ผู้หญิงช่วยผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม
บทบาทของนักพิทักษ์สิทธิสตรีในชุมชน
สมศรี หาญอนันทสุข
คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.)
วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี คือ ‘วันสตรีสากล’ วันที่ทั่วโลกพูดถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง เรามักเห็นการรวมตัวของผู้หญิงเพื่อพูด อ่าน เขียน และเสวนาเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในสังคม
แต่เมื่อกิจกรรมจบลง หลายครั้งพลังของผู้หญิงก็สลายตัวไป พร้อมกับคำพูดและคำประกาศที่สวยงาม โดยที่ชีวิตของผู้หญิงจำนวนมากในสังคม ยังคงเผชิญกับความไม่เป็นธรรมเหมือนเดิม
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเผชิญชะตากรรมจากความบิดเบี้ยวของกระบวนการยุติธรรม
ในความเป็นจริง ยังมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเสียเอง ผู้ที่ควรจะเป็นผู้รักษากฎหมาย กลับใช้กฎหมาย ใช้ตำแหน่งหน้าที่ และสถานะของตน หลอกลวง เอาเปรียบ ทำร้ายทางเพศ หรือฉกฉวยทรัพย์สินเงินทองของผู้หญิง แล้วสามารถดำรงตำแหน่งหน้าที่อยู่ได้อย่างหน้าตาเฉย
ผู้หญิงจำนวนมากเลือกที่จะเงียบ เพราะความกลัว
กลัวอำนาจ
กลัวการถูกกลั่นแกล้ง
กลัวว่าการร้องเรียนจะไม่เกิดผล
ดังนั้น หากเราต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงจริง พลังของผู้หญิงต้องไม่หยุดอยู่ที่การเสวนา คำประกาศเท่านั้น แต่ต้องขยับไปสู่การปกป้องผู้หญิงด้วยกัน ไม่ว่าเธอคนนั้นจะอยู่ในชุมชนของเราเอง หรือที่อื่นๆ
ผู้หญิงที่มีการศึกษา มีความรู้ หรือมีบทบาทในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นครู นักกิจกรรม ผู้นำชุมชน นักเขียน หรือประชาชนทั่วไป แม้ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย หรือทนายความ ก็สามารถทำหน้าที่เป็น “นักพิทักษ์สิทธิสตรีในชุมชน” ได้
การช่วยเหลือผู้หญิงด้วยกันในกระบวนการยุติธรรม สามารถเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ซับซ้อน เช่น
หนึ่ง เป็นพยานของความจริง เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกเอาเปรียบ การมีคนรับฟังและพร้อมยืนยันข้อเท็จจริง คือพลังสำคัญที่จะทำให้เธอไม่ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว
สอง ช่วยเก็บข้อมูลและหลักฐาน การจดบันทึกเหตุการณ์ วันเวลา บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือการเก็บเอกสารต่างๆ สามารถช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อเท็จจริงในภายหลัง
สาม เข้าไปช่วยเหลือในกระบวนการร้องเรียนหรือสอบสวน การมีบุคคลจากชุมชนหรือภาคประชาชนที่รู้ขั้นตอนการร้องเรียน และเท่าทันขั้นตอนที่โรงพักร่วมรับรู้ จะช่วยลดโอกาสของการใช้อำนาจโดยมิชอบได้อย่างดี
สี่ ให้กำลังใจและไม่ปล่อยให้เหยื่อถูกทำให้เงียบ ผู้หญิงจำนวนมากยอมเงียบ ยอมจำนน เพราะกลัวอำนาจและกลัวการถูกทำร้ายซ้ำ การมีผู้หญิงด้วยกันยืนอยู่ข้างๆ คือกำลังใจสำคัญ
ห้า ใช้พลังของสังคมและสาธารณะ
การเขียน การสื่อสาร หรือการเปิดพื้นที่หารือกันในสังคม สามารถทำให้ปัญหาที่ถูกซ่อนอยู่ถูกนำมาสู่การตรวจสอบ
กลไกที่ผู้หญิงควรรู้จักคือ “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.)”
นอกจากพลังของชุมชนแล้ว กฎหมายยังได้สร้างกลไกตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ โดยมีตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปร่วมพิจารณาไว้ด้วย นั่นคือ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565
คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน ไต่สวนข้อเท็จจริง และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเลยต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย
ในหลายกรณี ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาจเป็นผู้หญิง เด็ก หรือบุคคลที่อยู่ในสถานะเปราะบางทางสังคม เช่น
-ตำรวจไม่รับแจ้งความ
-บิดเบือนการบันทึกข้อเท็จจริง
-ใช้อำนาจกดดัน หรือเอาเปรียบ
-หลอกลวง ล่วงละเมิดทางเพศ อันเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง
-หลอกให้รักหวังผลต่อทรัพย์สินของผู้หญิง
-ละเลยไม่ดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม
เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ประชาชนสามารถใช้กลไกของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจเป็นที่พึ่ง โดยการยื่นคำร้องเพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ผู้หญิงในชุมชนจึงสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยรวบรวมข้อมูล สนับสนุนผู้เสียหาย และติดตามกระบวนการร้องเรียน เพื่อไม่ให้เรื่องถูกปิดเงียบ
ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อคุ้มครองผู้หญิงในกระบวนการยุติธรรม
หากสังคมไทยต้องการให้ผู้หญิงได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีการปรับปรุงเชิงระบบ โดยเฉพาะในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง
ข้อเสนอที่ควรได้รับการพิจารณา ได้แก่
1.กำหนดมาตรการพิเศษเมื่อผู้เสียหายเป็นผู้หญิง หรือบุคคลเปราะบาง
เมื่อมีข้อกล่าวหาว่าตำรวจเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิด หรือเอาเปรียบผู้หญิง ควรมีมาตรการให้หน่วยงานที่เป็นอิสระเข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อลดปัญหาการสอบสวนกันเองในองค์กรเดียวกัน
2.บังคับให้มีการบันทึกการรับแจ้งความอย่างโปร่งใส
การแจ้งความทุกกรณีควรถูกบันทึกเป็นคดีอย่างเป็นทางการ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เพื่อป้องกันปัญหาไม่รับแจ้งความ หรือบันทึกเป็นเพียงบันทึกประจำวันแทนคดีอาญา
3.เพิ่มบทลงโทษกรณีเจ้าหน้าที่ใช้ตำแหน่งแสวงหาประโยชน์จากผู้เสียหาย
การใช้อำนาจหน้าที่เพื่อหลอกลวง ล่วงละเมิดทางเพศ หรือแสวงหาประโยชน์ทางทรัพย์สินจากผู้หญิง ควรถูกกำหนดให้เป็นความผิดร้ายแรงทั้งทางวินัยและทางอาญา ซึ่งได้กำหนดไว้บ้างแล้ว
4.เสริมบทบาทและมาตรฐานการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ
ในกรณีที่มีข้อกล่าวหาว่าตำรวจกระทำผิดวินัยร้ายแรง หรือใช้อำนาจในทางที่ไม่เหมาะสมต่อผู้หญิงหรือบุคคลที่อยู่ในภาวะเปราะบาง คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจควรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นอิสระ รอบคอบ และยึดหลักความยุติธรรมอย่างเคร่งครัด
การพิจารณาเรื่องร้องเรียนควรให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและผลกระทบต่อผู้เสียหายอย่างจริงจัง ไม่ควรมองการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิ หรือการผิดวินัยร้ายแรงว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่สามารถปล่อยผ่านได้ เพราะการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมดังกล่าวย่อมบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม
5.สร้างเครือข่ายผู้หญิงเฝ้าระวังกระบวนการยุติธรรมในระดับชุมชน
ผู้หญิงที่มีความรู้และบทบาทในสังคมสามารถรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย ติดตามคดี และทำให้สังคมไม่ปล่อยให้ความอยุติธรรมถูกกลบเงียบ
กระบวนการยุติธรรมไม่ควรเป็นพื้นที่ที่ผู้หญิงต้องหวาดกลัว
และความยุติธรรมไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าใครมีอำนาจมากกว่า
เพราะในความเป็นจริง ก่อนที่คดีจะไปถึงศาล ความยุติธรรมของผู้หญิงจำนวนไม่น้อยได้ตายสนิทไปแล้วที่สถานีตำรวจ
หากผู้หญิงในสังคมเริ่มปกป้องกันและกัน วันสตรีสากลก็จะไม่ใช่เพียงวันแห่งคำพูด แต่จะเป็นวันที่พลังของผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนโครงสร้างของความยุติธรรมในสังคม
พลังผู้นำสตรี
กุญแจสำคัญสู่อนาคตเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เนื่องในวันสตรีสากล 2569 ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการเฉลิมฉลองบทบาทของสตรี หากแต่เป็นการเปลี่ยน ‘ความมุ่งมั่น’ ให้เกิดเป็น ‘การลงมือทำ’ ภายใต้แนวคิด Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls. ที่สะท้อนถึงความสำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพสตรีและการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ คาร์นีย์ (Kearney) บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก ร่วมกับ Egon Zehnder บริษัทที่ปรึกษาด้านการสรรหาผู้บริหารระดับสูงระดับโลก เห็นพ้องว่าการพัฒนาผู้นำสตรีไทยคือหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของประเทศในระยะยาว
ภาวะผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศ และผู้หญิงไทยได้พิสูจน์ศักยภาพมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ซึ่งไทยยังมีโอกาสต่อยอดได้อีกมาก การเพิ่มสัดส่วนของสตรีในตำแหน่งผู้นำระดับที่มีอำนาจตัดสินใจมิใช่เพียงเรื่องของความเท่าเทียมเท่านั้น หากแต่เป็นการเพิ่มศักยภาพแรงงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ความหลากหลายของระดับผู้นำยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลก โดยงานวิจัยของคาร์นีย์ยังชี้ให้เห็นว่า ความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในองค์กรสามารถช่วยส่งเสริมนวัตกรรมและเพิ่มผลิตภาพได้ ในขณะที่ปัจจุบัน สตรีที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทในประเทศไทยมีเพียงประมาณ 19% เทียบกับค่าเฉลี่ยในยุโรปที่อยู่ราว 30-40% สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างมากกว่าข้อจำกัดด้านศักยภาพ
การลดช่องว่างดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โครงการอย่าง IGNITE Thailand ซึ่งพัฒนาโดย Kearney ร่วมกับ Egon Zehnder สะท้อนการเปลี่ยนแปลงผ่านการเล็งเห็นความสำคัญของผู้นำสตรี ไปสู่การเร่งสร้างพัฒนาผู้นำหญิงรุ่นใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แพลตฟอร์มความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรมนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำธุรกิจหญิงชั้นนำของประเทศในฐานะคณะที่ปรึกษา ได้แก่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน), วัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Sea (ประเทศไทย)
ผู้นำสตรีเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนว่าบทบาทของผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำมีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเติบโตของภาคธุรกิจไทย อีกทั้งยังตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนผู้นำหญิงในระดับสูงขององค์กรในอนาคต
นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการที่ปรึกษาโครงการ IGNITE Thailand และผู้สนับสนุนการพัฒนาผู้นำและการสร้างโอกาสสำหรับผู้หญิงมาอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากบทบาทในภาคธุรกิจ ยังมีส่วนสำคัญในการผลักดันบทบาทของผู้หญิงในวงการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลไทย ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่และโอกาสให้ผู้หญิงเติบโต ทั้งในด้านกีฬาและการเป็นผู้นำรุ่นใหม่ ในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจหญิงที่โดดเด่นของประเทศ พิสูจน์ว่าผู้หญิงสามารถก้าวสู่บทบาทผู้นำในระดับสูงได้
อีกหนึ่ง
ด้าน วัลยา จิราธิวัฒน์ มองว่า IGNITE Thailand เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมพลังและสร้างเครือข่ายผู้นำสตรีจากหลากหลายอุตสาหกรรม และย้ำว่า เมื่อผู้หญิงก้าวหน้า สังคมก็จะก้าวหน้าตามไปด้วย
ขณะที่ กลอยตา ณ ถลาง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กร เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ มุมมองที่หลากหลาย และพลังสนับสนุนร่วมกัน ให้ผู้หญิงสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกและมีความรับผิดชอบได้อย่างแท้จริง
สอดคล้องกับ มณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ เผยว่า ปัจจุบันผู้หญิงเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs และธุรกิจออนไลน์ การเสริมทักษะด้านดิจิทัลและการเปิดโอกาสด้านความเป็นผู้นำให้กับผู้หญิง จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยในอนาคต
ด้าน ลีโอน่า มนูญพงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานงาน IGNITE Thailand และพรินซิเพิล บริษัท Kearney ประเทศไทย อธิบายว่า IGNITE Thailand ได้แปลงความตั้งใจให้เกิดเป็นการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่านกรอบแนวคิด R.A.I.S.E. ซึ่งประกอบด้วย การยกย่องและเชิดชูความสำเร็จ การผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก การแบ่งปันข้อมูลเชิงลึก การสนับสนุนผ่านระบบพี่เลี้ยง และการเสริมสร้างศักยภาพผู้นำ โดยโครงการได้สร้างเครือข่ายผู้นำข้ามอุตสาหกรรมผ่านกิจกรรมพัฒนาภาวะผู้นำและระบบพี่เลี้ยง ซึ่งได้จับคู่ที่ปรึกษาและผู้เข้าร่วมจากองค์กรชั้นนำ อาทิ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ไมโครซอฟท์ โคคา-โคลา และ ปตท. เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนด้านภาวะผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่อง
ปิดท้ายที่มุมมองของ สิทธารถะ ปาตัก พาร์ตเนอร์บริษัท Kearney ที่ชี้ว่า การพัฒนาศักยภาพผู้หญิงไทยมิใช่เพียงแนวคิด แต่เป็นการขับเคลื่อนเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพทุนมนุษย์ สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว
วันสตรีสากลจึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประเทศไทยในการผลักดันการพัฒนาผู้นำสตรีอย่างต่อเนื่อง เพราะการลงทุนในการพัฒนาศักยภาพผู้นำหญิงในวันนี้ คือการวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็ง ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกในอนาคต

