หน้าแรก ประชาชื่น แลนด์มาร์กทาง...

แลนด์มาร์กทางใจ ‘ศาลตราแผ่นดิน’สน.พระราชวัง ศรัทธา…ที่ไม่มีวันจาง

30.03.26 | 12:33 น.

ย่านปากคลองตลาด บริเวณด้านหลังของ สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง หลังแนวอาคารที่ผู้คนคุ้นตาในฐานะ “โรงพัก” มีพื้นที่เล็กๆ ที่เงียบสงบ แต่เปี่ยมด้วยพลังศรัทธา “ศาลปู่ดำตราแผ่นดิน” ที่ตั้งศาลอาจไม่โดดเด่น ไม่โอ่อ่า แต่กลับมีผู้คนแวะเวียนไปกราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย ยิ่งตอนกลางคืน ควันธูปที่ลอยกระจายราวม่านหมอก แสงเทียนวิบวับ และเสียงสวดที่ดังกังวานทั่วบริเวณ สร้างความขรึมขลังอย่างไม่อาจละฝีเท้าก้าวเข้าไปสังเกตการณ์

มองลึกเข้าไปในศาล ภาพของ “ตราอาร์มแผ่นดิน” ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้า คือสัญลักษณ์ของรัฐ กฎหมาย และอำนาจ ที่มีรากฐานย้อนกลับไปถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผู้ทรงวางโครงสร้างความเป็นสมัยใหม่ให้กับสยาม รวมถึงกิจการตำรวจที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงวันนี้

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ จุดเริ่มต้น “ตราอาร์มแผ่นดิน” เคยเป็นตราประจำชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เป็นสัญลักษณ์ทางราชการสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงวางรากฐานกิจการตำรวจไทยในปี พ.ศ.2403 โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “กองตำรวจ” เช่นเดียวกับประเทศตะวันตก เรียกกันในสมัยก่อตั้งว่า “กองโปลิศคอนสเตเบิ้ล” โดยมี กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์ เป็นผู้วางโครงสร้างส่วนหน่วยงานสถานที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้ผูกตราประจำประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2416 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยเรียกกันทั่วไปว่า “ตราแผ่นดิน” หรือ “ตราอาร์ม” ตราดังกล่าวเป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดินใช้สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย หรือกำกับนามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งรวบรวมจากสัญลักษณ์ขัตติยราชอิสริยยศสำหรับพระมหากษัตริย์ และพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินและสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ ทั้งตราหลวงสำหรับราชการและชาวสยามหลายเชื้อสาย นำมาไว้รวมกัน แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสยามประเทศ ผู้ออกแบบคือ เสวกเอกหม่อมเจ้าประวิช ชุมสาย แม้ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ตราประจำชาติจะเปลี่ยนเป็นรูปครุฑพ่าห์แทน แต่กรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติปัจจุบัน) ยังได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราอาร์มนี้เป็นตราหน้าหมวกของข้าราชการตำรวจเรื่อยมาจนปัจจุบัน เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5 ผู้ทรงพัฒนารากฐานกิจการตำรวจไทย

กัปตัน เอส.เย.เบิร์ด เอมส์

สำหรับ “ตราอาร์มแผ่นดิน” สร้างจากไม้จันทน์หอม สัญลักษณ์ประกอบด้วยพระมหาพิชัยมงกุฎและตรามหาจักรี พร้อมฉัตรเจ็ดชั้นอยู่ข้างซ้ายและขวา คชสีห์ประคองฉัตรอยู่ทางด้านซ้าย ราชสีห์ประคองฉัตรอยู่ทางด้านขวา กรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายโล่ ประกอบด้วย ช้างไอยรา ช้างเผือก และกริชไขว้กัน

Advertisement

ส่วนที่ตั้งของ สน.พระราชวังนั้น บริเวณนี้เดิมเป็นที่ตั้งของ วังท้ายวัดพระเชตุพนฯ เป็นวังที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ช่วงรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ซึ่งกลุ่มวังท้ายวัดประกอบด้วย วังที่ 1 (วังเหนือ) หันหน้าออกทางถนนสนามชัย เดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นเชษฐาธิเบนทร์ (พระองค์เจ้าโกเมน) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (พระองค์เจ้าสุขสวัสดิ์) วังที่ 2 เดิมเป็นที่ประทับของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอมเรนทรบดินทร์ (พระองค์เจ้าคเนจร) ต่อมาเป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลำยอง และท้ายที่สุดเป็นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นทิวากรวงษ์ประวัติ (พระองค์เจ้าโต) วังที่ 3 เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ (พระองค์เจ้ากะสี) วังที่ 4 เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระองค์เจ้าปราโมช) ผู้เป็นต้นราชสกุลปราโมช และวังที่ 5 เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนรินทรพิทักษ์ (พระสวามีในพระเจ้าน้องนางเธอ พระองค์เจ้ากุ หรือเจ้าครอกวัดโพธิ์) ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อกาลเวลาผ่านไป วังเหล่านี้ถูกรื้อถอนและเปลี่ยนสภาพพื้นที่เป็นหน่วยงานราชการ โดยพื้นที่บางส่วนกลายเป็น สน.พระราชวัง และอีกส่วนหนึ่งคือ สโมสรข้าราชบริพาร เดิมคือกรมสวัสดิการทหารบก รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งสถานีตำรวจนี้ขึ้นในพื้นที่เขตพระราชฐานเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยรอบพระบรมมหาราชวังโดยเฉพาะ ด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานและเป็นสถานีตำรวจที่ดูแลความเรียบร้อยรอบพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นที่มาของชื่อ “สน.พระราชวัง” และยังคงได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ “ตราอาร์มแผ่นดิน” เป็นตราประจำสถานีเพื่อเป็นเกียรติประวัติด้วย และที่ดินผืนนี้ยังคงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 

เมื่อกาลเวลาผ่านไป “ตราอาร์มแผ่นดิน” กลับไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ หากค่อยๆ กลายเป็น “ศูนย์รวมศรัทธา” จากเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันในหมู่เจ้าหน้าที่และชาวบ้าน โดยเฉพาะความเชื่อว่ามี “ผู้พิทักษ์รักษา” คอยปกป้องคุ้มครองสถานที่แห่งนี้ และเป็นที่มาของชื่อ “ปู่ดำ” พร้อมกับจัดสร้างศาลขึ้นมาให้เป็นที่ประทับ ฉะนั้น “ปู่ดำ” มิใช่บุคคลในบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ดำรงอยู่ในความเชื่อของผู้คน ในฐานะจิตวิญญาณผู้คุ้มครองตราแผ่นดินและผืนดินศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ข้าราชการตำรวจรุ่นแล้วรุ่นเล่า มักจุดธูปบอกกล่าวก่อนออกปฏิบัติหน้าที่ขอให้ภารกิจสำเร็จลุล่วง ปลอดภัย และยุติธรรม บางคนเชื่อว่าเมื่อคดีถึงทางตัน เพียงมาบอกกล่าว “ปู่ดำ” เบาะแสก็ปรากฏราวกับมีผู้ชี้นำ ศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานใกล้พระบรมมหาราชวัง และ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอันเป็นหัวใจของกรุงรัตนโกสินทร์มาตั้งแต่แรกสร้าง ดังนั้นพื้นที่นี้จึงไม่ใช่เพียง “สถานที่ราชการ” แต่เป็นผืนดินที่ซ้อนทับด้วยประวัติศาสตร์และความเคารพที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

ศาลปู่ดำในรูปแบบที่เห็นปัจจุบันเกิดขึ้นจากความตั้งใจของ พล.ต.ต.นภันต์วุฒิ เลี่ยมสงวน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการ สน.พระราชวัง จากเดิมที่ตราแผ่นดินถูกเก็บรักษาอยู่ภายในสถานีตำรวจ จึงอัญเชิญออกมาประดิษฐานในมณฑปอย่างสวยงาม เพื่อให้ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถเข้ามาสักการะได้โดยสะดวก นับแต่นั้น สถานที่เล็กๆ แห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในย่านปากคลองตลาด ไม่มีใครอาจพิสูจน์ได้ว่า
ปู่ดำมีอยู่จริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ปรากฏชัดคือ “ศรัทธา” ที่ไม่เคยเลือนหาย ไม่ว่าศรัทธาจากผู้พิทักษ์กฎหมาย ศรัทธาของประชาชนผู้แสวงหาความยุติธรรม และศรัทธาต่อบางสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ด้วยใจ 

ความลึกลับและศักดิ์สิทธิ์นี้ยิ่งตอกย้ำชัดเจนขึ้น เมื่อ “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท” พระเกจิชื่อดังในยุคนี้ เดินทางมาที่ สน.พระราชวัง เพื่อทำพิธีที่ศาลปู่ดำโดยเฉพาะ หลวงปู่ศิลากล่าวถึงความสำคัญและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ไว้ จนทำให้เหล่านักสะสมวัตถุมงคลและสายมูทั่วประเทศต่างหลั่งไหลมากราบสักการะ สน.พระราชวังจึงไม่ใช่แค่โรงพักธรรมดา แต่เป็นสถานที่ที่มี “พลังงานบางอย่าง” ที่คอยคุ้มครองบ้านเมืองและผู้ที่ประพฤติดี แม้แต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็เดินทางไปสักการะศาลปู่ดำและตราแผ่นดิน ที่ สน.พระราชวัง อย่างต่อเนื่องถึง 4 ครั้งด้วยกัน กล่าวคือวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 วันอังคารที่ 3 มีนาคม 2569 วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 และวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันทำพิธีบวงสรวงใหญ่ ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เพื่อความเป็นสิริมงคล

ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำคืนเรื่องเล่าบางอย่างยังคงถูกกล่าวขาน ชายร่างสูงในชุดโบราณ เสียงฝีเท้าที่ดังก้องเป็นจังหวะ หรือกลิ่นหอมของดอกไม้ไทยที่ลอยมาโดยไร้ที่มา บางคนเชื่อว่านั่นคือ “ปู่ดำ” ที่ยังคงตรวจตราไม่ต่างจากยามผู้เฝ้าพระราชฐานในอดีต และสำหรับผู้ที่เคย “ลองดี” เรื่องเล่ามักจบลงด้วยการกลับมาขอขมาลาโทษ ในโลกที่ทุกอย่างต้องการคำอธิบาย ศาลเล็กๆ หลังสถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ยังคงย้ำเตือนว่า บางความเชื่อไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ เพียงแต่ดำรงอยู่ก็เพียงพอแล้ว และบางทีสิ่งที่ผู้คนมากราบไหว้อาจไม่ใช่ “ปู่ดำ” แต่คือความหวังว่าบนผืนแผ่นดินนี้ ความถูกต้องจะยังคงมีที่ยืน

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผู้คนมองหาอาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์ แต่คือความต้องการ “ความยุติธรรม” และ “กำลังใจ” ให้เดินต่อไป

ตราหน้าหมวกตำรวจกับคำว่า‘พิทักษ์สันติราษฎร์’

ตราหน้าหมวกตำรวจในปัจจุบันเริ่มใช้กันตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 โดยได้นำตราแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 มาลงอักษรคำว่า “พิทักษ์สันติราษฎร์” ไว้บนแพริบบิ้นใต้ตราแผ่นดิน ซึ่งก่อนหน้านี้ตราบนหมวกตำรวจได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงมาถึง 4 ครั้ง คือ…

ครั้งแรกในรัชกาลที่ 4 เป็นโลหะรูปช้างสามเศียรยืนในตรา มีอักษรจารึกว่า “พลตระเวนสยาม”

ตราหมวกรุ่นที่ 2 หรือตำรวจนครบาล และรุ่นที่ 3 ตำรวจภูธร เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2458 โดยตราหมวกตำรวจนครบาลเป็นรูปเพชราวุธล้อมด้วยกลีบกนก ในขณะที่ตำรวจภูธรในยุคนั้นใช้หน้าหมวกเป็นตราปทุมอุณาโลมบนพื้นสีแดง มีบัวกนกสีน้ำตาลล้อมรอบ 

ตราหน้าหมวกรุ่นที่ 4 เริ่มใช้ในปี พ.ศ.2478 เป็นโลหะรูปสี่เหลี่ยมมีประทุมอุณาโลมอยู่กลางกงจักร รอบนอกกงจักรมีลายเพลิง ส่วนในกงจักรมีอักษร “พิทักษ์สันติราษฎร์” 

ตราหน้าหมวกรุ่นที่ 5 หรือตราหน้าหมวกในปัจจุบัน ทำด้วยโลหะสีเงินดุลเป็นตราแผ่นดินและจารึกคำว่า “พิทักษ์สันติราษฎร์” ในตราแผ่นดินจะมีพุทธภาษิตจารึกไว้ว่า “สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธกา” แปลว่า “ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะย่อมยังความเจริญให้สำเร็จ”

เป็นพุทธภาษิตที่จำเป็นสำหรับข้าราชการตำรวจ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่โดยอาศัยความพร้อมเพรียงเป็นหลัก ดังนั้น เมื่อรวมกับตัวอักษร “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” จึงหมายถึง พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ และภาระหน้าที่ตำรวจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน

ศาลปู่ดำ ผู้ปกปักรักษาพื้นที่

ชื่อ “ปู่ดำ” ที่ศาลตราแผ่นดิน สน.พระราชวัง มาจากลักษณะของรูปเคารพภายในศาล เป็นรูปปั้นองค์เทพหรือพ่อปู่ที่มี “ผิวกายสีดำเข้ม” ซึ่งสะท้อนถึงความน่าเกรงขามและความเข้มขลังตามความเชื่อเรื่องอำนาจบารมี ท่านได้รับการนับถือในฐานะ “เทพารักษ์” หรือ “พระภูมิเจ้าที่” ผู้ปกปักรักษาพื้นที่ สน.พระราชวัง มาอย่างยาวนาน การเรียกว่า “ปู่” เป็นการแสดงความเคารพรักและศรัทธาเหมือนญาติผู้ใหญ่ผู้มีบารมีที่คอยคุ้มครองดูแลข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ ศาลของปู่ดำตั้งอยู่คู่กับตราแผ่นดินโบราณสัญลักษณ์แห่งอาญาสิทธิ์ของแผ่นดิน ทำให้ชื่อ “ปู่ดำ” ถูกเรียกขานควบคู่กับความศักดิ์สิทธิ์ในการขจัดปัดเป่าอุปสรรคและแก้อาถรรพ์ต่างๆ รวมถึงขอพรด้านอำนาจบารมี และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะข้าราชการตำรวจและทหาร

เครื่องสักการะหลัก…

ธูป : 9 ดอก (หมายถึงความก้าวหน้าและการอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์)

เทียน : 1 คู่ (สีขาวหรือสีเหลือง)

ดอกไม้ : นิยมใช้ ดอกมะลิหอม หรือพวงมาลัยดอกดาวเรือง (สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง)

น้ำเปล่า : 1 แก้วสะอาด

ของไหว้เฉพาะ ได้แก่…

เครื่องหอม : เนื่องจากปู่ดำอยู่คู่กับตราแผ่นดินที่ทำจากไม้จันทน์หอม จึงนิยมถวายน้ำปรุง หรือกำยาน เพื่อเสริมความร่มเย็น

ผลไม้มงคล : เช่น ส้ม กล้วย หรือมะพร้าวอ่อน (หลีกเลี่ยงผลไม้ชื่อไม่เป็นมงคล)

เคล็ดลับการขอพร : นิยมไปไหว้เพื่อขอเรื่อง “การงาน” โดยเฉพาะการเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่ง หรือขอให้แคล้วคลาดจากอุปสรรค โดยมักจะไหว้ ตราแผ่นดิน ก่อนเพื่อขออำนาจบารมี แล้วจึงไหว้ ปู่ดำ เพื่อขอความคุ้มครอง

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย