หน้าแรก ประชาชื่น ก่อนจะเครซี่&...

ก่อนจะเครซี่…สงครามปล้นตรรกะ เมื่อ ‘การเมือง’ ทำให้คนเสียสติ

1.04.26 | 12:38 น.

ก่อนจะเครซี่…
สงครามปล้นตรรกะ
เมื่อ ‘การเมือง’ ทำให้คนเสียสติ

“มันคือการแก้ปัญหาน้ำมัน ไมใช่แค่ว่าพรรคไหนจะชนะ”

เสียงสนทนาธรรมที่สุดจะกินใจของ พระครูเมธังกร กลางห้องนิพพานชิมลอง ณ สวนโมกข์กรุงเทพ

ท่ามกลางบรรยากาศที่พาให้ปวดหัวกลุ้มเฮด ไล่เรียงตั้งแต่ผลการเลือกตั้ง ฟอร์มรัฐบาล ลามมาถึงสงครามตะวันออกกลาง

นอกจากการเมืองที่อลหม่าน ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำมันแพง ผกผันกับราคาข้าวแกงที่ฉีกห่างออกจากค่าแรงขึ้นทุกวันๆ

Advertisement

ในขณะที่กองเชียร์พรรค ปิดหู หลับตา ช่วยแก้ต่างกันทั้งสองฟากฝั่ง

สงครามสภาแบ่งสี เรื่องราวในบ้านที่ฟาดฟันรายวัน แทบจะทำให้เราเป็นบ้าพอๆ กัน?

เพื่อชวนให้หยุดตระหนักคิด ทำความเข้าใจกับทุกเหตุการณ์ในมุมต่าง กว้างขวางกว่าที่ผ่านมา

ไม่นานมานี้ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ จัด ‘SuanMokkh Talk: ธรรมะ 3 ทาง … 1 คำถาม 3 มุมมอง’ ลองพาทุกคนสนทฯผนา ตั้งต้นจากคำถามจากปรากฏการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้นรายล้อมชีวิตประจำวัน

ประเดิมด้วย EP.1 ทำไมการเมืองถึงทำให้คนเสีย‘สติ’? ชวนสเปเชียลลิสต์ ที่แตกต่าง ฉีกมุมจาก 3 ด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศาสนา มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ติดตามข่าวสารบ้านเมือง แล้วทำไมจิตใจถึงหวั่นไหว

ดีใจ โกรธ ระคนผิดหวัง กระทั่งถกเถียงไม่ได้ในบางครั้ง? บรรทัดนับแต่นี้มีคำตอบ

(จากซ้าย) ณัฐนันท์ เฉลิมพนัส ผู้ดำเนินรายการ, พระครูเมธังกร (ปณต คุณวฑฺโฒ), ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และ นพ.อุเทน บุญอรณะ เมื่อ 21 มีนาคม ที่ห้องนิพพานชิมลอง สวนโมกข์กรุงเทพฯ

เมื่อการเมือง ปล้นตรรกะ
ล้วง(กลไก)สมอง ของ ‘กองเชียร์พรรค’

นพ.อุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ระบบสมองและประสาท ผู้เขียนหนังสือ ‘สมองมันร้าย’

อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ เริ่มจากคำว่า ‘เสียสติ’ คือการที่ สมองเสียระบบการคิดและตัดสินใจ

จากการศึกษาเรื่อง การเมืองกับสมอง (สาขา Neuropolitics) ค้นพบว่า เวลาพูดถึงการเมืองจะเกิดการ Engaged สมอง 3 ระบบด้วยกัน คือ ระบบอารมณ์ เหตุผล อัตลักษณ์

“ไม่ใช่แค่ Emotion อารมณ์และเหตุผล มันเป็นเรื่องอัตลักษณ์ ตอบจากงานวิจัย คุณดรูว์ เวสเทน ศึกษาเรื่องนี้ในปี 2006 ที่เด็ดคือ 10 ปีต่อมา ก็มีผู้ทำงานวิจัยแบบเดียวกันเป๊ะ”

โดยเอาคนที่ชอบพรรค Democrat กับคนที่ชอบ Republican เข้ามานอนในเครื่องสแกนสมอง แล้วให้ดูข่าว 2 แบบ ซึ่งถ้ามนุษย์มีความเป็นธรรมจริงๆ เราจะเปิดการทำงานของสมองส่วน Prefrontal Cortex ที่ว่าด้วยการผนวกข้อมูลนั้นมาใคร่ครวญ เพื่อเปลี่ยนการตัดสินใจ

“เมื่อสแกนสมองดูส่วนหน้า เขาพบว่า เมื่อได้รับข้อมูลสนับสนุนพรรคที่รัก สมองส่วนที่ทำงานคือ Ventral Tegmental Area ว่าด้วยความ ‘ฟิน’ โดปามีนหลั่ง

ในขณะที่เมื่อฟังข้อมูลอีกด้าน สมองส่วนที่ว่าด้วย ‘ตัวฉัน’ ถูกกระตุ้น ตามมาด้วยส่วนคอนฟลิกซ์ สุดท้ายไปจบด้วย Amygdala และ Anterior Insula สมองส่วนที่ว่าด้วยความเจ็บปวด เช่นเดียวกับ ถูกผู้ชายทิ้ง

“ไม่ถึงขนาดเป็นจิตเภท แต่ทำให้สมดุลของการใคร่ครวญและการคิด มันเสียไป เรียกว่า Amygdala Hijack จี้เอาการคอนโทรลสมองออกไป ตัดทุกอย่าง แล้วใช้แค่ระบบ Amygdala คือสัญชาตญาณของมนุษย์ ซึ่งมีอยู่แค่ 3 อย่างคือ กิน ฆ่า ขยายพันธุ์”

“ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่เราจะพร้อม ‘เปิดโหมดต่อสู้’ ขึ้นมาทันที ก็มาซิ!… ขึ้นอยู่กับเรามีอาวุธอะไร บางคนเป็นดอกเตอร์ ความคิดบ้งๆ เอาสิ่งที่ตัวเองรู้มาข่มคนอื่น นั่นอาจจะเป็นการใกล้เคียงกับความเสียสติ” นพ.อุเทนอธิบายทริกเกอร์ที่กระตุ้นอย่างละเอียดยิบ

ดังนั้น เราจึงยินดีที่ได้ปกป้องสิ่งที่ผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา ไม่ว่าจะ พรรค, เพื่อน

การช่วยรักษาภาพลักษณ์ของพรรคที่เรารัก ก็ไม่ต่างจากการที่เราโดนวิจารณ์ว่า ‘ผมบาง’ ที่เราจะหาข้อมูลอะไรก็ได้มาแก้ต่าง

แต่ในอีกมุมก็เป็นเรื่องดี เหมือนงานวิจัยที่ดี ต้องทำให้เกิดการ ‘โต้แย้ง’

“ดิฉันจะพูดกับคนไข้เสมอว่า ถ้าเจอคนที่ Toxic ใส่ เราจงดีใจ เพราะว่าเราแค่ ‘เจอ’ แต่เขาต้อง ‘เป็น’ เดินกลับบ้าน กินข้าว นั่งอึ นอนหลับตื่นมาก็ยังเป็น และเหตุที่เราไม่ชอบเขา เพราะว่าเราไม่ใช่คนแบบเขา เป็นค่า Default คนละบรรทัดฐาน”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ชี้ชวนให้เราลองรับมือด้วยวิธีคิดใหม่นี้

ยึดมั่น ผิด-ถูก
คือตัวการปัญหา

หันไปทางตัวแทนด้านสังคมศาสตร์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิเคราะห์การเมือง และนักวิชาการอิสระ

มองว่าคนเราเสียสติได้กับทุกเรื่อง แม้แต่เรื่องดารา กับข้าว หรือกีฬา เราทำเรื่องโง่ๆ ใส่กันได้ทุกสาเหตุ

“เวลาคนอินกับเรื่องไหนมาก จะมีแนวโน้มมองว่าเรื่องนั้นเป็น ‘ตัวเรา’ เคยอ่านข่าว คนเชียร์บอลยิงกันตายเวลาแพ้ เพราะคิดว่าทีมนั้นคือชีวิตของเขา”

ด้วยพื้นฐานที่เรียนปรัชญาการเมือง จากสหรัฐอเมริกา ถูกปลูกฝังให้อ่านจาก Original Text ดังนั้น เวลาพูดเรื่อง ‘แนวคิดทางการเมือง’ มันคือเครื่องมือในการสร้างชีวิตให้ดี

โสกราตีส ทำอะไรในปรัชญาการเมืองในเอเธนส์ เขาคุยกับทุกคน เช่น อยากรู้ว่า การเมืองที่ดีคืออะไร? ก็จะเดินไปถามคนได้คำตอบที่หลากหลาย บางคนบอกว่าคือ ‘ความยุติธรรม’ คือการให้ในสิ่งที่คนควรจะได้

แต่ถ้าบางคนมีของที่โขมยคนอื่นเขามาล่ะ? มันควรจะเป็นของเขาไหม

บางคนอาจจะบอก โสกราตีส ว่าความยุติธรรมคือการล้างแค้นในสิ่งที่ทำร้ายคนอื่น แล้วอย่างนั้นหมายถึง การฆ่าไปเรื่อยๆ? ในที่สุดทำให้คนเห็นว่า การเมืองคือการสร้างชีวิตที่ดี แล้วได้มายังไง? ได้มา โดยที่ไม่มีใครเป็นศาสดาให้ใคร

ดังนั้น เขาจึงคุยกับคนไปเรื่อยๆ ในเรื่องที่เขา คิดว่าถูก เมื่อทำให้เห็นว่าสิ่งที่เราเชื่อว่าถูกนั้น มีจุดอ่อน เราจะตาสว่าง

นักวิชาการอิสระเห็นว่า การยึดว่าความเชื่อเรา ถูกตลอดกาล คือที่มาของปัญหา หากยึดเป็นตัวเรา อาจเสียสติได้

“ใครที่พูดเรื่องเพี้ยนๆ เรื่องการเมืองที่คุณไม่ชอบ ชีวิตผม 20 ปีพูดกับคนเหล่านี้มาหมดแล้ว มันบอกผมอย่างหนึ่งว่า เวลาคนเราจะเสียสติเรื่องการเมือง เพราะเขาเอาความเชื่อนั้นมาเป็นความจริงขั้นสูงสุดเกินไป และทำให้เขาไม่สามารถจะฟังคนอื่นได้

ดังนั้น การเมืองที่เสียสติ คือ เราเอาแต่บอกว่าคนอื่นผิด เราถูกกว่าอยู่ตลอดเวลา”

ไม่เปิดกว้าง ‘ความเชื่ออื่น’
สังคมสุดโต่ง ไม่ถนัดดีเบต?

ถามลึกลงไป ในฐานะคนที่ทำงานกับการตั้งคำถามกับการเมือง เคยทำให้ ‘หัวร้อน’ บ้างไหม?

ศิโรตม์ยอมรับว่า มีบางคำตอบที่ทำให้โกรธ เพราะไปละเมิดหลักการขั้นพื้นฐาน คือไม่ว่าจะเชื่อเรื่องใดก็ตาม คุณต้องเชื่อเรื่อง ความเท่าเทียมของคน ความหลากหลาย ประชาธิปไตย และความเสมอภาค

“ที่ทำให้หงุดหงิด เช่น บังเอิญต้องไปขึ้นเวที แล้วเจอคนที่พูดเหยียดเพศ ผมโมโห หรืออย่างคนด่า กลุ่มเสื้อแดงจะว่า ผมเป็นด้อมส้ม ถ้ากลุ่มสีน้ำเงินจะบอกว่า เป็นเด็กเพื่อไทย ตอนนี้เริ่มโดนกองเชียร์ประชาธิปัตย์ด่าแล้ว ว่าทำไมคุณเอาแต่ว่าอภิสิทธิ์ (หัวเราะ)”

“ที่โกรธอย่างเดียวคือ ด่าว่า ‘ศิโรตม์เป็นตุ๊ด’ ทำไมสังคมยังมีคำด่าที่ป่าเถื่อนแบบนี้อยู่? แล้วพูดใน Public Debate ได้ หรือคนที่สนับสนุนความรุนแรง เชียร์การฆ่า ยึดอำนาจ ใช้ความรุนแรงปิดปากคน อย่างนี้โกรธ”

ศิโรตม์เผย แต่ไม่เคยมีช่วงที่ไม่ไหว มันเป็นหน้าที่

ถามถึง การยืนหยัดเชียร์อย่างสุดโต่ง?

ส่วนตัวมองว่า การปกป้องความเชื่อตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด แต่ Preference จะมีปัญหา ถ้าไม่เข้าใจว่า ‘ในโลกนี้มีชุดความเชื่อที่ไม่เหมือนเรา’ แล้วเอาอัตลักษณ์เราไปปะทะ ไม่ยอมมีที่ทางให้ความเชื่ออื่น ซึ่ง สังคมไทยอยู่ห่างไกลโขกับ Public debate ต่างจากการเมืองอินเดีย (ที่เน้นความหลากหลาย) ทำให้เกิดการขัดเกลากันเอง

“เราเป็นประเทศที่ขนาดเลือกตั้ง คนที่อยากเป็นผู้นำยังไม่ไปดีเบต คิดดูมีกี่ประเทศในโลก

เมื่ออยู่ในสังคมซึ่งไม่ดีเบต ก็จะมาถึงจุดที่คนเชื่อว่า การไม่ดีเบต อะไรเลยเป็นเรื่องปกติ Norm สังคมต่ำลง ผมว่าไล่ไปแล้ว เป็นแบบนี้แทบทุกเรื่อง เศรษฐกิจ สังคม ค่านิยมก็เป็น”

“ประเทศเราควรจะเป็นแบบไหน? ตอนนี้ทุกคนรู้ว่า น้ำมันขาดแคลน เป็นปัญหาของโลก ถ้าเป็นประเทศอื่น สิ่งที่ต้องคุยคือ การ Shift พลังงานหมุนเวียน ให้เป็นวาระหลัก”

พิธีกรดังมั่นใจว่า เมื่อเห็นความเชื่อที่หลากหลาย เหมือนฝึกไปเจอความคิดเห็นที่แตกต่าง ท้ายที่สุดมันจะเปลี่ยนทั้งตัวเราและสังคม

“ผมต้องเจอคนที่โกหกเยอะมาก คนทำไมถึงเชื่อ แสดงว่าเขาต้องพูดสิ่งที่มันตรงกับความรู้สึกของสังคม นั่นคือ Key Value ของการฟังคนโกหก เราต้องไปหาจุดนั้น”

ศิโรตม์เสนอว่า สังคมที่ดี ‘ควรต้องมีอัตลักษณ์’ (ที่ลื่นไหล) เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนขัดเกลาตนเอง

“สิ่งที่เราเชื่อ ต้องเปิดกว้าง และพร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา คิดได้แบบนี้จะเบาลงเยอะ และเรียนรู้กับทุกอย่างได้”

ระบบ Check and Balance
ที่พระพุทธเจ้าวางไว้

“ดูท่าจะจริง ทุกเรื่องใดๆ ที่เข้าไปคาดหวังให้เป็นสมใจ เราจะบ้าบอกับมันได้ทั้งนั้น

แต่ความพิเศษที่ส่งผล คือเพราะการเมือง มันเกี่ยวข้อง เราได้และเสียประโยชน์จากสิ่งนั้น”

เสียงของตัวแทนด้านศาสนา พระครูเมธังกร (ปณต คุณวฑฺโฒ) พระนักออกแบบกิจกรรมเผยแผ่ธรรมะ มองความเสียสติ บ้าบอกับเรื่องนั้น ไม่ได้เท่ากับ ความเอาจริงเอาจังเพื่อแก้ปัญหา

แยก 3 สิ่งนี้ให้เห็นชัด คือ 1.ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น 2.เราคาดหวัง 3.หาทางแก้อย่างจริงจัง ซึ่งเราสามารถแก้ 2 เพื่อพัฒนา 3 ไปแก้ 1 ได้

“การที่โลก หรือสังคมไทย รู้สึกว่า พระไม่ควรยุ่งเกี่ยวการเมือง คือหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ท่านเขียนหนังสือ ‘การเมือง แค่ที่พระควรจะพูด’ ซึ่งมีโควตหนึ่งว่า

“การเมืองนี่พระไม่ยุ่งด้วยนะ แต่พระต้องพูดนะ เรื่องธรรมะสำหรับการเมือง”

หมายความว่า เราไม่ Take Side แต่เราพูดให้คนที่อยู่ในกระบวนการจัดการบ้านเมือง มีธรรมะ มีสติ และศักยภาพ ที่จะคิดและจัดการเรื่องนั้นให้ดีที่สุด

สิ่งที่พระครูเมธังกรอยากชี้ให้เห็น คือ ‘จุดที่มันทำให้คนเสียสติ คือคิดว่า พระต้องไม่ยุ่งกับเรื่องการเมือง

ก่อนชวนขบคิด ถ้าเราตีความว่า การเมืองคือเรื่องเลวร้าย หรือผิดบาป แต่ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าก็สอนผู้ปกครองที่ต้องตัดสินใจดูแลบ้านเมือง ดังนั้น การให้ธรรมะ เพื่อกระบวนการตัดสินใจของสังคมร่วมกัน คือ สาระสำคัญ

จากนั้น ยกตัวอย่างได้อย่างน่าสนใจ ถึง ‘ระบบของพุทธศาสนา’ ไม่ได้เสนอให้คนออกจากสังคมไปอยู่ในถ้ำ เพื่อละกิเลส ตรงกันข้ามต้อง เชื่อมโยงกับสังคม นักบวชต้องออกไปบิณฑบาตทุกเช้า ถ้าทำตัวไม่ดี โยมไม่ใส่บาตร อยู่ไม่ได้

ฉะนั้น ระบบ Check and Balance ที่พระพุทธเจ้าวางไว้ คือ ‘นักบวช กับคฤหัสถ์ อยู่ร่วมกัน’ และเรียนรู้เพื่อช่วยเหลือกัน ให้กระบวนการในสังคมเข้มแข็ง โดยมี ธรรมะ เป็นฐาน

ซึ่งคำว่า ธรรมะ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องนับถือพุทธศาสนา แต่คือ ‘เป็นธรรม’ ‘ชอบธรรม’

เมื่อไหร่เราเห็นประโยชน์ร่วมกัน เราจะสื่อสารเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

แก้อัตตาด้วย ‘เมตตา’
ฉันเท่านั้นที่ถูก? ‘ตัวกู’ คือรากของสงคราม

พวกกันต้องปกป้อง ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม?

หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจ คือความรู้สึกภูมิใจ ที่ได้ยืนหยัดปกป้องอุดมการณ์ที่เราเชียร์

พระครูเมธังกรยกแนวคิดของ ท่านพุทธทาสภิกขุ เรียกสิ่งนี้ว่า ‘ตัวกู-ของกู’ คือ Self หรือ Ego ซึ่งกระทบใจมากน้อย ขึ้นอยู่กับเรายึดมั่นขนาดไหน

โดยชี้ว่า ‘การยึดว่าเป็นของเรา พวกเรา’ ในยุคก่อนที่ยังรบกับเพื่อนบ้าน อาจไม่เยอะเท่าบริบทสมัยนี้ ว่าเป็นพรรคของเรา รัฐของเรา

“ถ้าพูดตามหลักพุทธศาสนา คือ ‘อกุศล’ เมื่อปัญญาไม่พร้อมทำงาน ก็พร้อมจะโกรธ คลั่ง เงื่อนปมคือ ‘เราอยากได้เวทนาที่เป็นสุข’ หรือ Feeling ที่ทำให้พึงพอใจ เช่น โน้มน้าวให้คนเชื่อได้ อยู่ที่เราเอาความพอใจไปผูกกับอะไร”

พูดง่ายๆ คือ เพราะ ‘ถูกทำร้ายอัตตา’ จึงทำให้เราโกรธ แต่โกรธน้อยลงได้ด้วย ‘เมตตา’

ซึ่งพระครูเมธังกรชี้ว่า ถ้ามองให้ลึก มันคือเงื่อนปมเดียวกับ ‘สงครามในมนุษยชาติ’ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

คือรากฐานตัวเดียวกัน ‘ตัณหา มานะ และทิฏฐิ’ ยึดครองเอาแผ่นดินมาเป็นของเราให้ได้ เพื่อสนองตัวเรา, มานะ-เชื้อชาติฉันดีกว่าเขา ก็ทำลายกัน, ทิฏฐิ-ยึดมั่นว่าต้องเชื่อเหมือนฉัน ก็ทะเลาะกันเกิดสงครามศาสนา

“เห็นร่วมกัน ไม่ใช่ซ้ายหรือขวาชนะ แต่เห็นร่วมกันว่า เราจะเดินออกจากป่านี้ (ด้วยกัน) อย่างปลอดภัยได้อย่างไร

มันคือการแก้ปัญหาน้ำมันของประเทศไทย ไม่ใช่แค่ว่าพรรคไหนจะชนะ”

ดังนั้น ถ้าเราข้ามเขตของการถือตัวตน ไม่ว่าจะเป็น I (ตัวฉัน) หรือ พรรคของ I ไปเป็น ทางเดินไหน นโยบายแบบใดจะเป็นประโยชน์กับสังคม ถ้าคุยเรื่องนี้ได้ มันก็ไม่ต้องทะเลาะกัน“

“ฝั่งขวาของแม่ดีตรงไหน เมื่อเราเอื้อนเอ่ยจากความตั้งใจจะเข้าใจเขา เราก็ถามแม่ว่า ‘ไปไหว้เจ้าดียังไง พาผมไปหน่อย ผมอยากรู้’ ถ้าเรายังไม่ขยับไป แม่ก็ยังยืนหยัด มันก็ไม่ขยับไปหากัน”

พระอาจารย์อยากชวนวางตัวตนของเรา ขยับไป เข้าใจเขา

“เมื่อเราประสาน จาก I เป็น We ได้ มันคือคีย์เวิร์ดของประชาธิปไตย นั่นคือ ภราดรภาพ (Oneness) ความรักและเห็นประโยชน์ร่วม”

ถ้าคนที่ติดอยู่ในป่า หวังแต่จะเอาชนะ คิดไม่เหมือนฉันก็ไม่ต้องพูด มันก็ไม่มีเสรีภาพและอิสรภาพ

ในการเอาความรู้ ประสบการณ์ที่ตนมีมาบอกสังคม ก็จะไม่เกิด