หน้าแรก ประชาชื่น ณัฐกร วุฒิชัย...

ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ ลุ้นสะพัด 500 ล้าน เชื่อ ‘สงคราม (ยัง)ไม่กระทบ’ สัปดาห์หนังสือฯ

22.03.26 | 11:09 น.

ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล
นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์
ลุ้นสะพัด 500 ล้าน
เชื่อ ‘สงคราม (ยัง)ไม่กระทบ’ สัปดาห์หนังสือฯ

ใกล้เข้ามาทุกที สำหรับ ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54’ และ ‘สัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24’ ซึ่งในปีนี้ มาในธีม ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’

ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย แถลงใหญ่พร้อมเหล่า ‘เจ้าขุนทอง’ แอนด์เดอะแก๊ง ตำนานความสุขในความทรงจำของเจน X-Y

พฤหัสบดีที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ห้อง Meeting Room 109 ชั้น 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนืองแน่นด้วยผู้คนทั้งในและนอกวงการน้ำหมึก

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งสงคราม ณัฐกรเชื่อมั่นว่ายังไม่ส่งผลกระทบรวดเร็วฉับไวในทันที

Advertisement

เนื่องจากมีการเปิดตัวหนังสือใหม่จำนวนมาก และมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากกว่าปีก่อน จึงเชื่อว่ายังไม่กระทบต่อบรรยากาศโดยรวมของงานมากนัก

“ผู้อ่านตั้งใจมาซื้ออยู่แล้วเพราะฉะนั้นคงไม่ต่างจากครั้งที่แล้วมาก” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์คาดการณ์

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร รวมกว่า 1,028 บูธ จาก 362 สำนักพิมพ์ และหนังสือมากกว่า 10 ล้านเล่ม โดยภายในงานยังมีการจัดแสดงหนังสือทรงคุณค่ากว่า 100 รายการ ในนิทรรศการ Read The Legend : หนังสือต้องห้าม (ลืม)

อาทิ คัมภีร์ใบลานชินกาลมาลีปกรณ์ หนังสือสมุดไทย พระมาลัย รวมถึงหนังสือหายาก เช่น พระไตรปิฎกจุลจอมเกล้าบรมธรรมิกมหาราช รัตนโกสินทร์ศก 112 และหนังสือสอนพระพุทธศาสนาแก่เด็กอีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรม Meet the Legends ที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้พบปะนักเขียนชื่อดังอย่างใกล้ชิด รวมถึงนิทรรศการด้านวัฒนธรรมและการอ่านในหลากหลายมิติ

‘หนังสือที่ไม่มีวันตาย’
แรร์ไอเท็มตำนาน ส่งต่อผู้อ่านรุ่นหลัง

นิทรรศการข้างต้น สร้างทั้งความรู้และบรรยากาศตามธีมงานภายใต้แนวคิด ‘หนังสือที่ไม่มีวันตาย’

ณัฐกรเล่าว่า แนวคิดของงานปีนี้มาจาก หนังสือที่แม้เวลาจะผ่านไป ก็ยังสามารถกลับมาสร้างคุณค่าและกลายเป็นตำนานได้อีกครั้ง

“หนังสือบางเล่มที่เราอ่านตอนเด็ก วันนี้ถูกนำมาทำใหม่อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตำนาน และจะส่งต่อไปยังผู้อ่านรุ่นต่อไป” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์เผย ก่อนอธิบายด้วยว่า ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมสำหรับครอบครัว เช่น การแสดงหุ่นเจ้าขุนทอง ที่จะมีทุกวันเสาร์-อาทิตย์ พร้อมเวิร์กช็อปสอนทำหุ่นและการพากย์เสียง

สิ่งที่ต้องเตรียมมางานนี้ คือ เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมเงิน เพราะจะมีคนมาป้ายยาหนังสือจำนวนมาก และเสน่ห์ของงานหนังสือที่แตกต่างจากการซื้อออนไลน์ คือการได้เจอหนังสือที่เราไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ซึ่งอาจกลายเป็นเล่มที่เรารัก” ณัฐกรเริ่มป้ายยา

ตั้งเป้า 500 ล้าน คาดคนแห่ร่วมเพิ่ม
หวังแตะ 1.5 ล้านคน

ณัฐกรเปิดเผยด้วยว่า ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายภายในงานไว้ที่เกือบ 500 ล้านบาท ขณะเดียวกันคาดว่าจำนวนผู้เข้าร่วมงานจะเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่มีประมาณ 1.4 ล้านคน โดยหวังว่าจะขยับไปแตะ 1.5 ล้านคน เนื่องจากปีนี้มีการอัดแน่นกิจกรรมและคอนเทนต์จำนวนมาก

สำหรับพื้นที่แบ่งออกเป็น 8 โซน ได้แก่ นิยายและวรรณกรรม การ์ตูนและวัยรุ่น หนังสือทั่วไป หนังสือเก่า หนังสือเด็กและการศึกษา หนังสือต่างประเทศ Non-book และบอร์ดเกม รวมถึงโซนใหม่ Boy’s Love/Girl’s Love

เปิดตัว 1,000 ปกใหม่ สำนักพิมพ์ไทย
ยังสู้อยู่ ฟันธง เจน Z ยังแชมป์เช็กอิน

เมื่อสอบถามถึงจำนวนปกหนังสือที่เปิดตัวในงาน ซึ่งปีนี้มีถึง 1,000 ปก ณัฐกรเล่าว่า ปกติก็เฉียดๆ พันมาตลอด ไม่เคยลดลง มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนว่าสำนักพิมพ์ไทยยังคงต่อสู้อยู่

“อย่างประมูลไลน์อัพว่าจะออกอะไร ปีนี้ออกมาเยอะมาก และเล่มดังๆ ทั้งนั้น การแข่งขันสูง”

ส่วนกลุ่มคนที่คาดว่าจะมาเยี่ยมเยือนงานมากที่สุด เชื่อว่ายังคงเป็นวัยรุ่น เจน Z ขณะที่ ‘นักเขียน’ ยุคนี้ ก็ปรับตัวเก่ง ทำคอนเมนต์ปังมาก

“นักเขียนปรับตัวใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้นทำคอนเทนต์มากขึ้น ทำให้คนรู้จักตัวตนมากขึ้น ซึ่งตรงนี้สามารถช่วยโปรโมตได้ และสมมุติว่าคุณกิตติศักดิ์ คงคา พอเล่มหนึ่งเขาดังขึ้นมา เล่มอื่นของเขาก็ถูกรีพรินต์หมด”

เปิดเวทีดีล จับคู่ธุรกิจ
แข่งซื้อ ‘ลิขสิทธิ์’ เดือด!

อีกไฮไลต์สำคัญของงานที่ณัฐกรชี้เป้า ได้แก่ Bangkok Rights Fair 2026 ระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคม ซึ่งเป็นเวทีเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือระดับนานาชาติ โดยจะมีผู้เข้าร่วม 163 บริษัท จาก 24 ประเทศและเขตแดน ตั้งเป้าจับคู่ธุรกิจมากกว่า 300 คู่ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 90 ล้านบาท

ณัฐกรกล่าวว่า การแข่งขันการซื้อลิขสิทธิ์ดุเดือดมากกว่าเดิม โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด

“เล่มของนักเขียนที่ผมซื้อสมมุติว่า 1,000 เหรียญ ตอนนี้การประมูลขึ้นไปเกือบ 2,000-3,000 เหรียญ เพราะตอนนี้แข่งกันดุเดือดมาก อาจจะมีส่วนกระทบของราคา ซึ่งขึ้นอยู่กับการตลาดของสำนักพิมพ์นั้นด้วย แต่ต้องมีบวกเพิ่มอยู่แล้วเพราะต้นทุนตรงนี้มันสูง อย่างไรก็ตามในด้านดี คือ เนื้อหาก็จะมีหลากหลายมากขึ้น” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์วิเคราะห์ ก่อนไม่ลืมกระซิบว่า อีกหนึ่งสีสันสำคัญคือ ความร่วมมือ PUBAT X คณะหุ่นเจ้าขุนทอง ที่นำหุ่นมือในตำนานกลับมาสร้างประสบการณ์ใหม่ผ่านการแสดง เวิร์กช็อป และโซนของที่ระลึก เพื่อเชื่อมโยงความทรงจำระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่

อีกทั้งกิจกรรม ‘กระทรวงว่าการ นักอ่านมืออาชีพ’ และ 21 Miracle Challenge เพื่อเฟ้นหาครีเอเตอร์รุ่นใหม่มาร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์ส่งเสริมการอ่าน โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 245,000 บาท

‘ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนอยากตั้งราคาหนังสือแพง’
แจงชัด เป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุนสูง

ด้าน ธัญญา ไหมชุม กรรมการและหัวหน้าประชาสัมพันธ์สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ขอเสริมเรื่องลิขสิทธิ์ว่า มันเป็นผลประโยชน์ต่อนักอ่านที่จะมีโอกาสได้เลือกอ่าน

“สมมุติเราพิมพ์เล่มนี้ อีกฝ่ายก็ต้องคิดแล้วว่าจะเอาเล่มไหนมาสู้ เพราะฉะนั้นมันเป็นการเปิดโอกาสทางเลือกให้กับนักอ่านมากขึ้น แต่ถามว่าหนังสือราคามันถูกลงไหมคือไม่

ปัจจัยที่ทำให้ราคาหนังสือแพง 1.ค่าลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ 2.จำนวนการพิมพ์เล่มมันพิมพ์น้อยลง เมื่อก่อนเราพิมพ์เป็นพันๆ เล่มต้นทุนมันอยู่ที่เท่านี้ แต่พอเราพิมพ์เหลือแค่หลักหนึ่งพันเล่ม ต้นทุนมันก็ไปทวีคูณขึ้น เพราฉะนั้นขั้นตอนการก่อนจะพิมพ์มันมีค่าใช้จ่ายที่เรียงมา” ธัญญาอธิบาย

ก่อนย้ำอีกรอบว่า ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนอยากตั้งราคาหนังสือแพง

“ถ้าเขาตั้งราคาหนังสือแพง โอกาสที่เขาจะขายได้มันไม่ง่าย เพราะฉะนั้นทุกสำนักพิมพ์พยายามที่จะควบคุมราคาหนังสือ แต่มันเป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งราคาหนังสือตอนนี้น่าจะเพิ่มขึ้นสัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังอยู่ในวิสัยที่มีคุณภาพ

ถ้าสมมุติว่าสำนักพิมพ์เขาทำหนังสือที่ไม่มีคุณภาพและตั้งราคาแพงมันก็จะมีดราม่า ซึ่งนักอ่านโลกออนไลน์เดี๋ยวนี้มันง่ายมาก สมมุติว่าเราซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่งอ่านแล้วเรารู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่คุ้มค่าเลยเราก็จะมีการบอกต่อ มันก็จะเป็นผลกระทบกับสำนักพิมพ์เอง เพราะฉะนั้นมองว่าสำนักพิมพ์เขาไม่อยากเสี่ยงหรอก” ธัญญาอธิบาย

จากนั้น ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสำหรับ Bangkok Rights Fair ครั้งที่ 3 โดยนำสำนักพิมพ์ต่างประเทศประมาณ 80 สำนักพิมพ์มาเจอกับสำนักพิมพ์ไทย เพื่อแมตชิ่งกันในการเจรจาซื้อขาย โดยสมาคมตั้งเป้าว่าจะเป็น HUB ศูนย์กลางการซื้อขายลิขสิทธิ์ในอาเซียน

“ในงานหนังสือสองครั้ง เดือนมีนาคมและตุลาคม ทุกสำนักพิมพ์จะต้องวางแผนว่างหน้าถ้าเป็นสำนักพิมพ์ไหนที่เขาซื้อขายลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมา เขาก็จะซื้อล่วงหน้ามาแล้วแปลเมื่อไหร่ค่อยว่ากันดูกระแสเล่มไหนที่คิดว่ามันจะขายได้ มันจะปังก็ซื้อเก็บไว้ เพราฉะนั้นต้องวางแผนแล้ว เดือนมีนาคมเปิดกี่ปก เดือนตุลาคมเปิดกี่ปก”

จำนวน ‘เล่ม’ น้อย แต่จำนวน ‘เรื่อง’ เยอะ
เสียงสะท้อนจากโรงพิมพ์ ‘ครั้งนี้แน่นมาก’!

ธัญญายังชี้เป้าให้มองนัยสำคัญของงานครั้งนี้กับการตีพิมพ์หนังสือว่า ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าหนังสือเล่มจะหายไป เพราะมีการพิมพ์จำนวนน้อยลง อย่างเมื่อก่อนสำนักพิมพ์แต่ละสำนักพิมพ์จะพิมพ์ 4,000-5,000 ช่วงหลังๆ คนหันไปอ่าน E-book ทำให้รูปเล่มน้อยลง เหลือ 2,000-3,000 เล่ม แต่ครั้งนี้โรงพิมพ์ทุกแห่งแน่นมาก!

“ครั้งนี้ เสียงสะท้อนจากโรงพิมพ์มาบอกว่าหนังสือที่จะเข้างาน จำนวนการพิมพ์น้อยก็จริง แต่จำนวนเรื่องเยอะมาก ซึ่งในฐานะคนทำหนังสือ สมาคมเองยังตกใจ เพราะโรงพิมพ์บอกว่าแต่ก่อน 4-5 วันก่อนเข้างานยังทัน แต่ตอนนี้ใครที่ยังไม่ได้พิมพ์เฉียดฉิวมาก ว่าจะเข้างานทันไหม หนังสือจำนวนเล่มเพิ่มขึ้น แสดงว่าจำนวนสำนักพิมพ์และนักเขียนอิสระเข้าสู่วงการเพิ่มขึ้น” ธัญญาเล่า

ย้อนไปในงานสัปดาห์หนังสือฯ ครั้งก่อน

หมวดหมู่ที่ขายดี 5 อันดับแรก หมวดแรกคือ หนังสือนิยาย รองลงมาเป็นการ์ตูน หนังสือฮีลใจ-ฮาวทู หนังสือแบบเรียน-หนังสือคู่มือสอบ และหนังสือเด็ก ตามลำดับ

สำหรับคราวนี้ ธัญญาเผยว่า ในหมวดนิยายที่ขายดีอันดับหนึ่งจะแยกย่อยอีก อันดับ 1 ที่ขายดีขณะนี้คือ สืบสวนสอบสวน ซึ่งแซงนิยายวายขึ้นมา

“มันเป็นเหมือนวัฏจักรหนังสือ สมมุติเราเป็นคนอ่านวาย พอวายมันพุ่งขึ้นสูงสักพักก็จะเบื่อเพราะพล็อตมันซ้ำ มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เราแล้ว ก็จะหันไปหาหมวดอื่น หมวดอื่นก็บูมขึ้นมา มันเป็นวัฏจักรแต่มันจะไม่หายไป

สำหรับแนวสืบสวน มันมีกระแสมาตั้งแต่สืบสวนสอบสวนต่างประเทศ และนักเขียนไทยก็มีความเก่งมากขึ้น อย่างปีที่แล้วมีผลงานแนวสืบสวนสอบสวนของนักเขียนไทยเยอะมาก หนึ่งในนั้นคือ คุณกิตติศักดิ์ คงคา เรื่องกาสักอังก์ฆาต ชุดนี้มี 4 เล่ม ขายไปแล้วแสนเล่ม ซึ่งเยอะมาก

ในฐานะที่เราเป็นคนทำหนังสือและเป็นหนังสือไทยเรารู้สึกดี” ธัญญาเผย

กลยุทธ์ป้ายยา
ดึงกำลังซื้อ หนังสือ ‘ผูกพันคนอ่าน’

มาถึงประเด็นสุดท้าย คือกลยุทธ์จูงใจดึงกำลังซื้อ ธัญญามองตามความเป็นจริง หนังสือไม่ใช่ปัจจัย 4 หนังสือเป็นสินค้าที่ต้องผูกพันกับนักอ่าน

“มันเป็นความชอบ เพราะฉะนั้นถ้าสมมุติว่ากำลังซื้อมันไปต่อไม่ได้หรือมันน้อยลง สมาคมจะไม่สามารถจัดงานหนังสือได้ปีละประมาณ 10 ครั้ง เพราะเราจัดงานหนังสือที่กรุงเทพฯปีละ 2 ครั้ง ต่างจังหวัดเฉลี่ยประมาณ 5-10 ครั้ง ถ้ากำลังซื้อหาย สมาคมจัดไม่ได้ เพื่อนสำนักพิมพ์ก็จะไม่มีเงินซื้อลิขสิทธิ์มาเพื่อที่จะกระจายเปิดปกไปเรื่อยๆ

ถ้าถามว่ากำลังซื้อหายไหม ส่วนตัวมองว่าถ้ากำลังซื้อจะหายไปทุกคนจะพยายามดึงกลับมา คนในวงการพยายามดึงกลับมาเอง เพราะว่าเราทำธุรกิจหนังสือ เวลาเราจัดงานทุกปีคนเข้างานหนังสือที่กรุงเทพฯวันละประมาณ 1 แสนคน ตลอดทั้ง 12 วันมีคนเข้างานประมาณ 1.4 ล้านคน มูลค่าการซื้อขายกว่า 400 ล้าน ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกปี เพราะฉะนั้นเราต้องมีกลยุทธ์ที่จะดึงกำลังซื้อ ถ้าไม่ซื้อคุณจะพลาดโอกาสนะ เราจะลดแลกแจกถาม เราจะมีหนังสือใหม่เปิดปก เพราะฉะนั้นนักอ่านจะเป็นกลุ่มที่ทำให้กำลังซื้อมันเพิ่ม” ธัญญาทิ้งท้าย

ทั้งนี้ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 จะเริ่มในวันที่ 26 มีนาคม-6 เมษายน 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล – เรื่อง
เจตน์สฤษฎ์ ชยธาดาธนะสกุล – ภาพ