‘Sky Aviation Lab’ ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะ ปักหมุดอนาคตการบินไทย สู่ Aviation Hub ของเอเชีย

13.03.26 | 13:00 น.

‘Sky Aviation Lab’ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะปักหมุดอนาคตการบินไทย สู่ Aviation Hub ของเอเชีย

ประเทศไทยกำลังก้าวอีกหนึ่งก้าวสำคัญบนเส้นทางสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชีย” ด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านสนามบินอัจฉริยะและการบูรณาการเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคต ผ่านการจัดตั้ง “Sky Aviation Lab” ห้องปฏิบัติการอัจฉริยะสำหรับการเรียนรู้ ทดลอง และพัฒนานวัตกรรมด้าน “การบินเสมือนจริงแห่งแรกของประเทศไทย”

เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ระบบจริงในสนามบินให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติจริง เป็นบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ช่วยเติมเต็มอุตสาหกรรมการบิน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Aviation Hub ระดับภูมิภาคเอเชีย

แนวคิดก่อตั้ง “Sky Aviation Lab” หรือห้องปฏิบัติการอัจฉริยะนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัทสกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 9 มีนาคม 2569 ที่อาคาร 11 ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน), ดร.นวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยนักศึกษาที่สนใจร่วมงานจำนวนมาก

Advertisement

สำหรับห้องปฏิบัติการสนามบินอัจฉริยะ Sky Aviation Lab ได้ออกแบบให้เป็นพื้นที่จำลองขั้นตอนผู้โดยสาร (Passenger Journey Simulation Zone) เพื่อให้นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษาได้เรียนรู้และถือปฏิบัติจากสถานการณ์จริงในสนามบิน ด้วยระบบที่ทันสมัย ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเช็กอินของผู้โดยสารไปจนถึงขึ้นไปนั่งบนเครื่อง นอกจากนี้ ยังเป็นการรวบรวมเทคโนโลยี แนวคิด และโซลูชั่นจากทั่วโลก มาจำลอง ทดสอบ และทดลองใช้งานจริงในบริบทของสนามบินไทย เพื่อให้มั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านั้นสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิทธิเดช มัยลาภ

“สิทธิเดช มัยลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที (SKY) กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของสกาย เอวิเอชั่น แล็บ จะทำหน้าที่เป็นห้องปฏิบัติการด้านเทคโนโลยีสนามบินแห่งแรกของประเทศไทยเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ นวัตกรรม และโซลูชั่นด้านการบินจากทั่วโลกมาทดลอง จำลอง และทดสอบการใช้งานจริงในบริบทของสนามบินไทย มุ่งให้นิสิตนักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีและสถานการณ์จริงในสนามบิน ฝึกทักษะการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้บุคลากรรุ่นใหม่สามารถปฏิบัติงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา ไปจนถึงช่วยสนับสนุนสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการศึกษาและวิจัย นำไปสู่การยกระดับอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยในอนาคต

ห้องปฏิบัติการสนามบินอัจฉริยะยังจะเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีและไอเดียใหม่ๆ ถูกนำมาทดลองใช้งานจริง เพื่อพิสูจน์ว่าเมื่อนำไปใช้ในสนามบินของประเทศไทยแล้ว จะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารและการบริหารจัดการสนามบินได้อย่างแท้จริง นำไปสู่การยกระดับเป็นสมาร์ท แอร์พอร์ต ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลต่อการเดินทางของผู้โดยสารให้ราบรื่น สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดทุกช่วงของการเดินทางอย่างแท้จริง” สิทธิเดชกล่าว

สิทธิเดชย้ำว่า การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นเอวิเอชั่น ฮับ ของภูมิภาค ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากสามพลังสำคัญ ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ที่จะร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้านการบินที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ห้องปฏิบัติการสนามบินอัจฉริยะจึงไม่ใช่เพียงโครงการทดลองเทคโนโลยี แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างแพลตฟอร์มนวัตกรรมด้านการบินของประเทศ ที่จะหล่อหลอมบุคลากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง และยืนหยัดอย่างสง่างามบนเวทีโลก

“วันนี้ต้องบอกว่าประเทศไทยอยู่ท่ามกลางการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการบิน แต่ถือว่าเราได้เปรียบในทางยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโลเกชั่นรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น ทำอย่างไรให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นเอวิเอชั่น ฮับ ของการบินระดับภูมิภาคให้ได้อย่างแท้จริง เราพูดกันมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง ปีนี้น่าจะเป็นปีที่มีโอกาสสำหรับไทยเรา”

ด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนรู้การปฏิบัติการตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ว่าการเช็กอิน เครื่องอ่านบัตร ต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรม ขณะเดียวกันนักศึกษาจะได้เห็นของจริงว่าการทำงานเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการ เพราะฉะนั้น นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบิน เมื่อได้ฝึกฝนในเอวิเอชั่น แล็บแห่งนี้ แน่นอนว่าจบไปสามารถทำงานได้เลย ประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เราได้ร่วมกันสร้างบุคลากรออกไปรับใช้ชาติอย่างตรงตามความต้องการของตลาด

ขณะที่ ดร.นวทัศน์ ก้องสมุทร หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า การมีห้องปฏิบัติการที่สามารถจำลองระบบปฏิบัติงานจริงของสนามบินได้ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนิสิตนักศึกษา เพราะทำให้สามารถมองเห็นภาพรวมของระบบนิเวศการบิน และเข้าใจความเชื่อมโยงของกระบวนการต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบตั้งแต่การจัดการผู้โดยสารในส่วนหน้า ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไปจนถึงการบริหารจัดการข้อมูลหลังบ้านของสนามบิน ผ่านระบบสำคัญ เช่น APPs, AODB และ BRS ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสนามบินอัจฉริยะในอนาคต

การเกิดขึ้นของ Sky Aviation Lab จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ฝึกปฏิบัติทดลองนวัตกรรม เทคโนโลยีของนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศการบินแห่งอนาคต เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินไทย ที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม

แผนพัฒนาสนามบินท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

ศิโรตม์ ดวงรัตน์

รอง กก.ผอ.ใหญ่ AOT

AOT มุ่งอัพเกรดขีดความสามารถท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค การขับเคลื่อนนี้เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะด้านบิ๊กดาต้า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการบินที่ฟื้นตัว

ก่อนที่จะมีโควิดจำนวนผู้โดยสารของเอโอทีขึ้นไปถึง 111 ล้านคนต่อปี หลังโควิดก่อนปี 2568 ผู้โดยสารกลับมา 90% แล้ว ส่วนของการส่งสินค้า (คาร์โก้) กลับมาเกินร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วคือ 107% ถ้าแยกเป็นสนามบินสุวรรณภูมิกับภูเก็ตกลับมา 97% สนามบินเชียงใหม่กลับมาประมาณ 75% สนามบินหาดใหญ่และเชียงรายกลับมาที่ 65% แต่ถ้าดูความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร จริงๆ สุวรรณภูมิปีหน้า (2570) เต็มแล้วคือ 65 ล้านคน ปีที่ผ่านมา (2568) มี 62 ล้านคนแล้ว ปีหน้าถ้าตัวเลขขึ้นไปสัก 4% ก็เกินขีดรองรับแล้ว ส่วนสนามบินภูเก็ตเกินขีดความสามารถไป 40% แล้ว ขณะที่ดอนเมืองมีผู้โดยสารปัจจุบัน 31-32 ล้านคน จากที่เรารับได้เต็มที่ 30 ล้านคน เรียกว่าเกินขีดการรองรับผู้โดยสารเกือบทุกสนามบิน ดังนั้น มีความจำเป็นต้องเก็บค่าธรรมเนียมสนามบิน (PSC) เพิ่ม เพื่อจะนำเงินเหล่านี้ไปใช้ในการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง โดยมีแผนการขยายขีดความสามารถของสนามบินหลักทั้ง 6 แห่ง ดังนี้

1.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 120-150 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2573

โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก เพิ่มการรองรับอีก 15 ล้านคนต่อปี (คาดว่าแล้วเสร็จปี 2570-2573) โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารทิศใต้ พื้นที่กว่า 400,000 ตร.ม. พร้อมพื้นที่เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (Airport Plaza) ทางวิ่งเส้นที่ 4 (4th Runway) เพื่อรองรับการจราจรทางอากาศที่หนาแน่นขึ้น

2.ท่าอากาศยานดอนเมือง เฟส 3 เพื่อยกระดับเป็น Fast and Hassle-Free Airport รองรับผู้โดยสาร 40-50 ล้านคนต่อปี โครงการสำคัญได้แก่ การก่อสร้างอาคารใหม่ด้านทิศใต้ (อาคารเทอร์มินอล 3) เพื่อรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ ซึ่งจะสามารถรองรับผู้โดยสารต่างชาติได้ 18-23 ล้านคนต่อปี คาดว่าจะเริ่มประมูลต้นปี 2570 และเปิดใช้ปี 2572-2573, โครงการปรับปรุงอาคารเทอร์มินอล 1 แต่เดิมเป็นอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ จะใช้เป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศทั้งหมด เพื่อความสะดวกและลดความแออัด, โครงการสร้างพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินในอนาคต และโครงการสร้างอาคารจอดรถเพิ่มเพื่อรองรับรถยนต์จาก 2,000 คัน เป็น 4,000 คัน, โครงการปรับปรุงคลังสินค้าให้เป็นอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล (Private Jet Terminal) เพื่อรองรับเที่ยวบินกลุ่ม VVIP ที่เพิ่มขึ้น

3.ท่าอากาศยานในภูมิภาค

ท่าอากาศยานภูเก็ต จะขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มการรองรับเป็น 18 ล้านคนต่อปี (เป้าหมายเสร็จปี 2573), ท่าอากาศยานเชียงใหม่ มีโครงการปรับปรุงอาคารและขยายขีดความสามารถเป็น 20 ล้านคนต่อปี (เป้าหมายเสร็จปี 2576)

ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย มีแผนขยายการรองรับผู้โดยสารจาก 3 ล้านเป็น 6 ล้านคนต่อปี

4.ระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ (Smart Airport)

ติดตั้งเครื่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 31 เครื่อง (ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ) ซึ่งเริ่มทดสอบและเปิดใช้งานเต็มรูปแบบ 24 ชม.แล้วตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 เพื่อลดความแออัดในช่วงเวลาเร่งด่วน,ติดตั้งระบบสแกนใบหน้าเพื่อเช็กอินและขึ้นเครื่อง

รวมการพัฒนาทั้งหมดทุกโครงการจะเสร็จสิ้นแบบสมบูรณ์ในปี 2577

 

พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร

ผอ.สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

‘ปลดล็อก’ ข้อจำกัด ขยายอุตสาหกรรมการบิน

บทบาทหน้าที่ของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ตามกฎหมายคือกำกับดูแล ควบคุมส่งเสริม และพัฒนาช่วยให้อุตสาหกรรมการบินเจริญเติบโต ปัจจุบันมีสงครามเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง CAAT ทำหน้าที่ช่วยนำผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวที่ติดค้างในประเทศตะวันออกกลางกลับสู่ประเทศของเขา และประสานการนำคนไทยกลับเมืองไทย สำหรับปี 2571 มีเป้าหมายจะทำในเรื่องการกำกับดูแลให้เรียบร้อย ปี 2573 จะมุ่งไปสู่การส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการบินที่สมบูรณ์แบบ

สิ่งที่ CAAT ดำเนินการ ตั้งแต่การปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อขยายอุตสาหกรรม โดยอนุมัติแผนการยกเลิกข้อกำหนดอายุเครื่องบิน (เดิมจำกัดที่ 16 ปีสำหรับเครื่องบินโดยสาร) เปลี่ยนมาใช้มาตรฐาน “ความพร้อมในการบิน” แทน เพื่อช่วยให้สายการบินไทยขยายฝูงบินได้รวดเร็วขึ้น การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ประเทศไทยได้รับสถานะ Category 1 จาก FAA อีกครั้งในปี 2568 ทำให้สายการบินไทยสามารถเปิดบินตรงไปยังสหรัฐ และขยายเส้นทางสำคัญได้มากขึ้น, มีแผนกำหนดสัดส่วนการใช้น้ำมัน SAF-Sustainable Aviation Fuel ขั้นต่ำ 1% ในปี 2569 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และการคุ้มครองสิทธิผู้โดยสาร มีการปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ในปี 2569 ที่ระบุสิทธิของผู้โดยสารไว้อย่างชัดเจนในกรณีเที่ยวบินดีเลย์ หรือถูกยกเลิก โดยกำหนดเกณฑ์การดูแล การคืนเงิน และค่าชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนบูรณาการการจัดการจราจรทางอากาศระหว่างพลเรือนและทหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ห้วงอากาศของประเทศให้เกิดประโยชน์

“ถ้าพูดถึงมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว ประเทศไทยไม่แพ้สนามบินที่ไหนในโลก สุวรรณภูมิอยู่อันดับที่ 39 ของโลก สำคัญที่สุดคือสิ่งที่จะมาขับเคลื่อนทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ไปด้วยกันได้ คือ ‘คน’ ดังนั้น การพัฒนาบุคคลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เวลานี้ประสิทธิภาพของบุคลากรเรามีจำนวนหนึ่ง แต่ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินจะต้องมีการพัฒนาบุคลากรเพิ่มเติมไม่ว่าเรื่องของจำนวนและคุณภาพ”

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย