หน้าแรก ประชาชื่น จุดประกาย ‘สั...

จุดประกาย ‘สันติภาพ’ มนุษยชาติ ‘โพธิคยาวิชชาลัย’ผนึก‘พันธมิตรธรรม’ ‘ปักหมุดธรรมะ’ บนเวทีโลก

14.03.26 | 12:19 น.
จุดประกาย ‘สันติภาพ’ มนุษยชาติ ‘โพธิคยาวิชชาลัย’ผนึก‘พันธมิตรธรรม’ ‘ปักหมุดธรรมะ’ บนเวทีโลก

จุดประกาย ‘สันติภาพ’ มนุษยชาติ
‘โพธิคยาวิชชาลัย’ผนึก‘พันธมิตรธรรม’
‘ปักหมุดธรรมะ’ บนเวทีโลก

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ และความท้าทายทางจริยธรรมในหลายมิติ แนวคิดเรื่อง “ธรรมะ” ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะ “หลักยึดทางจิตวิญญาณและจริยธรรมสากล” ที่อาจเป็นแนวทางนำพามนุษยชาติไปสู่ความสมดุลใหม่ของโลก

และการสร้างสันติภาพของมนุษยชาติ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 (BGVI) จับมือ พันธมิตรธรรมะ (Dharma Alliance) จากนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อวางกรอบความร่วมมือในการส่งเสริม

คุณค่าทางธรรมะและจริยธรรมสู่สังคมโลก (คุณค่าสากลแห่งธรรม) โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนบนเวทีนานาชาติ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด จังหวัดนนทบุรี

การลงนามครั้งสำคัญนี้ดำเนินการโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และ ดร.ปราชันต์ ชาร์มา ประธานองค์กรพันธมิตรธรรมะ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา โดยมี
มาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองเลขาธิการ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 พร้อมด้วย ดร.วีณา อุปัทยา ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ร่วมเป็นสักขีพยาน

Advertisement

ความร่วมมือดังกล่าวมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การพัฒนาความร่วมมือทางปัญญา และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “คุณค่าของธรรมะ” และ “จริยธรรมสากล” เพื่อรับมือกับโลกในยุคแห่งการแข่งขันและมีความแตกแยกสูง ทั้งในมิติของการส่งเสริมสันติภาพ ความสมานฉันท์ การเคารพซึ่งกันและกัน ตลอดจนการสร้างภาวะผู้นำที่ตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม และการตระหนักถึงความเชื่อมโยงของมวลมนุษยชาติในประชาคมโลก

ในทางปฏิบัติ ความร่วมมือนี้จะครอบคลุมถึงการจัดประชุมวิชาการ การเสวนาระดับนานาชาติ การวิจัยร่วม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล เพื่อยกระดับบทสนทนาระดับโลกเกี่ยวกับบทบาทของธรรมะในการสร้างสันติภาพ

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทย บนเวทีโลก โดยก่อนหน้านี้ สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มีบทบาทสำคัญในการจัดเวที “สัมมาวาทะ” ที่กรุงเทพฯ ซึ่งนำไปสู่การประกาศ “ปฏิญญากรุงเทพ” ในการประชุม Faith for Rights (F4R) และสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ด้วยการบรรจุคำว่า “ธรรมะ” (Dharma) ลงในเอกสารอย่างเป็นทางการของสหประชาชาติเป็นครั้งแรกในรอบ 80 ปี

ดร.สุภชัยกล่าวอีกว่าที่ผ่านมา การจัดระเบียบโลกมักตั้งอยู่บนอำนาจเงิน และอำนาจปืน แต่วันนี้โลกกำลังต้องการรากฐานใหม่ของความสงบ เราอยากเห็นผู้นำโลกใช้ธรรมเป็นอำนาจ ใช้สติและการควบคุมตนเองเพื่อหยุดยั้งความรุนแรงและการทำลายล้าง

“เป้าหมายการลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้เพื่อนำองค์ความรู้ของคำว่า “แก่นธรรมะ” เข้าไปสู่เวทีโลก ให้นานาชาติได้รับรู้ เพราะปัจจุบันนี้วิกฤตต่างๆ เกิดขึ้นมากมายทั่วโลก ความสำคัญยิ่งก็คือ “อำนาจธรรม” ผมอยากเห็นคนที่เป็นผู้นำทั้งโลกรู้จักใช้ “ธรรมะเป็นอำนาจ” ไม่ใช่ใช้ “อำนาจเป็นธรรมะ” เหมือนในอดีตที่ผ่านมาที่ตอกย้ำอยู่กับการเข่นฆ่ากันเพราะขาดสติ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามผัสสะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทบถึงประชาชนผู้ซึ่งไม่ได้รับรู้ปัญหาต่างๆ แต่ต้องมาทนทุกข์ทนทรมาน” ดร.สุภชัยกล่าว พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ว่า เป้าหมายสูงสุดของทำงานร่วมกัน คือการ “ปักเทียนแห่งธรรม” เล่มแรก ในดินแดนลุ่มแม่น้ำโขงสู่ภูมิภาคสุวรรณภูมิ และสามารถต่อเทียนแห่งธรรมให้สว่างไสวสู่เวทีโลก

ด้าน ดร.ปราชันต์ ชาร์มา ประธานองค์กรพันธมิตรธรรมะ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธรรมะ เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณที่สำคัญ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมของความร่วมมือครั้งนี้ เขาอธิบายว่านครเจนีวาเป็นศูนย์กลางของระบบพหุภาคีของโลก มีองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก แต่กลับยังไม่มีพื้นที่ที่นำ “ธรรมะ” มาเป็นกรอบความคิดในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของโลก

“จากปฏิญญากรุงเทพ เป็นครั้งแรกที่ยูเอ็นได้บรรจุคำศัพท์ “อหิงสา กรุณา และเมตตา” เข้าไปอยู่ในหมวดของการเจรจาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับโลก เป็นการย้ำให้รู้ว่าองค์ความรู้และอารยธรรมที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานหลายพันปี จะเป็นองค์ความรู้นำพาไปสู่ความสงบสุขได้ในอนาคต ธรรมะไม่ใช่เพียงคำสอนทางศาสนา แต่เป็นวิถีชีวิตที่ดำรงอยู่ในทุกการกระทำของมนุษย์ โลกในปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีการนำหลักธรรมะมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ความรู้และอารยธรรมจากโลกตะวันออกจึงอาจเป็นแนวทางนำพาโลกไปสู่ความสมดุลใหม่ ถึงเวลาแล้วที่โลกต้องการความเปลี่ยนแปลง อาจต้องกำหนดทิศทางใหม่ๆ ให้เป็นบรรทัดฐานโลกในปี 2030 ซึ่งเป็นระยะเวลาสำคัญ เพราะเทรนด์ของโลกจะเปลี่ยน เพราะฉะนั้น ใช้คำว่า “ธรรมะ” เป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก นับเป็นโอกาสที่ดี” ดร.ปราชันต์กล่าว

ขณะที่มุมมองของ มาริษ เสงี่ยมพงษ์ เห็นว่าสภาพของโลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ ภารกิจเร่งด่วนของโพธิคยาวิชชาลัย 980 และพันธมิตรธรรม คือปลูกฝัง “คุณค่าสากลแห่งธรรม” ให้ประชาคมโลกหรือสากล เข้าใจก่อน แม้แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหลักการสำคัญของโลก แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน และถูกนำมาใช้ในบริบททางการเมือง ขณะที่ “คุณค่าสากลแห่งธรรม” หรือ Universal Value of Dharma เป็นกฎธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนรับรู้ร่วมกัน และไม่สามารถปฏิเสธได้ อีกทั้งยังย้ำว่าความสำเร็จในการรณรงค์เพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง (CLMV) ได้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งธรรมและสามารถเชื่อมเข้าด้วยกัน จากนั้นสามารถขยายต่อไปที่ลุ่มแม่น้ำคงคา ฉะนั้น วันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันในการนำจริยธรรมสากลหรือคุณค่าสากลแห่งธรรมะ เข้าสู่เวทีโลก เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก “การลงนามวันนี้จึงเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อนำคุณค่าสากลแห่งธรรมะไปสู่ประชาคมในระดับสากล”

ดร.วีณา อุปัทยา กล่าวเสริมว่า องค์กรพันธมิตรธรรมะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่รวบรวมแก่นธรรมจากหลากหลายความเชื่อในโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู เซน หรือซิกข์ เพื่อยกระดับสู่บทสนทนาระดับโลกด้านสันติภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับสหประชาชาติที่นครเจนีวา สำหรับกรอบความร่วมมือของเอ็มโอยูครั้งนี้ตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ 1.Ethical Reflection การนำคุณค่าทางธรรมมาเป็นกรอบศีลธรรมในการประเมินและกำหนดนโยบายระดับโลก 2.Inter-civilizational Dialogue การสร้างบทสนทนาระหว่างอารยธรรม โดยใช้ธรรมะเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจท่ามกลางความหลากหลาย 3.Multilateral Engagement การเสริมบทบาทของหลักธรรมสากลในระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขัน การนำ “ธรรมะ” เข้าสู่บทสนทนาระดับโลก อาจดูเป็นแนวคิดที่เรียบง่าย แต่บางครั้ง “ความเรียบง่าย” นี่แหละที่ทรงพลังที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สันติภาพอาจไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายหนึ่งเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง

หากแต่เกิดจากวันที่มนุษย์เริ่มเข้าใจว่า “ความสงบของโลก เริ่มต้นจากความสงบภายในใจของแต่ละคน” และถ้าวันใดวันหนึ่ง “ธรรมะ” ที่เริ่มต้นจากการจุดประกายของสององค์กรนี้ กลายเป็นแนวทางที่มนุษยชาติประจักษ์ วันนั้น “ระเบียบโลกใหม่” อาจไม่ได้สร้างขึ้นจากกำลังอาวุธ แต่เกิดจาก ปัญญา เมตตา และความเข้าใจร่วมกันของมนุษย์ทั้งโลก ความร่วมมือครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงข้อตกลงระหว่างสององค์กร หากแต่เป็นความพยายามที่จะยกระดับ “ธรรมะ” จากหลักคำสอนทางจิตวิญญาณ สู่กรอบคิดใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

และอาจเป็นอีกก้าวหนึ่งของโลก ที่กำลังมองหาเส้นทางใหม่สู่สันติภาพอย่างแท้จริง

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย