มากกว่าคิดถึง ยิ่งกว่า (งาน) รำลึก
80 ปี ‘บรูซ แกสตัน’
ฝรั่งสร้างประวัติศาสตร์ไทย พาปี่พาทย์ สนทนาโลกสมัยใหม่
‘เราเป็นวงไทยมากกว่าสากล
เราใช้เครื่องผสมผสานเข้าไปก็จริง แต่ความเป็นไทยมีมาก
แต่อย่างไรก็มีนักดนตรีไทยบางคนในสมัยนั้นเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมา
เขาได้ยินเราเล่น ฟังออกว่าเป็นเพลงไทย แต่เขาคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์จะมาปู้ยี่ปู้ยำกับประเพณีดั้งเดิมได้
ผมเจอปัญหาชาตินิยม บอกว่าอย่ามายุ่งกับดนตรีไทย นี่เป็นบาป
แล้วผมเสือกเป็นฝรั่งเสียด้วย ก็โดนเข้าใจว่าไม่เคารพครูบาอาจารย์ ไม่เข้าใจขนบธรรมเนียมของไทย
แต่ผมก็ยืนยันว่าไม่ใช่ ผมมีเจตนา แล้วก็สู้เพื่อครู’
บรูซ แกสตัน (11 มีนาคม 2489-17 ตุลาคม 2564)
ผู้ก่อตั้งวงฟองน้ำ
ข้อความข้างต้น ปรากฏบนผนังโค้งของห้องสตูดิโอชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน อันเป็นสถานที่จัดงาน The Octave Zero: 80 ปี บรูซ แกสตัน ท่วงทำนองแห่งฟองน้ำ เนื่องในวาระครบรอบ 80 ปี บรูซ แกสตัน


สะท้อนชัดถึงเส้นทางดนตรีของชีวิตที่ไม่ง่าย เมื่อฝรั่งหลงรักดนตรีไทย มุ่งหน้าสร้างสรรค์แบบ ‘เล่นทั้งตัว ทำอะไร ทำทั้งตัว’ ดังวาทะที่เจ้าตัวเคยเอื้อนเอ่ยไว้
ตราบที่มีลมหายใจ บรูซ แกสตัน ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ จนยืนหยัดเป็นเสาหลักของการครีเอตปะทะสังสรรค์ดนตรีไทยและสากล พิสูจน์แล้วด้วยผลงานระดับตำนานมากมายที่ย้อนรับชม รับฟังและสัมผัสได้ในงานดังกล่าวซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-15 มีนาคมนี้ ด้วยความร่วมมือของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทยและวงฟองน้ำ ร่วมด้วยบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน), โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และเครือมติชน
เปิดงานอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากผู้คนหลายวงการ หลากเจเนอเรชั่นที่เข้าร่วมอย่างล้นหลามจนต้องจัดเก้าอี้เพิ่ม
อานันท์ นาคคง ศิลปิน ‘ศิลปาธร’ พ.ศ.2562 หนึ่งในสมาชิกวงฟองน้ำ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้น ประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญาชื่อดัง ปาฐกถาพิเศษ ‘ตำนานคีตธรรม (บรูซ แกสตัน)’ หวนคำนึงถึงปูชนียบุคคลแห่งวงการดนตรีไทยร่วมสมัยผู้ลาลับจากโลกใบนี้อย่างไม่มีวันหวนคืนด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อ พ.ศ.2564 ด้วยวัย 74 ปี โดยย้อนเล่าเมื่อคราวรอนแรมไปพำนักในอินเดียเป็นเวลาหลายปีหลังเหตุการณ์ 9 ตุลา 2519 สิ่งที่นำติดตัวไปเพื่อระลึกนึกถึงเมืองไทย คือ เทปคาสเซต ครั้งหนึ่งขอให้เพื่อนช่วยส่งดนตรีไทยไปให้ เพราะอยากฟัง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการสดับรับฟังท่วงทำนองแห่ง ‘ฟองน้ำ’

“วันหนึ่ง เมื่อมีเทปคาสเซตของวงฟองน้ำให้ฟัง ผมรู้สึกได้ถึงความหมายอันน่าอัศจรรย์
ผมฟังแล้วฟังอีก และรู้สึกได้ถึงความหมายที่ยิ่งกว่าคำว่าไพเราะ แต่มีพลังอันลึกล้ำ…”
อาจารย์ประมวลเผยว่า ยิ่งได้ศึกษาเรียนรู้ว่าผู้ที่ทำให้เกิดเสียงดนตรีแบบนี้ คือ ผู้ชายชาวอเมริกัน ชื่อ บรูซ แกสตัน ที่มาหลงรักไม่เพียง ‘อาจารย์สารภี’ (ผศ.สารภี แกสตัน ภรรยา) คนเดียว แต่หลงรักทุกอย่างในประเทศไทย ที่สำคัญหลงรัก ‘ดนตรีไทย’ ก็ยิ่งประทับใจ โดยในช่วงบั้นปลายของชีวิต ยังได้พบปะสนทนากับ ‘อาจารย์บรูซ’ ตัวจริงจนคุ้นเคย
ในงานยังขับกล่อมด้วย ‘โหมโรงจอมสุรางค์สามชั้น’ โดยวงมโหรีและชมรมดนตรีไทย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ตามด้วยการบอกเล่าที่มาของงานนี้โดย ฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที รองประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

จากนั้น เสถียร เสถียรธรรมะ แห่งคาราบาวกรุ๊ป ขึ้นกล่าวขอบคุณและแสดงความเคารพอย่าง ‘สุดหัวใจ’ ต่อ บรูซ แกสตัน ผู้ฝากไว้ทั้งเสียงดนตรี แรงบันดาลใจ และมิตรภาพ
“ตั้งแต่ คศ.1999 ตลอดระยะเวลา 22 ปี ที่อาจารย์บรูซ แกสตัน ได้สร้างสรรค์ดนตรีที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สร้างความสุข สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้พี่น้องประชาชนคนไทยอย่างมาก
ผมอยากถือโอกาสนี้ในการกล่าวชื่นชม สดุดี วันนี้เรามาร่วมกันระลึกถึงและยกย่องคุณูปการของอาจารย์บรูซ ศิลปินและครูผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาดนตรีไทยร่วมสมัย โดยไม่เพียงแต่ศึกษาและเข้าใจดนตรีไทยอย่างลึกซึ้ง แต่ยังเปิดมิติใหม่ให้ดนตรีไทยสามารถสนทนากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างามผ่านการก่อตั้งวงดนตรีฟองน้ำที่ผสมผสานปัญญาดนตรีไทย เข้ากับแนวคิดดนตรีร่วมสมัย จนเกิดเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์และทรงพลัง


ผลงานของท่านอาจารย์บรูซ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อตั้งวงฟองน้ำ กลายเป็นบทพิสูจน์ว่า ดนตรีไทยสามารถโอบรับความร่วมสมัยได้อย่างสง่างาม อาจารย์ได้นำความรู้ด้านคีตศิลป์ตะวันตก มาผสานกับความละเอียดอ่อนของท่วงทำนองดนตรีไทย ก่อให้เกิดดนตรีรูปแบบใหม่ ที่ยังเคารพรากเดิม แต่เปิดประตูสู่อนาคต
สิ่งที่อาจารย์สร้างสรรค์ขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงดนตรีแบบใหม่ หากแต่เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรม เชื่อมคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ และเชื่อมประเทศไทยกับโลกทั้งใบ
สำหรับพวกเราที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ความสำคัญของอาจารย์บรูซ และวงฟองน้ำ ไม่ใช่เพียงการแสดงดนตรี หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณของสถานที่แห่งนั้น เสียงดนตรีของวงฟองน้ำ ได้สร้างบรรยากาศที่งดงาม ลึกซึ้งและแตกต่าง จนกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงเป็นพื้นที่ที่ศิลปะ ดนตรี และผู้คนได้มาพบกันอย่างมีความหมาย
อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีเสียงดนตรีของอาจารย์บรูซ และวงฟองน้ำก้องอยู่เบื้องหลังของความสำเร็จ” เสถียรกล่าว ก่อนทิ้งท้ายด้วยการคารวะในคุณูปการอย่างสูง
จากการรำลึกในเวอร์ชั่นร้อยแก้ว ถึงคิวงานร้อยกรองซึ่ง เอกรัตน์ จิตรมั่นเพียร หรือ ‘นายทิวา’ กวีชื่อดัง เป็นตัวแทนอ่านบทกวี ‘คารวาลัย บรูซ แกสตัน’ จาก เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ.2536 ผู้ตั้งชื่อไทยให้ บรูซ แกสตันว่า ‘บุรุษ เกษกรรณ’

ความตอนหนึ่งว่า
๏ เป็นร้อยวันพันปีจะมีหนึ่ง
บุรุษซึ่งพากเพียรรู้เรียนร่ำ
ดนตรีทั้ง ไทย-เทศ เป็นธงนำ
ทั้งรู้จำ รู้จริง ไม่ทิ้งรอย
๏ วิถีมิ่งเสน่ห์มนต์ดนตรีไทย
วิถีใหม่มาสรรค์มาเสกสร้อย
มาลัยร่ำจำเรียงเพียงเพชรพลอย
ถวายถ้อยทิพย์สุคนธ์ดนตรีภิวันท์
๏ อัญเชิญร่วมวงครูสู่ทิพย์วิมาน
สงบศานติสุขพิสุทธิ์ “บรูซ แกสตั้น”
ร่วมบรรเลงลำนำน้อมจำนรรจ์
กังวานกล่อมเกษกรรณนิรันดร ๚ะ๛
จากนั้น เข้าสู่การแสดงดนตรีชุด ‘สุดถนนคอนกรีต’ โดยวงแสงทิพย์
ผศ.สารภี แกสตัน เป็นตัวแทนครอบครัวแกสตัน กล่าวขอบคุณผู้จัดงานและผู้เข้าร่วม ขณะที่ ธีรดล แกสตัน หรือ เท็ดดี้ วงฟลัวร์ บุตรชาย เป็นตัวแทนมอบของที่ระลึกจากใจ
นับเป็นงานรำลึกที่มากกว่าความคิดถึง หากแต่เป็นการทบทวน เน้นย้ำ ขีดเส้นใต้ข้อความสำคัญในบรรทัดประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่ต้องบันทึกไว้อย่างมิอาจลบลืม
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร – เรื่อง
สุรินทร์ มุขศรี – ภาพ

