หน้าแรก ประชาชื่น (เกือบจะ) คำต...

(เกือบจะ) คำต่อคำ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ เฉลยปริศนา ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’

16.03.26 | 12:19 น.

ต้องบอกไว้ตั้งแต่บรรทัดแรกว่า นี่ไม่ใช่ ‘สรุป’ เสวนา หากแต่เป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ หรือ ‘บางช่วงบางตอน’ ของเนื้อหา ที่ถ่ายถอดในลักษณะ (เกือบจะ) ‘คำต่อคำ’ ของ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 ในหัวข้อ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ : ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย’ จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ แห่งรั้วแม่โดม ท่าพระจันทร์ เมื่อ 9 มีนาคมที่ผ่านมา

ด้วยเจตนาคงไว้ซึ่งถ้อยคำอันทรงพลัง เสียงหัวเราะอันเป็นเอกลักษณ์ กระทั่งน้ำเสียงอันขึงขังที่รู้สึกได้แม้สดับรับฟังผ่านตัวอักษร

เผยแนวคิด มุมมอง บทวิเคราะห์อันเปี่ยมด้วยความหวังถึงสังคมที่ปรารถนา ถึงโลกที่เปิดโอกาสให้ผู้คนแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

และนี่คือถ้อยคำเหล่านั้น โดยมีเพียงการเพิ่มเติมหัวข้อย่อยโดยผู้เรียบเรียงเพื่อให้อ่านง่าย และพักสายตา

ความดังนี้

Advertisement

‘มันก็ตลกดี’ เจอ 10 ปีแบบนี้ 5 รอบ

ต่อสู้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

วิกฤตเศรษฐกิจ-การเมือง ‘ไม่คิดว่าจะเกิด ก็เกิด’

หัวข้อ ‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย’ ผมคิดว่า ชื่อมันหลอกนิดๆ คนจำนวนมาก คงโฟกัสที่ชื่อแรก แล้วคิดว่าปาฐกถาวันนี้อาจให้คำตอบว่าประชาธิปไตยที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้คืออะไร แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือ ชื่อรอง มันเป็นปมปริศนาซึ่งเราค้นคว้าบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย เพราะส่วนหลังคือส่วนที่คลี่ประเด็นแรกออกมา

เป้าหมายวันนี้ คืออยากให้เข้าใจว่าผมคิดเรื่องประชาธิปไตยอย่างไร

อยากเริ่มจากประเด็นแรก คือ ทำไมชวนคุยเรื่องนี้ ผมมาคิดเรื่องนี้หลังได้รับคำเชิญจากคณะเศรษฐศาสตร์ ผมคิดถึงคน 4 คน และคำพูดของพวกเขา คนแรกคือ อาจารย์สุวินัย ภรณวลัย อดีตเพื่อนอาจารย์เศรษฐศาสตร์ซึ่งท่านเกษียณไปแล้ว เราคบหากันหลังเหตุการณ์ลุกฮือปี 2535 ประสบการณ์ครั้งนั้น ผมอาจารย์สุวินัย และ อาจารย์พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ มักพบปะพูดคุยกันบ่อยๆ ในการสนทนาครั้งหนึ่ง อาจารย์สุวินัยเปรยขึ้นมาว่า คนเราจะมี 10 ปีในชีวิตสักกี่ครั้งกัน

คำว่า 10 ปีของแก หมายถึงช่วงการต่อสู้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม ซึ่งถ้าเราคิดถึงปี 2535 หรือหลังจากนั้นสังคมไทย คนรุ่นผม รุ่นอาจารย์สุวินัย ผ่านมาแล้วอย่างน้อย 2 ช่วง คือ ช่วง 10 ปีของ 14 ตุลา 6 ตุลา ในช่วง 10 ปีที่สืบเนื่องมา มีสงครามประชาชนในชนบท มาถึงพฤษภา 2535

ผมคิดว่าหลังจากนี้มันน่าจะชิลๆ (สบถ) มีอีก 3 รอบ (หัวเราะ) รอบที่ 1 คือ วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ประมาณปี 2540 ยุ่งชิปเป๋งเลย ประเทศไทยไม่เคยเจอวิกฤตเศรษฐกิจหนักขนาดนี้มาก่อน

วิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่คิดว่าจะเกิด ก็เกิด

วิกฤตการเมืองที่ไม่คิดว่าจะเกิด ก็เกิดหลังปฏิรูปการเมืองที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ ความขัดแย้งการเมืองเสื้อสี สีแดง สีเหลืองต่อเนื่องราว 10 ปี

นี่ก็ 2 รอบแล้ว แล้วยังต่อไปอีก คือ วิกฤตการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐประหาร คสช. รัฐบาลประยุทธ์ และสิ่งที่เราเรียกว่า ม็อบเยาวรุ่น ถ้านับเบ็ดเสร็จคือ 5 รอบ มันก็ตลกดี มานั่งคิดว่าในช่วงชีวิตของคนมันต้องเจอ 10 ปีแบบนี้ถึง 5 รอบ

‘บริบท-ประวัติศาสตร์’ เรื่องเล่าเสริมพลังสู้

ต้านทาน ถกเถียงเรื่องเล่าหลัก

ขยับไปที่คนถัดไป George Santayana นักปรัชญาชาวอเมริกัน เชื้อสายสเปน กล่าวว่า Those who cannot remember the past are condemned to repeat it. ผู้ที่ไม่สามารถจดจำอดีตได้จะถูกสาปแช่งให้ต้องทำซ้ำอดีตนั้น

ผมยังเป็นอาจารย์อัตราจ้างสอนพิเศษอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลายปีหลังๆ พบว่า ความเข้าใจของนักศึกษาต่อเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ 10 ปี 5 ครั้ง มันไม่ค่อยมี มันโหว่มาก ระบอบทักษิณคืออะไร 14 ตุลา 6 ตุลา คืออะไร ในแง่หนึ่ง มันเหมือนกับ เอ๊ะ! ช่วงชีวิตเราจะเรียกว่า ซวยหรือดีก็แล้วแต่ เจอ 10 ปี 5 รอบ แล้วกำลังเจอคนรุ่นใหม่ที่ขาดความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้

มันทำให้คิดถึงแนวคิดหนึ่งของนักคิดทางวัฒนธรรมที่ผมถือเป็นครู คือ Raymond Williams นักวัฒนธรรมศึกษาแนวสังคมนิยมชาวเวลส์ ผู้เสนอไอเดียเรื่อง Cultural Resources of resistance คือ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้าน

ผมคิดว่าในการต่อสู้หลายๆ ครั้งของสังคมไทย คนที่เสียเปรียบในสังคมเรา มักจะขาดด้อยอำนาจรัฐ มักจะขาดด้อยอำนาจทุน เมื่อเทียบกับอุปสรรคที่เผชิญ

สิ่งที่เขาพอจะมี คือ ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่เกิดจากความทรงจำ บทเรียนจากอดีต ผมรู้สึกว่าน่าจะหาโอกาสประมวลภาพรวมของการแสวงหาประชาธิปไตยในสังคมไทยเพื่อให้เป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้านสำหรับผู้ที่ขาดอำนาจรัฐ ขาดอำนาจทุนต่อไป อย่างน้อยเขาจะได้มีอำนาจทางวัฒนธรรมในการรับมือกับการต่อสู้เปลี่ยนแปลงเหล่านี้บ้าง ซึ่งสุดท้ายก็มาลงเอยที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักประวัติศาสตร์เพื่อคนจน

การที่เราจะทำให้วัฒนธรรมหนึ่งมันมีพลังเป็นอาวุธเพื่อจะไปปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจ เพื่อจะไปปรับเปลี่ยนสร้างสรรค์สิทธิเสรีภาพได้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมนั้น

อาจารย์พูดเรื่องนี้ไว้ในบทความชื่อ พหุวัฒนธรรมนิยม เมื่อปี 2555 คือ อยากใช้วัฒนธรรม มันพูดง่าย แต่ถ้าคุณไม่ให้บริบท ไม่ให้ประวัติศาสตร์ มันจะกลายเป็นวัตถุที่หลุดลอยออกมา แล้วถูกขายได้หรือโชว์ทัวริสต์ได้มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์เดียวการต่อสู้

เพื่อจะทำให้มันมีประโยชน์ คุณต้องให้บริบท ให้ประวัติศาสตร์ ให้มันกลายเป็นเรื่องเล่าที่ให้พลังกับผู้คน เป็น Narrative of Empowerment เพื่อสู้กับเรื่องเล่าแบบฉบับทางการที่มีอยู่ ถ้าเราไม่มีเรื่องเล่าไปต่อสู้ เราก็จะรับเชื่อ และเมื่อเรารับเชื่อแล้ว ก็จะทำให้เรารู้สึกไม่จำเป็นต้องต่อสู้ ไม่มีพลัง

เรื่องเล่าที่จะช่วยเสริมพลังในการต่อสู้ จำเป็น เพื่อต้านทานเรื่องเล่าหลัก และในกระบวนการที่จะปัด ปฏิเสธ เถียงกับเรื่องเล่าหลัก สิ่งที่ผู้คนทั้งหลายจะได้ คือ ได้เห็นคุณค่าของตัวเอง รู้ว่าตัวเองเป็นผู้กระทำการทางการเมือง เป็นผู้กระทำการทางประวัติศาสตร์ได้ และปฏิบัติการได้

วิธีคิดแบบ ‘พุทธไทย’ ตรงข้าม ‘ปรัชญารู้แจ้งสมัยใหม่’

ยกเคสพริกแกง-ซูชิ เทียบชัด

คนที่กระตุกให้ผมคิดเรื่องนี้คนแรกคือ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ซึ่งท่านอธิบายตัวเองว่าเป็นไพร่เจ๊กปนลาว (หัวเราะ) ผู้รู้โบราณคดีและวัฒนธรรมไทย คืนหนึ่งราว 30 ปีก่อน ที่เรือนอินทร์ คอร์ท เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ พี่สุจิตต์ นั่งคุยกับพวกเรา แกอธิบายสิ่งที่เรียกว่า วิธีคิดแบบพุทธไทยให้ฟัง ว่าคือความเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นสัจธรรมจริงแท้พึงค้นพบ พึงกล่าวและพึงเผยแพร่นั้นได้ถูกค้นพบและเผยแพร่โดยชอบแล้ว เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้น ชาวพุทธรุ่นหลังทำอะไรได้? ก็ทำแค่นี้ แค่ค้นคว้า ศึกษาและกล่าวบทซ้ำสัจธรรมที่สมบูรณ์แบบและถูกค้นพบเรียบร้อยแล้ว เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรใหม่มากกว่านี้

นี่เป็นวิธีหนึ่งในการมองปัญหาที่ผมลองเอามามองปัญหาประชาธิปไตย ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีเดียวที่เป็นไปได้ ซึ่งผมคิดว่ามันตรงข้ามกับวิธีคิดของปรัชญารู้แจ้งสมัยใหม่ของตะวันตก ราวศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งประมวลความคิด การมองโลกในแง่ดี มนุษยนิยม ความเชื่อในความก้าวหน้า และเหตุผลนิยมเข้าด้วยกัน ประมวลสรุปก็คือ เชื่อว่ามองโลกในแง่ดี ว่ามนุษย์จะก้าวหน้าไปด้วยเหตุผล เพราะฉะนั้น เพชรยอดมงกุฎที่ทำให้ความเป็นมนุษย์มีพลัง คือ เหตุผล

โดยอาศัยเหตุผลนี่เอง มนุษย์ในที่สุดจะสามารถก้าวข้ามฟันฝ่าอุปสรรคที่ขวางการก้าวหน้าต่อไปได้ ที่สำคัญได้แก่ รัฐ การใช้อำนาจกดขี่โดยรัฐและศาสนจักรในสมัยนั้น ซึ่งส่งเสริมความเขลา อคติ ความไม่อดกลั้น

มนุษย์สามารถใช้เหตุผลฟันฝ่าอุปสรรคทั้งสองนี้เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป เนื่องจากเรามองโลกในแง่ดี ว่าเราดีกว่านี้ได้ แล้วก้าวหน้าไปสู่ยุครู้แจ้งหรืออารยะยุค

วิธีคิดแบบพุทธไทยที่พี่สุจิตต์อธิบายให้ฟัง กับปรัชญายุครู้แจ้งสมัยใหม่แบบตะวันตก มันไม่เหมือนกันเลย ในความรู้สึกผม เครื่องมือที่เราน่าจะใช้มาคิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยในเมืองไทยคือเครื่องมือแบบหลัง คือวิธีมองแบบมองโลกในแง่ดี ว่ามนุษย์จะก้าวหน้าไปด้วยเหตุผล

โดยบังเอิญมีภาพยนตร์ออกมาเมื่อปี 2559 เรื่อง พริกแกง ซึ่งพูดถึงความดีงาม ความเอร็ดอร่อยของอาหารไทย พระเอกบอกว่า อาหารไทยถูกยกย่องให้เป็นที่ 1 ในโลก ไม่จำเป็นต้องมีวิวัฒนาการอีกแล้ว (หัวเราะ) บรรลุแล้ว และเราจะไม่ยอมให้ใครมาเปลี่ยนแปลงรสชาติของเรา…เป็นอันขาด! (เสียงเข้ม) มันสุดยอดแล้ว

ในช่วงเดียวกัน มีใครสักคนเผยแพร่สารคดีเกี่ยวกับเชฟทำซูชิมือหนึ่งของญี่ปุ่น ชื่อ ชิโร่ เขาอธิบายปรัชญาในการทำซูชิ ว่า เราจะไม่พยายามทำตัวให้ดูวิเศษ หรือภูมิสูงกว่าคนอื่น … ชิปเป๋ง … (ผู้ฟังหัวเราะ)

เทคนิคที่เราใช้ไม่ได้เป็นความลับพิเศษอะไร แต่ตั้งใจทำซ้ำๆ ทุกวัน และเราจะหาทางพัฒนาซูชิให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมคิดว่านี่คือตัวอย่างใกล้ตัวที่สะท้อนวิธีคิด 2 แบบ คือวิธีคิดแบบพุทธไทย คือ บรรลุแล้ว frozen (แช่แข็ง) ไว้ไม่ให้เปลี่ยน กับวิธีคิดแบบปรัชญายุครู้แจ้ง คือ ค้นคว้า ศึกษา สรุปประสบการณ์ ทำให้มันดีขึ้น

ผมคิดว่าวิธีคิดแบบ ปรัชญาซูชิ คือวิธีคิดที่เราน่าจะนำมามองประชาธิปไตยไทย

3 รอบสำคัญ ‘เปลี่ยนย้ายอำนาจ’

รอบที่ 4 ‘ยังตะกุกตะกัก’

ในช่วงประวัติศาสตร์ยาวๆ ก็ต้องตีกรอบ ผมอาศัยกรอบที่เกิดจากการสอนวิชาประวัติศาตร์การเมืองไทยนานหลายปี สรุปว่าไม่ได้เป็นความลับหรือเรื่องยากอะไร ในที่สุดเราจะพบว่าหลัง 2475 มีการเปลี่ยนย้ายอำนาจ หรือ Power Shift ที่สำคัญ 3 รอบ

รอบแรก คือเปลี่ยนจากเจ้านาย ขุนนาง ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ข้าราชการที่มีคณะราษฎรเป็นตัวแทน ในปี 2475

รอบที่ 2 คือ ขยับเปลี่ยนจากระบบราชการในปี 2516 และ 2535 ในสิ่งที่เราอาจเรียกว่า ชนชั้นกลางกระฎุมพี

รอบที่ 3 ในช่วงรัฐบาลทักษิณ ปี 2548 มีการขยับเปลี่ยนอำนาจจากคนชั้นกลางกระฎุมพีระดับกลาง ระดับบนในเมือง ไปสู่คนที่เราเรียกว่ารากหญ้า หรือที่อาจารย์นิธิเรียกว่า คนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นฐานเสียงทำให้พรรคไทยรักไทยก็ดี พรรคเพื่อไทยก็ดี ชนะการเลือกตั้งมาตลอด

วันนี้มีการพูดถึง Power Shift รอบที่ 4 แต่มันยังไม่ลงตัวชัดเจน ยังตะกุกตะกักอยู่

คันในใจ! ไม่เชื่อ ความเป็นไทยคือหนึ่งเดียว

ยัน ‘หลากหลาย-เปลี่ยนไม่หยุด’

อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากเติม คือเรื่องความหลากหลาย วิธีคิดเรื่องความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทย ค่อนข้างยึดติดกับวิธีคิดว่ามันเป็นหนึ่งเดียว แยกต่างหากจากต่างประเทศ ดังปรากฏคำกล่าวของ ศ.ระพี สาคริก ราษฎรอาวุโส เมื่อ 19 มิ.ย.57 หลังรัฐประหาร คสช.ไม่นาน ว่าคนที่นิยมต่างประเทศ อยากเป็นแบบต่างประเทศ ไม่มองตัวเอง ไม่กลั่นกรองเอาสาระ อาจเป็นการทำลายวัฒนธรรมและรากฐานวัฒนธรรมไทย ท่านพูดในบริบทที่ว่า การก่อรัฐประหารโดยทหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอันดีงาม (หัวเราะ)

ส่วนต่างประเทศ จะประชาธิปไตย ช่างหัวมัน ซึ่งผมก็คัน คันในใจยากที่จะเกา ผมไม่เห็นแบบนั้น ทำไมท่านคิดว่าวัฒนธรรมไทยเป็นหนึ่งเดียว ความเป็นไทยเป็นหนึ่งเดียวแต่ละช่วงประวัติศาสตร์ ไม่จริงว่าไทยเป็นหนึ่งเดียว

ไม่จริงว่าวัฒนธรรมไทยทางการเมืองเป็นหนึ่งเดียว

มันมีความแตกต่างขัดแย้งเสมอ ปรีดี พนมยงค์ กับพระยามโนปกรณ์ นิติธาดา, หลวงพิบูลฯ กับกุหลาบ สายประดิษฐ์, สฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับจิตร ภูมิศักดิ์, ถนอม กิตติขจร กับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนไทยทั้งนั้น ไม่เห็นเป็นหนึ่งเดียวกันเลย

การมองความเป็นไทยว่าเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดนิ่ง การมองความเป็นไทยว่ามีความหลากหลายไม่ได้เป็นก้อนเดียวกัน คือวิธีการมองที่ผมใช้ทำความเข้าใจประชาธิปไตยไทย

‘ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้’

แนวคิดใฝ่ทะยาน ไม่ใช่สัจธรรมรอคนประกาศ

กล่าวโดยสรุปคือ ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ เป็นเรื่องราวที่วิเคราะห์สังเคราะห์ขึ้นมาจากประสบการณ์เดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของสังคมไทย ผ่านประวัติการเมืองไทยสมัยใหม่หลัง 2475 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน

มันเป็นเรื่องราวการเดินทางแสวงหาสร้างสรรค์ มันไม่ใช่สัจธรรมคำตอบสำเร็จรูปที่พบแล้วหยุดนิ่งตายตัว รอให้ใครประกาศบอกเพื่อเรารับเชื่อแล้วนำไปประยุกต์ใช้

อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ เป็นแนวคิดใฝ่ทะยานของบรรดาผู้คนที่ออกเดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์มัน มันจึงมีนัยความหมายที่แตกต่างหลากหลาย ขัดแย้ง เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับประสบการณ์การเรียนรู้ความเข้าใจจุดหมายปลายทางเส้นทางเดินและคนเดินทางซึ่งก็เปลี่ยนแปลงพร้อมกันไปด้วย

หลักหมายสำคัญของการเดินทางนี้ ผมเสนอให้ดูกลุ่มพลังสังคมต่างๆ ที่เข้าร่วมขบวน ดูด่าน พลวัต ไวยากรณ์ทางภาษา และวัฒนธรรมของการให้ความหมายแก่ประชาธิปไตย สุดท้ายคือดูสถานการณ์ที่แวดล้อมทั้งของภูมิภาคและโลก

ย้อนฉาก ‘การิทัตผจญภัย’

มอง 3 หลุมพราง ทำคนหยุดถาม เลิกแสวงหา ยึดอนุรักษ์

ในนิยายเรื่องการิทัตผจญภัย ของ Steven Lukes ซึ่งเป็นนิยายปรัชญาการเมือง ผมแปลมาใช้สอนนักศึกษา ตัวเอก ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ชื่อการิทัต รับภารกิจจากขบวนจรยุทธ์ มือที่มองเห็น ให้ไปแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ในกระบวนการแสวงหา ฉากหนึ่งมีคนตั้งปมปริศนาเชิงปรัชญาที่น่าคิดขึ้นมา คือคุยกับการิทัตว่า ถ้าเจอโลกที่คนคิดว่าคำถามเรื่องโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน ไม่พึงถามอีกต่อไปเข้าแล้ว เราย่อมมิอาจปรับปรุงโลกแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้

คือพระเอกรับภารกิจหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ คนมาเตือนว่า ถ้าลื้อไปถึงที่ที่หนึ่ง ที่ตรงนั้นเขาเลิกถามแล้วว่าโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน ที่ตรงนั้น ลื้อทำให้มันดีขึ้นไม่ได้หรอก

ผมเอาคำถามนั้น เปลี่ยนคำว่าโลก เป็นประชาธิปไตย ถ้าเผื่อเจอระบอบประชาธิปไตยที่คนคิดว่าคำถามเรื่องประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน ไม่พึงถามอีกต่อไปเข้าแล้ว เราย่อมมิอาจปรับปรุงระบอบแห่งนั้นให้ดีขึ้นได้ คำถามคือ มีสถานการณ์ไหนบ้าง มีที่ไหนบ้างที่คนจะไม่ถามอีกต่อไปแล้ว ผมเชื่อว่ามี 3 สถานการณ์

สถานการณ์ที่ 1 ก็อยู่ที่นี่แล้วไง (หัวเราะร่วน) ไม่ต้องถามแล้วพี่น้อง ว่าประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน ถ้ามันอยู่ที่นี่ ก็คือ absolutism ทุกอย่างแอบโซลูท โดยสมบูรณ์

ถ้ามันประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ คิดดู มันประเสริฐกว่านี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันประเสริฐสุดที่เป็นไปได้แล้ว

ในระบอบประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ย่อมเป็นความเสื่อม ดังนั้น ต้องไม่ให้มันเปลี่ยน ต้องไม่ปฏิรูป เพราะประเสริฐสุดแล้ว ผลคือคุณจะได้การเมืองแบบอนุรักษนิยม

สถานการณ์ที่ 2 ที่ที่เขาคิดว่าเขาพบประชาธิปไตยที่เหมาะกับตัวเขาแล้วไง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ได้บอกว่าประเสริฐสุดนะ แต่มันเหมาะกับอั๊ว เหมาะกับความเป็นไทย เข้าใจหรือเปล่า? ที่อื่นจะเลวหรือดี วันนี้ไม่สน ดังนั้นจะเปลี่ยนไหม ไม่ …ก็ต้องอนุรักษ์ความเป็นไทย

สถานการณ์ที่ 3 คือ มันไม่มีหรอก ประชาธิปไตยที่ประเสริฐสุด (หัวเราะ) จะไปหาทำ..(สบถ)..อะไร ป่วยการ เหนื่อยเปล่า มีแต่สั่วๆ แบบนี้แหละ คือมองโลกในแง่ร้าย เอาอย่างที่เป็นอยู่นี่ไว้ก่อน มันไม่ดีเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเปลี่ยน อาจแย่กว่านี้ก็ได้ ถ้าคิดแบบนี้ก็อนุรักษ์เหมือนกัน

ดังนั้น ในกระบวนการการหาประชาธิปไตยที่ประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ มีคำตอบที่เป็นกับดัก เป็นหลุมพราง 3 อย่าง

คือ 1.เจอแล้ว 2.เหมาะกับตัวเราแล้ว แบบที่เป็นอยู่นี้ 3.มันไม่มีแล้ว

ทั้ง 3 แบบนี้ จะทำให้คุณหยุดเปลี่ยนแปลง หยุดเดินทางแสวงหา หยุดสร้างสรรค์ คุณจะยึดอนุรักษ์สิ่งที่คุณมีอยู่ ซึ่งผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่ทางที่ควรจะไป

คำเฉลยที่โป๊ะเชะ! เปิดโอกาส สร้างเงื่อนไข

ให้พื้นที่คู่ขนาน สร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด

เมื่อ 30 ปีก่อน ตอนผมแปลหนังสือ การิทัต ผจญภัย แล้วเอามาสอนใหม่ๆ มีนักศึกษาคนหนึ่ง ทะลึ่งมาลงข้ามคณะ มาลงวิชาปรัชญาการเมืองเบื้องต้น นักศึกษาคนนั้น ชื่อ ปกป้อง จันวิทย์ (ต่อมา เป็นอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ม.ธรรมศาสตร์ ก่อนลาออกไปก่อตั้งสื่อ ‘วันโอวัน’)

ในข้อสอบไล่ นักศึกษาปกป้อง บอกกับผมว่า โลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ คือ โลกที่เปิดโอกาสให้ผู้คนแสวงหาโลกประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ไม่สิ้นสุด

โอ้โฮ! โป๊ะเชะเลย ผมแปลเอง ยังไม่รู้ ไม่แน่ใจว่า Steven Lukes ผู้เขียนรู้หรือเปล่า เป็นไปได้ไง เป็นนักศึกษา มาอ่านรอบแรกเข้าใจเรื่องนี้ดีกว่าที่ผมแปลอีก แล้วมันใช่ ผมคิดว่าใช่

ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ คือระบอบประชาธิปไตยที่เปิดกว้างโอกาส สร้างเงื่อนไขให้ผู้คนสามารถแสวงหา และสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้อย่างเปิดปลาย ไม่มีที่สิ้นสุด

อะไรคือเงื่อนไขเหล่านั้น?

เพื่อจะทำให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตทางการเมือง แสวงหาประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้ต่อไปได้ ผมคิดว่ามันมีเงื่อนไขจำนวนหนึ่งซึ่งควรต้องมี หลายข้อมันคล้ายกับปฏิทินแห่งความหวังของอาจารย์ป๋วย

1.คุณต้องเปิดสิทธิ เสรีภาพทางการเมืองและภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้โดยสันติ

2.พื้นฐานเสมอภาคนิยมที่ยกระดับสูงขึ้นตามสมควร คนในสังคมควรมีมาตรฐานการครองขีพขั้นต่ำที่ดีตามสมควร

3.พหุนิยมทางวัฒนธรรม มีวัฒนธรรม มีภูมิความรู้อันหลากหลาย ให้ผู้คนสามารถเสพ เลือก ศึกษาได้

4.เปิดให้มีพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนาน เฮเทอโรโทเปีย (Heterotopia) ในการปฏิบัติทดลองยูโทเปีย (Utopia) ประชาธิปไตยต่างๆ

5.เปิดโอกาสให้มีทางเลือกที่จะปลีกย้ายจากระบบได้ กล่าวคือ ถ้าไม่ชอบ คุณไปได้ ไม่ขังเขาไว้ให้ติดคุกในนามของความเป็นไทย

ยูโทเปีย ไม่มีหน้าที่ต้องเป็นจริง

จินตนาการโลกต่างอย่างถึงราก ลองได้เลย ไม่ต้องรออำนาจรัฐ

คงจะมีจำนวนมากที่บอกว่า ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่จะเป็นไปได้ แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าเป็นยูโทเปีย หรืออุดมคติ พวกโลกสวย

เราจะคิดเรื่องนี้อย่างไร ยูโทเปีย หรืออุดมคติ ไม่มีหน้าที่จะต้องเป็นจริง (เสียงเข้ม-สบถ) คำด่า คำสบประมาทยูโทเปียคำแรกคือ มันไม่จริง เออ! ก็ไม่จริง ถึงเรียกยูโทเปียไง ยูโทเปีย ก็คือมันไม่จริง และมันไม่มีหน้าที่จะต้องจริง ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ถ้ามันจริง ก็ไม่ใช่ยูโทเปีย

แต่ยูโทเปีย พึงจินตนาการได้ ใฝ่ทะยานถึงได้ และเชื่อได้ นี่ต่างหากคือหน้าที่ของยูโทเปีย

คือทำให้คนในสังคมสามารถจินตนาการถึงสังคมของตัวในลักษณะอื่นที่ไม่เหมือนกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้

สังคมไหนไม่มียูโทเปีย เกลียดสังคมพวกโลกสวย ประทานโทษที สังคมที่ไม่มียูโทเปีย เกิดวิกฤตจินตนาการทางสังคม ป่วยแล้วนะ ฝันไม่เป็น

เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างถึงรากได้

ถ้าคุณไม่สามารถจินตนาการถึงโลกที่แตกต่างอย่างถึงรากได้ คุณก็จะได้โลกแบบเก่า

การปฏิบัติยูโทเปีย ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอให้ได้อำนาจรัฐก่อน ยึดครองสังคมให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำ เป็นสิ่งที่ลองริเริ่มทำได้เลยเดี๋ยวนี้ในพื้นที่อื่นที่อยู่คู่ขนาน

วาทะอาจารย์ป๋วย แลไปข้างหน้าถึงประชาธิปไตย

สันติ อหิงสา สู่สังคมที่ปรารถนา

ขอจบที่วาทะของอาจารย์ป๋วย ดังที่ท่านชวนแลไปข้างหน้าถึงประชาธิปไตย ก่อนการสังหารหมู่ 6 ตุลา 19 ไม่นาน ท่านพูดสิ่งเหล่านี้

‘รอไม่ได้ ถ้ารอไม่ได้ ก็รอไม่ได้ จะมีรัฐประหารก็มีไป แต่ที่แน่ที่สุดก็คือ เมื่อไม่ได้ผลในคราวนี้ คราวหน้าก็เอาใหม่ ถ้าวันหน้ามีรัฐประหาร มีเผด็จการ ก็มี 14 ตุลาได้อีก คนเหล่านั้นต้องตั้งต้นกันใหม่ ในชั่วชีวิตผม อาจจะไม่ได้เห็น ในชั่วชีวิตท่านทั้งหลาย อาจจะไม่ได้เห็น แต่หลักการที่ควรจะทำ คือการให้การศึกษา อนามัย กับโภชนาการ และรายได้ที่ดีกับประชาชน จะต้องมีอยู่ต่อไป

พวกเราเป็นเพียงเชื้อเพลิงอันแรกเท่านั้น ที่จะให้แสงสว่างให้เขาตื่นขึ้น แต่ถ้าเผอิญประเทศไทยเกิดเคราะห์ร้าย เราเริ่มงานไม่เท่าไรก็มีรัฐประหาร และเผด็จการนั้น มีอยู่อีก 200 ปี ก็ช่วยไม่ได้ ผมคิดว่าทางอื่น ไม่ใช่ทางที่ถูก ที่คิดเป็นคอมมิวนิสต์ คิดจะปฏิวัติให้เร็วๆ นั้น ก็คงจะไม่ได้

สำหรับผมแล้ว วิธีการสันตินั้น มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น นั่นคือ จะต้องใช้ประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องมีกฎหมู่ จะต้องใช้วิธีอหิงสา และจะต้องเชื่อมั่นมวลชนเพื่อเป็นพลัง สำหรับนำไปสู่สังคมที่เราต้องการ’

ขอบคุณครับ  (ชมคลิปฉบับเต็ม คลิกที่นี่