หน้าแรก ประชาชื่น ไม่อยากให้ตรว...

ไม่อยากให้ตรวจ ยิ่งต้องสอบ เมื่อการนำเสนอ ‘ข่าว’ กลายเป็น ‘คดี’ เบรกเสรีภาพสื่อ

20.03.26 | 12:42 น.
ไม่อยากให้ตรวจ ยิ่งต้องสอบ เมื่อการนำเสนอ 'ข่าว' กลายเป็น 'คดี' เบรกเสรีภาพสื่อ

ไม่อยากให้ตรวจ ยิ่งต้องสอบ
เมื่อการนำเสนอ ‘ข่าว’ กลายเป็น ‘คดี’
เบรกเสรีภาพสื่อ

กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์ ระคนไปกับความกังวลสงสัยในสถานการณ์ ‘ไม่ปกติ’

เมื่อการตั้งคำถามของ ‘สื่อมวลชน’ มีราคาที่ต้องจ่าย ดังเช่นกรณีล่าสุดที่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน นักการเมือง และสื่อ รวม 6 รายจากการไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว กรุงเทพฯ

เหตุการณ์นี้ถูกใช้เป็นตัวอย่างสำคัญในการตั้งคำถามว่าปัจจุบันเสรีภาพสื่อในประเทศไทยอยู่ในสถานะใดและมีเสรีภาพมากแค่ไหน

ผลกระทบที่น่าหวั่นใจคือ สิ่งที่อาจตามมา ย่อมเป็นความอ่อนแรงในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ ขณะที่การต่อต้านคอร์รัปชั่นก็อาจถดถอยลง ความโปร่งใสก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ท้ายที่สุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจรวมถึงภาพรวมของประเทศก็เสี่ยงสั่นคลอนไปพร้อมกัน

Advertisement

ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ เวทีเสวนา “การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม” (Journalism is Not a Crime) จึงเกิดขึ้นในงานมอบรางวัลสื่อมวลชนเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2568 (Media Awards 2025) โดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเปิดวงสนทนาเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชน และสิทธิในการรายงานข่าวที่เป็นข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ

สื่อรีเช็ก ไม่ใช่ภัยรัฐ กกต.ไล่แจ้งความ
สะท้อนการเมืองไทย ‘ไม่ชิน’ ถูกตรวจสอบ

ดร.สังกมา สารวัตร คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงความเห็นต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน นักการเมือง และสื่อมวลชน จากการไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งใหม่

ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่สบายใจกับการที่ต้องถูกตรวจสอบโดยสื่อมวลชนอย่างเห็นได้ชัด

“การเมืองไทยตอนนี้มีลักษณะที่ไม่คุ้นชินกับการถูกตรวจสอบจากสื่อมวลชน ทั้งที่ในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ

การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม และการทำหน้าที่ของสื่อจึงไม่ควรถูกนำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อปิดปากหรือจำกัดเสรีภาพในการรายงานข่าว” ดร.สังกมากล่าว

ก่อนย้ำว่าทั้งในรัฐธรรมนูญไทยและหลักการของสหประชาชาติ มีการรับรองสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานรัฐชัดเจน โดยระบุว่า ประชาชนมีสิทธิรับรู้ข้อมูลการทำงานของหน่วยงานรัฐ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะคือการแสดงความโปร่งใส หากรัฐยอมเปิดเผยข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้มากเท่าไหร่ ความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมจะยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น

“การเลือกตั้ง คือเรื่องของผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ว่าประชาชนจะสนับสนุนฝ่ายใด แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยขึ้นจากฝั่งใดก็ตาม สื่อมวลชนมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม นี่คือบทบาทตามหลักวิชาชีพและหลักประชาธิปไตย

การสังเกตการณ์การเลือกตั้ง หรือการรายงานข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์และข้อมูลต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการคุกคามหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอิสระ

และในทางตรงกันข้ามบทบาทดังกล่าวควรถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของกลไกตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย ที่ช่วยให้กระบวนการเลือกตั้งและระบบการเมืองมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะมากยิ่งขึ้น

เรื่องที่นำมาสื่อสาร จะจริงหรือไม่จริงเราอาจยังไม่ทราบ แต่สื่อมีหน้าที่เหมือนเป็นคบไฟ วันนี้อาจจะดวงเล็กหน่อย แต่ค่อยๆ จุดให้คนได้เห็นแสงสว่างตามมุมต่างๆ ของสังคม คนที่ชอบอยู่ในความมืด พอเราเอาไฟส่องไปที่เขา เขาจะได้ออกมารับผิดชอบ

ซึ่งเขาอาจจะถูกหรือผิดไม่ทราบ แต่อย่างน้อยเขาต้องตอบคำถามให้ได้” ดร.สังกมาอธิบาย

มื่อกลไกถ่วงดุลถูกกดดัน
ยัน 6 ผู้ถูกกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่พลเมือง

ด้าน เทวฤทธิ์ มณีฉาย อดีต บก. สื่อ ‘ประชาไท’ ที่ในวันนี้นั่งเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า แม้จะเป็น ส.ว.ที่มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่เสียงของตนเพียงคนเดียวไม่อาจกำหนดทิศทางการตัดสินใจได้

การทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชน คือการตั้งคำถามต่ออำนาจรวมถึงโครงสร้างต่างๆ ในสังคม และเป็นการท้าทายข่าวกระแสหลัก ที่อาจไม่แตะประเด็นอ่อนไหวเพราะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นมาเกี่ยวข้อง

“ขณะนี้สื่อกำลังเผชิญแรงกดดันด้านสิทธิเสรีภาพ จากกรณีที่ กกต.ดำเนินคดีต่อภาคประชาชน นักการเมือง และสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบอำนาจรัฐ

หากหน่วยงานของรัฐไม่ต้องการให้สื่อรายงานหรือไม่ต้องการให้ถูกตรวจสอบ ยิ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของบทบาทสื่อมวลชนในฐานะกลไกถ่วงดุลระหว่างรัฐกับประชาชน” เทวฤทธิ์ชี้

จากนั้น ยังย้ำว่า การทำข่าวด้านสิทธิมนุษยชนคือการตั้งคำถามต่ออำนาจ และเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลรัฐ หากสังคมไม่สามารถตั้งคำถามได้ เสรีภาพสื่อก็จะค่อยๆ ถูกจำกัด

“ถ้าไม่อยากให้สื่อตรวจสอบ สื่อก็ยิ่งต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ เพราะนั่นคือกลไกถ่วงดุลระหว่างรัฐกับประชาชน ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะกรณีนี้หรือกรณีไหนๆ ควรถูกพิจารณาและแก้ไขในระดับโครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งออกแบบให้องค์กรอิสระหลายแห่งยึดโยงกับประชาชนลดลงหรือให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนน้อยลง จนทำให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลอาจไม่สะท้อนเสียงของสาธารณะอย่างเพียงพอ

และหากต้องการให้ระบอบประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้น การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความยึดโยงกับประชาชนขององค์กรอิสระ จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังต่อจากนี้”

เทวฤทธิ์กล่าว ก่อนย้ำด้วยว่า ถ้าองค์กรอิสระไม่เปิดให้ประชาชนตรวจสอบ หรือไม่ฟังเสียงของสังคมจริงๆ เสียงสะท้อนจากคนทั่วไปก็จะมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจน้อยลง แล้วสุดท้ายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบก็จะค่อยๆ ลดลงไปด้วย

“ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกฟ้องทั้ง 6 คน ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพลเมืองตามสิทธิที่กฎหมายรับรอง และประเด็นสิทธิพลเมืองเองก็ถูกระบุไว้ในยุทธศาสตร์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งคงทำให้ กกต.อาจกังวลว่าหากไม่ดำเนินการใดๆ จะถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้

กรณีดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อสังคมว่า การดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามกรอบกฎหมาย หลักความจำเป็น และความรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือไม่” ส.ว.อดีต บก.สื่อฝากไว้ให้คิด

ถอดรหัส ‘ข่าวสืบสวนสอบสวน’
สารตั้งต้นสู่ความจริง ฉายความ ‘ไม่ปกติ’ ที่ต้องตีแผ่

หากมองลึกไปกว่ากรณีที่ กกต.ฟ้องดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหารวม 6 คน

เทวฤทธิ์มองว่า สิ่งที่กำลังถูกทดสอบในเวลานี้ ไม่ใช่แค่คดีหนึ่งคดีที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่คือ ‘วิชาชีพข่าวสืบสวนสอบสวน’ ทั้งกระบวนการของการทำงานข่าว เพราะจะเป็นสารตั้งต้นที่นำพาไปสู่ความจริงและฉายให้เห็นความไม่ปกติของสังคมและผู้มีอำนาจ

ขณะที่ การทำข่าวสืบสวนสอบสวนสำหรับสื่อมวลชน คือกระบวนการค้นหาความจริงที่อาจถูกซ่อนอยู่ เพื่อนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน หรือแม้แต่ตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินที่อาจถูกใช้โดยมิชอบทั้งที่เป็นเงินจากภาษีของประชาชน

“บทเรียนของการทำข่าวสืบสวนสอบสวนที่ผ่านมา พบว่ามีนักข่าวจำนวนมากถูกสอนอยู่บนหลักคิดที่ว่า ต้องเริ่มจากการไม่เชื่อ หรืออย่างน้อย ต้องสงสัยไว้ก่อนหากพบความไม่ชอบมาพากลเมื่อพบจุดบอดหรือความผิดปกติในเรื่องที่กำลังติดตาม

ความสงสัยนั้นหากทำตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ย่อมไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้าและไม่ใช่การทำลายชื่อเสียงของใคร แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นหาหลักฐาน เอกสาร และข้อเท็จจริง เพื่อทำให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานรัฐ องค์กรอิสระ ภาคเอกชน นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจ ต้องตอบคำถามให้ชัดเจนและตรงประเด็น

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากการตั้งคำถามเหล่านี้นำไปสู่การถูกฟ้องร้อง และหากสื่อไม่กล้าสงสัย เราอาจไม่รู้ข้อเท็จจริงหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ข่าวไทย เราอาจไม่กล้าตรวจสอบความผิดปกติของโครงการสาธารณะ เราอาจไม่กล้าสืบค้นคดีที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหรือทุนขนาดใหญ่

และท้ายที่สุดพื้นที่ข่าวไม่ว่าจะข่าวสืบสวนหรือข่าวสิทธิมนุษยชนอาจเหลือเพียงเนื้อหาที่ปลอดภัยต่อผู้มีอำนาจ แต่ไม่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะ และกลบเสียงคนตัวเล็กตัวน้อย ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้ส่งเสียงในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร

เสรีภาพสื่อมวลชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักข่าว ช่างภาพข่าว หรือกองบรรณาธิการข่าวเพียงอย่างเดียว แต่เสรีภาพสื่อเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถเข้าถึงความจริงและร่วมกันตรวจสอบอำนาจได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกทำให้กลัวหรือหวาดระแวงในการทำหน้าที่ตามจรรยาบรรณวิชาชีพ” เทวฤทธิ์ทิ้งท้าย

SLAPP ฟ้องปิดปาก ยอมรับหรือไม่
คว้า ‘กฎหมาย’ มาเบรกสื่อ

หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงบนเวทีคือ SLAPP – Strategic Lawsuit Against Public Participation หรือที่เรียกกันว่า ‘การฟ้องปิดปาก’

ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation หมายถึง การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับหรือขัดขวางการมีส่วนร่วมของสาธารณะ อธิบายง่ายๆ คือ การใช้การฟ้องร้องเป็นเครื่องมือกดดันผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ หรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะ และจุดสำคัญของ SLAPP ไม่ได้อยู่ที่ผลของคดีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการดำเนินคดี เพราะแม้คดีจะยังไม่สิ้นสุดในเร็ววัน แต่การถูกฟ้องก็อาจสร้างภาระทางกฎหมาย ค่าใช้จ่าย เวลา และแรงกดดันทางจิตใจ จนทำให้ผู้ถูกฟ้องลังเลหรือหยุดการเคลื่อนไหว จึงเรียกได้ว่าการฟ้อง SLAPP คือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกดดันหรือคุกคามผู้ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะเมื่อประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะหรือการตรวจสอบอำนาจ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ชี้ว่า

หากมองในทางทฤษฎี มักมีการอ้างว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกลไกทางกฎหมายเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปากแล้ว แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้วนั้น กลไกที่มีอยู่ยังมีขอบเขตจำกัดและไม่ได้ครอบคลุมทุกกรณี

โดยเฉพาะกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการร้องเรียนเรื่องทุจริตในภาครัฐตามกระบวนการเฉพาะ จึงทำให้ผู้ที่ถูกฟ้องร้องในประเด็นสาธารณะจำนวนมากยังไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะกับประชาชนหรือสื่อมวลชน

คำถามใหญ่ที่ส่งตรงไปถึงผู้มีอำนาจ รัฐ และสังคมโดยรวมคือ เราจะยอมรับได้หรือไม่ หากการใช้กฎหมายฟ้องร้องสื่อหรือประชาชนที่ตั้งคำถาม กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม และการตอบโต้การตรวจสอบด้วยคดีความถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

เพราะหากการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP เกิดขึ้นได้ง่ายและถูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดา ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่เสรีภาพของสื่อมวลชนเท่านั้น แต่จะลุกลามไปถึงทั้งระบบ

การนำเสนอข่าวไม่ใช่อาชญากรรม (Journalism is not a crime) และการตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจไม่ใช่การยุยงหรือสร้างความขัดแย้ง และการตรวจสอบเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงคือหัวใจของสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม ขณะที่ ในห้วงเวลาที่เสรีภาพสื่อกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ประกาศจุดยืนว่าจะยืนหยัดเคียงข้างสื่อมวลชน และผู้ที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามหลักการสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้สังคมไทยยังคงมีพื้นที่สำหรับความจริง ความโปร่งใส และความยุติธรรม