาสนาไม่ดูแลสถูปวิหารลานเจดีย์ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าไว้ เราคงไม่มีสถูป คงไม่มีอิฐปูนหินทรายที่มากราบไหว้แล้วเรามีความสุข มีความฟูใจขนลุกขนพอง ว่าสิ่งเหล่านี้มันรักษาหัวใจเราได้
เราจึงสร้างโรงพยาบาลไว้ที่นี่ ฉะนั้น ตรงนี้เมื่อสร้างโรงพยาบาลเสร็จแล้ว ก็คิดจะทำอาคารใหม่เพื่อรองรับผู้แสวงบุญที่มาจากทั่วประเทศ คนนานาศาสนา แล้วที่สำคัญคือคนท้องถิ่นที่อยู่ที่นี่ เพราะคนท้องถิ่นเป็นเกราะกำแพงของวัด เราต้องเจริญสัมพันธไมตรีกับเขาไว้เยอะๆ เพื่อที่จะให้วัดเราอยู่ได้ นานาศาสนาอยู่ได้ เพราะถ้าคนพื้นที่เข้าใจ นับเป็นบุญมหาศาลของพระสงฆ์ที่อยู่ในต่างประเทศ…”
“…ค่าใช้จ่ายในการรักษาของที่นี่ ที่จริงเราไม่ได้มีรายรับจากโรงพยาบาลเลย มีน้อยมาก เพราะเป็นโรงพยาบาลเพื่อการกุศล
ตั้งจิตปณิธานไว้อย่างเดียวว่าโรงพยาบาลนี้ต้องการต่อลมหายใจให้คนที่นี่ ให้ทุกคนที่มารับการรักษา และที่สำคัญที่สุด คือเราต้องการใช้โรงพยาบาล
เป็นการต่อลมหายใจของพระพุทธศาสนาให้ครบ 5,000 ปี เพราะพุทธศาสนาห่างหายไปจากที่นี่เยอะมาก เราต้องการฟื้นฟูให้เกิดมาสืบทอดต่อยอด
โดยการใช้โรงพยาบาล ดังนั้น ค่าใช้จ่ายกับรายได้ที่ได้จากการรักษาจึงไม่พอ รายรับจากคนบริจาคได้เดือนหนึ่งประมาณ 30,000-40,000 รูปี
(ราว 14,000-17,000 บาท) แต่รายจ่ายจริงๆ คือ 300,000 รูปี (ประมาณ 104,000 บาท) เงินจำนวนนี้ได้มาจากญาติโยมที่เห็นความสำคัญในการเผยแผ่พุทธศาสนาในแดนพุทธภูมิ ส่งมาให้เป็นเดือนบ้าง ทำบุญให้บ้าง จึงพอทำให้โรงพยาบาลขับเคลื่อนไปได้ แต่ถ้าถามว่าอยากให้ช่วยไหม ก็อยากให้ญาติโยมมาช่วยกันสร้างโรงพยาบาลที่จะเป็นหลักดีๆ เพื่อจะได้ให้การรักษาที่พัฒนาขึ้น คนเวลาป่วยนี่…เวลามันสั้นจริงๆ เป็นนาทีของชีวิตเลยนะ…”
โรงพยาบาลพระพุทธเจ้า
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย
ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดของวัดที่เปิดเป็นสถานพยาบาลให้บริการมี 13 ไร่ สำหรับพื้นที่ที่จะสร้างโรงพยาบาลพระพุทธเจ้าแห่งใหม่นี้มีขนาดประมาณ 4-5 ไร่
เป็นโรงพยาบาลที่เรียกว่า รักษา “บอดี้ แอนด์ มาย” คือ รักษากายและรักษาใจ โดยมีแพทย์คนไทยมาจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่เห็นความสำคัญของผู้แสวงบุญ หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา
ประจำการครั้งละ 6 เดือน ส่วนแพทย์ชาวอินเดียทางวัดเป็นผู้ว่าจ้าง โดยเน้นจิตอาสาเป็นหลัก ขณะนี้มีแพทย์ทั้งหมด 4 คน ได้แก่ ทันตแพทย์, แพทย์กระดูก, แพทย์อายุรกรรม, กุมารแพทย์และสูตินรีแพทย์
สำหรับการรักษาผู้ป่วยไม่มีการรับเป็นผู้ป่วยใน (Admit) เพราะเป็นเรื่องยุ่งยากและซับซ้อนในขั้นตอน ผู้ป่วยมารับยาแล้วกลับบ้านเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทางสถานพยาบาลมีห้องพักรักษาอยู่ประมาณ 5-6 เตียง เพื่อรองรับผู้แสวงบุญที่มีอาการหนักและต้องการดูแลเป็นการเฉพาะจริงๆ
การเปิดให้บริการของสถานพยาบาลกุสินาราคลินิก จะเปิดทุกวัน โดยหยุดวันจันทร์วันเดียว

