หน้าแรก ประชาชื่น จาก ‘สติ’ สู่...

จาก ‘สติ’ สู่ ‘สันติ’ ธรรมะในศตวรรษแห่งความขัดแย้ง

19.03.26 | 11:48 น.
จาก ‘สติ’ สู่ ‘สันติ’ ธรรมะในศตวรรษแห่งความขัดแย้ง

จาก ‘สติ’ สู่ ‘สันติ’
ธรรมะในศตวรรษแห่งความขัดแย้ง

ในศตวรรษที่โลกเชื่อมถึงกันด้วยอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยี แต่กลับปรากฏความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้นแทบทุกมุมโลก คำถามสำคัญที่มนุษย์ยุคนี้ต้องเผชิญอาจไม่ใช่เพียงว่า “โลกจะเดินต่อไปอย่างไร?” แต่คือ “มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำร้ายกัน?” คำถามนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจและเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ธรรมะไร้พรมแดน” หรือ Dhamma Beyond Borders ผลงานของ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งใช้เวลาเรียบเรียงยาวนานถึงสี่ปีครึ่ง โดยมี ดร.อลงกต ชูแก้ว รองเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เรียบเรียงเนื้อหา ผ่านการสนทนาและถ่ายทอดความคิดร่วมกัน

หากมองเพียงผิวเผิน “ธรรมะไร้พรมแดน” อาจดูเหมือนหนังสือธรรมะทั่วไป แต่แท้จริงแล้วหนังสือเล่มนี้คือการสนทนาระหว่าง ธรรมะ มนุษยธรรม และสันติภาพของโลกยุคใหม่ ฉะนั้น “ธรรมะไร้พรมแดน” จึงไม่ใช่เพียงงานเขียนทางธรรมะธรรมดาทั่วไป

ในโลกที่กำลังสับสน เพราะปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ตั้งแต่สงคราม ความแตกแยกทางความคิด ไปจนถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อม “ธรรมะไร้พรมแดน” พยายามชี้ให้เห็นว่าธรรมะไม่ใช่เพียงคำสอนในศาสนา แต่คือกฎแห่งความจริงของจักรวาล เป็นทั้งจริยธรรม เป็นความเข้าใจชีวิต และเป็นเส้นทางของการตื่นรู้ นักปราชญ์จากหลากหลายวัฒนธรรมอาจใช้ถ้อยคำแตกต่างกัน แต่ต่างยืนยันในสิ่งเดียวกัน ว่า การเข้าใจธรรมะไม่ใช่แค่การเรียนรู้ด้วยสติปัญญา แต่คือ “การใช้ชีวิตอย่างมีสติ”

“…เมื่อมนุษย์เข้าใจความจริงว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ความยึดติดก็จะค่อยๆ คลายลง และสิ่งที่เหลืออยู่ในใจมนุษย์ก็คือ เมตตา ปัญญา และความสงบ…” เป็นคำกล่าวของ ดร.สุภชัยในหนังสือเล่มนี้

Advertisement

“ธรรมะไร้พรมแดน” มีทั้งหมด 160 หน้า จัดพิมพ์สองภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 7 บท เริ่มด้วยการอธิบายนิยามของคำว่าธรรมะ ก่อนเข้าสู่เนื้อหาบทที่ 1 เรื่องความขัดแย้งไร้พรมแดน ตามด้วยรากแท้ของความขัดแย้ง, สร้างสะพานสันติ-ธรรมะในฐานะหนทางแห่งการคืนดี, การฝึกฝนเพื่อสันติภายในและภายนอก, การศึกษาเพื่อสันติข้ามรุ่นวัย, พลังศักดิ์สิทธิ์ของการฟัง, จริยธรรมแห่งการไม่ตอบโต้ ไปจนถึงบทสรุป ทางสายกลางสู่โลกแห่งสันติภาพ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้พยายามอธิบายธรรมะในเชิงวิชาการหรือคำสอนที่ซับซ้อน หากชวนผู้อ่านตั้งคำถามง่ายๆ แต่ลึกซึ้งว่า “ธรรมะคืออะไรในโลกยุคใหม่” เพราะความจริงแล้ว ธรรมะไม่เคยมีพรมแดน ไม่จำกัดอยู่ในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง และไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทว่า “ธรรมะคือภาษาสากลของความเป็นมนุษย์” หนังสือใช้ภาษาเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน อ่านเพลินและทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

สำหรับ ดร.สุภชัย ธรรมะไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษา แต่คือแนวทางของการใช้ชีวิต เขายึดหลัก พลังธรรมะ 5 ประการ ของพระพุทธเจ้า ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา หลักธรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวทางพัฒนาตนเอง แต่ยังสามารถกลายเป็นสะพานเชื่อมผู้คนในภูมิภาคสุวรรณภูมิ ไม่ว่าจะเป็นไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม หรือเมียนมา ให้ก้าวเดินไปสู่สันติภาพร่วมกัน แนวคิดเรื่อง “ธรรมยาตราเชื่อมดินแดนธรรมลุ่มน้ำโขง” จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่แห่งสันติภาพ ดร.สุภชัยพูดเสมอว่า “…ภารกิจนี้ไม่ใช่งานชั่วคราว แต่เป็นคำปวารณาของชีวิตที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาจนถึงวาระสุดท้าย…”

ระยะเวลาสี่ปีครึ่งในการรวบรวมและเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนเล่าว่าบางครั้งเกิดขึ้นในห้องประชุม บางครั้งเกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง และบางครั้งเกิดขึ้นในความเงียบ จากคำถามเล็กๆ ค่อยๆ เติบโตเป็นคำถามใหญ่ของมนุษย์ อาทิ ความหมายของชีวิตคืออะไร? สันติภาพเริ่มต้นจากที่ไหน? และมนุษย์จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในโลกที่แตกต่าง? ผู้เขียนและผู้เรียบเรียงต่างแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน กระทั่งเป็นการฟังอย่างลึกซึ้งจนนำไปสู่ความเข้าใจเปรียบเสมือน “การฝึกธรรมผ่านการฟัง”

หนึ่งในบทสำคัญของหนังสือมีชื่อว่า “จากสติสู่สันติ” ผู้เขียนเล่าว่าการฝึกสติไม่ได้เพียงทำให้จิตใจสงบ แต่ทำให้ กาย วาจา และใจ กลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ เมื่อฝึกสติอย่างสม่ำเสมอ แม้กิจกรรมธรรมดาอย่างการเดิน การกิน หรือการพูดคุย ก็สามารถกลายเป็นการฝึกตื่นรู้ได้ แม้แต่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่น การประชุมที่กดดัน หรือภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยท่ามกลางเสียงไซเรน เพียงลมหายใจที่มีสติ ก็สามารถเปิดพื้นที่เล็กๆ ของความสงบขึ้นมาในใจได้ และช่วงเวลานั้นเอง ดร.สุภชัยได้เข้าใจความจริงข้อหนึ่งว่า “สติไม่ใช่สิ่งที่เราฝึกเฉพาะเวลาว่าง” แต่มันคือวิธีที่เราใช้ชีวิตทุกวินาที ทุกลมหายใจอย่างมีสติ

เขายังเล่าไว้ในหนังสือ ว่าขณะที่กำลังเขียนต้นฉบับบางบทของหนังสือ เสียงข่าวความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชายังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงปืนและความสูญเสียไม่ได้เป็นเพียงข่าวไกลตัว แต่มันคือความเจ็บปวดของผู้คนสองฟากฝั่งชายแดน เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้คำถามเรื่องสันติภาพยิ่งชัดเจนขึ้น สันติภาพไม่ใช่สิ่งที่เรารอให้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องฝึกฝน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะหยุดสงครามได้อย่างไร? แต่คือ วันนี้ เราจะฝึกอะไรเพื่อไม่ให้สงครามเกิดขึ้นในใจของเราเอง

บทสนทนาในหนังสือยังมีต่อไป ว่าหากศีล สมาธิ และปัญญากลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มนุษย์ก็จะไม่ใช่เพียงผู้แสวงหาสันติภาพ แต่จะกลายเป็น “ผู้สร้างสันติภาพ” เมล็ดพันธุ์แห่งสันติไม่เติบโตจากคำพูดสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่งอกงามจากการฝึกฝนเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เหมือนดอกไม้ที่ต้องการทั้งแสงแดดของวัยหนุ่มสาวและร่มเงาของประสบการณ์จากผู้ใหญ่

เมล็ดพันธุ์แห่งสันติจึงควรถูกปลูกไว้ในหัวใจของเด็ก และรดน้ำด้วยปัญญาของผู้เฒ่า เพราะการศึกษาเพื่อสันติภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของหลักสูตรในโรงเรียน แต่คือ วิธีคิด วิธีอยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้ข้ามรุ่น โลกที่สงบสุขจึงไม่ได้เกิดจากการสอนให้เด็กเป็นคนดีเท่านั้น แต่เกิดจากสังคมที่ผู้ใหญ่เองก็พร้อมจะเรียนรู้ใหม่ไปพร้อมกับเด็กๆ เช่นกัน

ในบทส่งท้ายของหนังสือ “ธรรมะไร้พรมแดน” ไม่ได้พยายามให้คำตอบสำเร็จรูปกับโลกในเรื่องของสันติภาพ เพียงแต่ชักชวนมนุษย์ทุกคนให้หยุดสักครู่ แล้วหันกลับมาถามหัวใจของตัวเองว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เราจะเลือกเป็นผู้สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น หรือจะเป็นผู้สร้างสะพานสันติภาพ เพราะบางที “สันติภาพของโลก” อาจไม่ได้เริ่มต้นจากเวทีการเมืองหรือการประชุมระดับนานาชาติ แต่เริ่มต้นจากลมหายใจของมนุษย์คนหนึ่ง ที่เลือกจะมี “สติ” และเลือกจะมี “เมตตา”

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย


ดร.สุภชัย วีระภุชงค์
นักธุรกิจที่ใช้ธรรมะสร้าง‘สันติภาพ’โลก

เป็นบุตรชายคนโต (พี่น้องทั้งหมด 4 คน) ของ นายวินัย วีระภุชงค์ ผู้ก่อตั้งบริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด (เจ้าของยาทิฟฟี่, ซาร่า, แอนตาซิล) และ นางนวลละออ วีระภุชงค์ แต่งงานกับ พลตรีหญิง ศิริพักตร์ วีระภุชงค์ (นามสกุลเดิม วงศ์รักมิตร) มีทายาท 4 สาว ได้แก่ ปภาพินท์-ปุณณภา-ปวรวรรณ และ ปัณณพร ปัจจุบันลูกสาวทั้งสี่เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัว

จบการศึกษามัธยมจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล เข้าเรียนต่อคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนไปต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ที่ South Eastern University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2557 ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวัฒนธรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (โดดเด่นในการเผยแผ่พุทธศาสนาและวัฒนธรรม)

ผ่านการอุปสมบทมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการบวชตามประเพณีในช่วงวัยหนุ่ม เพื่อทดแทนพระคุณบิดามารดา ครั้งที่ 2 (ปี 2550) บวชในโครงการอุปสมบทหมู่ 86 รูป ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ครั้งที่ 3 (ปี 2563) เป็นการบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย อีกครั้ง ซึ่ง ดร.สุภชัยเคยกล่าวว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตและมุมมองต่อโลกธุรกิจอย่างแท้จริง

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด และเป็นกรรมการผู้จัดการกลุ่มโรงแรมโภคีธรา ซึ่งรวมถึงโรงแรมในเครือโซฟิเทลและโนโวเทล ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา นอกจากนี้ ยังบริหารสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 และมูลนิธิวีระภุชงค์ เพื่อดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลควบคู่ไปด้วย

เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 มุ่งเน้นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสร้างความร่วมมือในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ล่าสุดในปี 2568 ได้เปิดตัวหนังสือ “ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา” และปีนี้ (2569) แถลงเปิดตัวหนังสือ “ธรรมะไร้พรมแดน” เป็นการถ่ายทอดประสบการณ์การทำงานบนเส้นทางธรรม

แนวคิดของ ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เป็นการผสมผสานระหว่าง “โลกธุรกิจ” ที่ต้องเฉียบคม กับ “ทางธรรม” ที่ต้องปล่อยวาง มักสะท้อนถึงการนำธรรมะมาใช้ในโลกความจริง และสามารถนำมาปฏิบัติได้ เช่น “กำไรเป็นเรื่องรอง คุณธรรมเป็นเรื่องใหญ่” เป็นการย้ำให้เห็นว่าถ้าทำธุรกิจโดยขาดคุณธรรม แม้จะได้กำไรมหาศาลในตอนแรก แต่สุดท้ายจะรักษาไว้ไม่ได้ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและคู่ค้าคือ “กำไรที่แท้จริง” หรือ “ธุรกิจคือทางผ่าน ธรรมะคือทางพ้น” เป็นประโยคที่ติดปากอยู่เสมอ หมายถึงการหาเงินและการทำธุรกิจเป็นเพียง “หน้าที่” ในทางโลกเพื่อเลี้ยงชีพและดูแลสังคม แต่เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์คือการเข้าถึงธรรมะเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์  “ตำแหน่งคือหัวโขน ถอดออกก็คือคนเท่ากัน” เป็นคติธรรมที่มักใช้สอนลูกๆ และพนักงาน ว่าอย่าหลงระเริงในอำนาจหรือฐานะ เพราะวันหนึ่งก็ต้องคืนทุกอย่างไป สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียง “ความดี” ที่ทำไว้เท่านั้น และ “เราเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ” เป็นคติที่ใช้ขับเคลื่อนโพธิคยาวิชชาลัย 980 โดยเชื่อว่ายิ่งให้โอกาสและปัญญาแก่ผู้อื่น ชีวิตก็ยิ่งมีคุณค่าและมีความสุข
ที่ยั่งยืน

ความหวังของ ดร.สุภชัยท่ามกลางวิกฤตในโลกปัจจุบัน มองว่า “สังคมไทยกำลังป่วยด้วยโรค ‘ใจร้อน’ และ ‘ขาดสติ’ ผมหวังจะเห็นคนไทยกลับมาใช้ปัญญาพิจารณาเหตุและผล มากกว่าการใช้อารมณ์บนโลกโซเชียล”

ประโยคเหล่านี้มีปรากฏอยู่ในหนังสือ “ธรรมะไร้พรมแดน” และการบรรยายของ ดร.สุภชัยเสมอ