หน้าแรก ประชาชื่น คำในใจ ถึง‘คร...

คำในใจ ถึง‘ครม.ชุดใหม่’ พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย ในการเมืองโลกผันแปร

5.04.26 | 11:13 น.

คำในใจ ถึง‘ครม.ชุดใหม่’
พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทย
ในการเมืองโลกผันแปร

นับเป็นวงเสวนาสุดเข้มข้นที่จัดโดยสำนักพิมพ์มติชนชนิดเข้าสถานการณ์สุดๆ

นั่นคือ เวที ‘พลิกวิกฤตเศรษฐกิจไทยในการเมืองโลกผันแปร’ ที่ Author’s Salon ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ภายใต้แนวคิด ‘READ THE LEGEND : เปิดตำนาน การอ่านครั้งใหม่’ ขณะที่บูธมติชน เล่นคำ ย้ำธีม ‘อ่านแล้วอิน’ โดยในช่วงเย็นย่ำของวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้คนล้อมวงชมและฟังทั้งออนไซต์และออนไลน์

จ้องวิสัยทัศน์ของ 3 วิทยากรหลากเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นอาวุโสอย่าง ชาญศิลป์ ตรีนุชกร ผู้อยู่เบื้องหลังการฟื้นฟูการบินไทยจนกลับมาผงาดบนฟากฟ้าอย่างเต็มภาคภูมิ เจ้าของผลงานคุณภาพ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’ ที่มองว่า ไทย ‘ลุ่มๆ ดอนๆ 25 ปี’ โดยมีปัญหาใหญ่คือ การขาดความสามารถแข่งขัน อีกทั้งการเมืองขัดแย้งทั้งเหลืองและเสื้อหลากสี ไหนจะการปฏิวัติรัฐประหาร จึงทำให้ประเทศไม่ไปไหนสักที มัวทะเลาะกันอยู่ วันนี้ไม่มีใครอยากมาลงทุน เพราะขาดความเชื่อมั่น ด้านภาพลักษณ์ ดัชนีคอร์รัปชั่นก็แย่ลงทุกที

ขณะที่นักวิชาการรุ่นใหม่ อย่าง ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาพร้อมไอเดียคมๆ โควตเท่ๆ ให้จดแบบฉ่ำๆ เน้นย้ำวันนี้ โลกอยู่ใน ‘ท่าพิสดาร’ ไทยต้องปรับตัวไว หาโอกาสใหม่ แค่ ‘อยู่รอด-ตั้งรับ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป นับจากนี้ต้องคิดเรื่องกระจายความเสี่ยง เรื่องพลังงาน เรื่องพึ่งพาตัวเอง เรื่องปรับสู่พลังงานสะอาด แล้วมันจะต่างกันระหว่างประเทศที่ปรับตัวได้เร็ว กับช้า ทั้งยังชวนตั้งคำถามว่า ไทยจะอยู่ตรงไหนต่อไปหลังวิกฤตพลังงาน เมื่อเกิด ‘สงครามร้อน’ ที่ทำโลกลุกเป็นไฟ และไทยจะอยู่ตรงไหน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากในเรื่องเทคโนโลยี นี่เป็นยุคที่เอไอพัฒนาก้าวกระโดด ไม่ใช่ในหลักปี แต่เป็นหลักเดือน คำถามสุดท้าย คือ ไทยจะอยู่ตรงไหนในยุคของการมาของจีน คลื่นการมามหาศาลของทุนจีน สินค้าจีน ซึ่งเป็นสเกลและสปีดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

Advertisement

คำว่า สบายๆ ถ้าใช้ในสถานการณ์ในดิสรัปชั่น เป็นอัน ‘ตกขบวน’

ด้าน ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่มาพร้อมวิชั่นเจ๋งๆ เล็งตรงเป้า ปล่อยหมัดตรง ฟันธง ไทยต้องโดน ‘ยาชุด’ ปฏิรูปเพิ่ม 4 ผลิตภาพ จัมพ์สตาร์ต 3 เครื่องยนต์พยุงเศรษฐกิจ เพราะการคาดการณ์เกิดสงครามสหรัฐกับอิหร่าน เศรษฐกิจไทยถูกมองว่าโตได้ถึง 1.6-2% เท่านั้น และเมื่อเกิดสงครามจึงทำให้เห็นตัวเลข 2% ยากขึ้น วันนี้เศรษฐกิจไทยถูกกดจาก 3 หนี้พร้อมกัน คือ หนี้ภาคครัวเรือน หนี้ภาคเอกชน และหนี้ภาครัฐ ประตูสำคัญที่เหลืออยู่คือการส่งออก ซึ่งต้องวัดกันระหว่างไทยกับเศรษฐกิจโลก เพราะถ้าโลกมีปัญหา ไทยก็หนีผลกระทบไม่พ้น สิ่งที่โลกกังวลคือ เงินเฟ้อยังสูง แต่เศรษฐกิจชะลอหรือหดตัว คนจะรู้สึกทันทีว่าเงินในกระเป๋าน้อยลง แต่ค่าครองชีพแพงขึ้น ดังนั้น หากประเทศไทยจะไปต่อได้ ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ เริ่มจากคนและงาน รวมถึงระบบจัดสรรเงินลงทุน เพราะปัญหาไทยวันนี้ไม่ใช่แค่โตช้า แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กดทับทั้งแรงงาน ธุรกิจ การลงทุน และการแข่งขัน

ในช่วงท้าย คำถามไฮไลต์ที่ อภิสิทธิ์ ดุจดา ผู้ดำเนินรายการยิงคำถามแทนใจประชาชนคนไทย ณ ห้วงเวลานี้ได้อย่างถูกจุด ไม่หลุดประเด็น คือ คำแนะนำ ข้อคิด ไอเดีย วิสัยทัศน์ที่ฝากถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งกำลังจะแถลงนโยบายในอีกไม่นานไม่ช้า โดยมีกำหนดการระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนที่จะถึงนี้

และต่อไปนี้ คือคำในใจของทั้ง 3 วิทยากร

ตั้งสติ ใน ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
สร้างความไว้วางใจ’ ‘ภาวะผู้นำ’ สำคัญ
ไทยเจ็บมาเยอะ ต้องคืนความเชื่อมั่น

ก็คงต้องให้โอกาส ครม.ใหม่ แต่จริงๆ แล้วมันสมองและกระบวนการในการสร้างแผนของชาติ ผมว่าต้องให้มีการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน จึงจะทำให้เป็นแผนของชาติที่แท้จริง เพราะต้องใช้เวลาในการกลั่นกรองว่าการลงทุนอะไร ทิศทางควรจะเป็นแบบไหน แต่แผนของพรรคมันต้องสอดรับและทำเพื่อประเทศเหมือนกัน ไม่ใช่แผนของพรรคมาเบี่ยงแบนและทำให้ประเทศไปในทางที่ เอ๊ะ! มันแปลกๆ นะ

จริงๆ แล้วแผนของชาติ 5 ปี 10 ปี 15 ปี มีกรอบและกลยุทธ์ว่าเราจะไปทางนี้ เช่น พึ่งพิงพลังงานในประเทศมากขึ้น มีพลังงานสะอาด มีพลังงานทางเลือกมากขึ้น และมีการคอร์เปอเรตกับพม่า ลาว กัมพูชา ประเทศรอบๆ ที่ชายแดนติดกันมากขึ้น ดูจุดแข็ง จุดอ่อน อย่างนี้คือทิศทางกลยุทธ์ของชาติว่าเราตกลงอย่างนี้นะ พรรคไหนมาก็ต้องทำแบบนี้ อาจจะพลิกแพลงตามสภาพการณ์บ้างนิดหน่อย แต่สำคัญที่สุดคือ การทำให้มันเกิด มันยากมาก มันต้องสร้างความไว้วางใจ ผู้นำต้องสร้างความไว้วางใจ

การสร้างความไว้วางใจนั้น สถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจ สถาบันการเมือง สถาบันราชการ สถาบันศาล ต้องมีความเชื่อถือได้ มั่นใจได้ มีนิติรัฐ ตรงนี้ต้องสร้างเครดิตกลับมาใหม่

เราเจ็บปวดกับหลายเรื่องมาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงใคร อย่างไร ติดคุกก็มี โดนอะไรเยอะแยะไปหมด สังคมเรานับถือแต่รวยอย่างเดียว ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี เก่งหรือไม่เก่ง อย่างนี้มันไม่ได้

จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับมาอย่างรวดเร็ว

ความเชื่อมั่นมี 5 ประการ

1.ผู้ดำเนินนโยบายต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ไม่ใช่เฉพาะประชาชนที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง

2.น่าเชื่อถือ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้

3.นโยบายนั้นต้องกระจายทรัพยากรสาธารณะได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม

4.เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มคน หรือเฉพาะเทคโนแครต

5.ต้องให้คนมีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม

นี่คือเรื่องในเชิงนโยบายสาธารณะและในเชิงของผู้นำที่ต้องทำตามนี้ให้ได้ และปฏิบัติให้จริง เพื่อประโยชน์ เพื่อประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง และมีความสุขสงบ

ประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม ไม่ต้องการหรอกการฆ่าฟันกัน ไม่ต้องการหรอกผู้นำที่เก่งแต่เอาเปรียบและปล้น

ประเทศไทยต้องเป็นประเทศของโลกที่ผู้คนอยากมาอยู่

ส่วนในฐานะประชาชน เราเป็นผู้บริโภค อย่างแรก จะทำอย่างไรให้บริโภคอย่างประหยัดได้ ไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งใช้ในเวลานี้ ถ้าไม่ใช้แล้วยังไม่ตาย ก็อย่าเพิ่งใช้ เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มีรายงานว่าในหลายประเทศไฟฟ้าเริ่มแบลคเอาต์แล้ว น้ำมันเริ่มไม่มีแล้ว ประเทศที่เจริญแล้วจะลำบากมาก เพราะมีทั้งตึก มีทั้งการขนส่ง เราประมาทไม่ได้ อย่างที่ 2 คือ Back to basic อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ส่วนอะไรที่เป็นของใหม่ที่จะต้องลงทุน อย่าเพิ่งทำ ดูสถานการณ์ก่อน ถ้าเป็นผม ในฐานะผู้บริโภค

แต่ถ้าเป็นผมในฐานะที่ยังพอมีสมองที่จะบอกกับผู้คนได้ ให้ความคิดได้ ก็จะ contribute ให้ พยายามศึกษาเอาประสบการณ์มา

อันดับที่ 1 เวลาเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต ต้องตั้งสติก่อน อันดับที่ 2 ดูว่ามันอิมแพกต์อย่างไร อันดับที่ 3 คือเราต้องทำอะไรก่อน อย่างการบินไทย เงินจะหมด ต้องหาเงินสดให้ได้ทุกวิถีทาง ต้องหยุดการเลือดไหลก่อน แล้วค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา สุดท้ายเรามีโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่นตั้ง 500 โครงการ เป็นเงินที่กลับมาได้ 6-7 หมื่นล้าน จนกระทั่งกำไรเมื่อปี’66-68 ออกจากแผนฟื้นฟูแล้ว ผ่านวิกฤตได้ ใน 5 ปีกว่าๆ-6 ปี แต่อันนี้จะยาวมาก และเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตจริงๆ 66 ปีผมไม่เคยเจอ

ภาวะผู้นำสำคัญมากที่จะแก้วิกฤตนี้

ชาญศิลป์ ตรีนุชกร

‘เล่นเกมใหม่’ ในโลกไม่เหมือนเดิม
ต้องเห็นความเร่งด่วน ไม่เปลี่ยน ไม่ปรับ ถึงตาย!

สั้นๆ ว่ามันเล่นท่าเดิมไม่ได้แล้ว สถานการณ์ บริบทมันเปลี่ยน เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องคิดว่าจะเล่นเกมใหม่อย่างไรในโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม อาจารย์แบ๊งค์บอกว่าจัดยาชุด แต่ปกติผมเห็นเราฉีดสเตียรอยด์ ต้องการผลระยะสั้น ปั๊มหัวใจ หรือไม่ก็ใช้ยาหม้อ แต่ตัวยาขั้นพื้นฐานต้องใช้ Political Will (เจตจำนงทางการเมือง) เรามีตัวอย่างแล้วจากเคสการบินไทยว่า Political Will จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเข้าใจร่วมกัน

รัฐบาล ผู้นำ ต้องสามารถสร้างวิชั่นร่วมกันได้ ให้เราเห็นความท้าทาย ให้เราเห็นปัญหา ให้เราเห็น เออร์เจนซี่ (ความเร่งด่วน) ว่าถ้าไม่เปลี่ยน ไม่ปรับ ตาย

มีหลายคนถามผมว่า ไปอยู่เมืองจีนมา 6 ปี ไปอยู่อเมริกามา 6 ปี มีประสบการณ์เปรียบเทียบอย่างไรบ้าง

ผมมักเล่าว่า สมัยอยู่จีน 6 ปี ความรู้สึกที่มีตลอดเวลาในสังคมจีนคือ ถ้าเราไม่ปรับตัว เราไม่สู้ เราไม่แข่งขัน ตายอย่างเดียว เขาแข่งกันดุเดือดมาก คน 1,400 ล้าน บริบทต่างๆ มันกดดันเขามาก

ตอนอยู่อเมริกา ถ้ามีไอเดียที่ดี ถ้ามีบริษัทที่ดี ถ้ามีการลงทุนที่ดี มีคนให้เงิน หาทุนไม่ลำบาก มีคนพร้อมสนับสนุน ขอแค่มีกู๊ดไอเดีย มีนวัตกรรม คิดใหม่ สร้างสรรค์ใหม่

หลายคนถามว่า กลับมาอยู่ไทยมีคัลเจอร์ช็อกอะไรไหม ผมรู้สึกว่า เอ๊ะ! เมืองไทยเรา ไม่ทำ ง่ายกว่าทำ เรามีคัลเจอร์ที่ว่า อยู่เฉยๆ ง่ายที่สุด ปลอดภัย แต่ความหมายก็คือ เหมือนเลี้ยงไข้เราไปเรื่อยๆ เรายังพออยู่ได้ ฉีดสเตียรอยด์หน่อย หยอดน้ำหน่อย แต่ไม่คิดที่จะจ่ายยาชุดแบบที่อาจารย์แบ๊งค์แนะนำ เพราะสิ่งที่อาจารย์แนะนำ มันต้องใช้แอ๊กชั่น มันต้องการทำ 1 2 3 4 5 ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันต้องการความเป็นผู้นำและวิชั่น (วิสัยทัศน์) ร่วมกัน

รวมถึงต้องการ Sense of Urgency ว่า ไม่ทำ ตายแน่

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

‘ปฏิรูปกฎหมาย’ ทำได้ก่อน ใช้ตังค์น้อย ได้ผลมาก
Political Will เป็นเงื่อนไข แต่ ‘สปีด’ คือหัวใจ ขีดความสามารถรัฐต้องถึง

ผมฟังอาจารย์อาร์มแล้วนึกถึงหนังจีน มีตัวละครหนึ่งในหนังกังฟูบอกว่า วรยุทธ์ทั่วหล้า วัดกันที่ความเร็ว สปีดเป็นเรื่องสำคัญ แผนที่ถูกทิศทางและมีสโคปที่ถูกต้อง แต่สปีดไม่ถูกต้องก็เฟลอยู่ดี ดังนั้น 1.สปีด จึงเป็นหัวใจสำคัญที่รัฐบาลต้องบรรลุให้ได้ ต้องมีความเร็วเพียงพอ

2.ถ้าทำให้เร็วพอ ขีดความสามารถภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ Political Will เป็นเงื่อนไขตั้งต้น แต่คนที่มี Will แล้ว อยากทำแล้ว ถ้าขีดความสามารถไม่ถึง ก็จะพาเราไปลำบากอีกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น การเร่งเพิ่มขีดความสามารถภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ เกาหลีก็ดี ไต้หวันก็ดี ตอนเร่งทรานส์ฟอร์มตัวเอง การปฏิรูปภาครัฐ เขาเริ่มจากหน่วยงานที่สัมพันธ์โดยตรงกับมิชชั่นของชาติก่อน

ถ้าจะทำเรื่องการส่งเสริมการลงทุนระหว่างประเทศ ต้องทำงานกับบีโอไอใกล้ชิด ต้อง Identify ให้เจอว่าอะไรที่ต้องทำ และที่ต้องทำ สัมพันธ์กับรัฐส่วนไหน เพิ่มขีดความสามารถภาครัฐส่วนนั้นก่อน ประเมินส่วนนั้นก่อน

สุดท้ายผมคิดว่า เรื่องที่ทำได้ทันทีและใช้เงินน้อย เพราะเรามีขีดจำกัดด้านทรัพยากร คือ การปฏิรูปกฎหมาย

ท่านรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งก็คือรัฐบาลนี้เช่นกัน ท่านบอกว่าออกบัตรส่งแล้วเป็นแสนล้าน แต่เงินลงทุนจริงเข้าช้า เพราะติดเรื่องการขอใบอนุญาตในหลายๆ ด้าน

ถ้าเรามีการปฏิรูปกฎหมาย เงินแสนล้านเหล่านี้ เข้ามาได้เร็วขึ้น ก็จะช่วยทำให้ประเทศไทย ปรับตัวอย่างน้อยในระยะสั้นได้ดีขึ้น

เพราะฉะนั้น การเร่งรัดทำเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย ผมยืนยันว่าใช้ตังค์น้อย ได้ผลมาก ต้องเริ่มทำก่อน

ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ

ทีมข่าวเฉพาะกิจ – เรื่อง
เจตน์สฤษฎ์ ชยธาดาธนะสกุล – ภาพ