หน้าแรก ประชาชื่น ชีวิต ความคิด...

ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา บนเส้นบรรทัดแห่งธรรม ดร.สุภชัย วีระภุชงค์

6.04.26 | 11:59 น.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อศุกร์ที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา สำหรับหนังสือ ชีวิต ความคิด ธุรกิจและศรัทธา ซึ่งเรียบเรียงโดย ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ แห่งบริษัทยาเก่าแก่ที่อยู่คู่คนไทยมานานอย่างไทยนครพัฒนา

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีบทบาทด้านธรรมะ ในฐานะเลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980

เวทีชื่อเดียวกับหนังสือ ถูกจัดขึ้นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-8 โดยมีบุตรสาวอย่าง ปวรวรรณ วีระภุชงค์ หรือ เอวา ดารา เซเลบชื่อดัง นั่งเคียงข้าง ดำเนินรายการโดย ตวงพร อัศววิไล

วัยเด็กที่ไม่มีไฟฟ้า เห็นความจน ไม่ลืมอดีต ใครดูถูกคนจน
คือดูถูกบรรพบุรุษ

Advertisement

เปิดเวทีด้วยความทรงจำวัยเยาว์ที่ ดร.สุภชัยกล่าวถึงการเติบโตของตนเองในช่วงวัยเด็กว่า ตนโชคดีที่เกิดในต่างจังหวัด แม้ไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย ครอบครัวประกอบอาชีพค้าปุ๋ย ทำสวนพริก และสวนมะม่วง ชีวิตในวัยเด็กเรียบง่าย ไม่มีไฟฟ้าและโทรศัพท์ ใช้ตะเกียงเจ้าพายุและเทียนไขในการดำรงชีวิต

“ผมถือว่าชีวิตได้เห็นความยากจน และยังไม่เคยลืมอดีตที่ผ่านมา จนปัจจุบันคุณพ่อนำพาธุรกิจเติบโตมากอยู่ในกลุ่มประเทศ CLMV เราไม่เคยที่จะดูถูกคนจน เพราะจำได้ตลอดเวลาว่าเราจนมา ผมสอนลูกหลานตลอด ถ้าเราดูถูกคนจน ก็เหมือนกับเราดูถูกบรรพบุรุษเราเอง” ดร.สุภชัยกล่าว

จากนั้นเล่าต่อไปถึงแนวคิด คุณธรรมนำธุรกิจ ที่ได้รับการปลูกฝังจากบิดา (ดร.วินัย วีระภุชงค์) ที่ย้ำคำสอนสำคัญว่า แม้จะประสบความสำเร็จหรือร่ำรวย ก็ไม่ควรลืมดูแลและช่วยเหลือคนที่จน คนจนกำเงิน 5 บาทมาซื้อยาเรา อ๊อด (ดร.สุภชัย) ต้องผลิตยาที่ดีให้คนจนหายป่วยให้เร็วที่สุด เพราะคนจนจำเป็นต้องกินยาดี เพื่อให้หายและกลับไปทำงานดูแลครอบครัวได้ นี่คือสิ่งที่ตนจำมาจนถึงวันนี้

“ผมนำคำสอนนี้ไปใช้กับทุกที่ในการทำธุรกิจว่า ไม่ว่าผมจะทำอะไร ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเราต้องให้บริการประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ยากไร้ และเราอยู่ได้เพราะคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่คนรวยไปจนถึงคนจน นี่คือสิ่งที่เป็นคุณธรรมนำธุรกิจ”

คุณธรรมนำธุรกิจ มิจฉาอาชีวะ แม้ถูกกฎหมาย ก็จะไม่ทำ

ดร.สุภชัยเผยต่อไปว่า ตนสอนลูกหลานมาโดยตลอดและยึดเป็นข้อตกลงร่วมกันในครอบครัวว่า ธุรกิจใดก็ตามที่อยู่บนพื้นฐานของมิจฉาอาชีวะ แม้จะถูกกฎหมาย ก็จะไม่ทำ เพราะมองว่าสังคมโลกเต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง ผู้คนหลงอยู่ในอำนาจและเงินตรา จนลืมไปว่า ไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงใดเมื่อตายไปก็ไม่สามารถนำเงิน หรืออำนาจติดตัวไปได้ แต่กลับใช้ทั้งชีวิตแสวงหาสิ่งเหล่านั้นจนถึงวาระสุดท้าย

“ผมมีความรู้สึกว่าคนรวย หรือคนมีอำนาจอย่างผม โง่หรือฉลาดกันแน่ ทำไมเราต้องทำตัวเป็นหมาล่าเนื้อ แสวงหาสิ่งที่เอาไปไม่ได้ ทำไมเราไม่สั่งสมบุญกุศล เพราะบุญกุศลสามารถนำไปใช้ในชาติหน้าได้ โดยเฉพาะคนรวยและคนมีอำนาจ หากเข้าใจเรื่องการเกิดดับของรูปและนาม ทั้งร่างกายและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นรัก โลภ โกรธ หลง ซึ่งล้วนเป็นไปตามกฎของอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา

ถ้าเราได้ปฏิบัติและสามารถยกจิตออกมา ไม่ยึดติด ผมมั่นใจว่าคุณจะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม และความร่ำรวยของคุณจะเป็นความร่ำรวยที่ไม่สิ้นสุด เพราะคุณมีสติ ระลึกรู้
และการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของตราชั่งที่เที่ยงตรงและเป็นกลางมาก” ดร.สุภชัยเล่า

แก้โลกไม่ได้ แต่ต้องสงบให้ได้ในโลกเร่าร้อน

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ในฐานะเจ้าของธุรกิจจะนำพากิจการอย่างไรให้อยู่รอดในภาวะวิกฤต?

ดร.สุภชัยให้คำตอบว่า แนวคิดสำคัญคือการเข้าใจความจริงของชีวิตว่า ทุกสิ่งล้วนอยู่ภายใต้การเกิดขึ้นและดับไป ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร ดังนั้นจึงมุ่งสอนผู้บริหารให้ตระหนักในหลักนี้ พร้อมทำหน้าที่ของตนเองให้ ดีที่สุด และดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสุข

“เราไปแก้ไขโลกไม่ได้ โลกจะเร่าร้อนอย่างไรเป็นเรื่องของโลก แต่เราเองจะต้องอยู่ได้ท่ามกลางความเร่าร้อนของโลก โดยการทำให้จิตของเราสงบ ปีติ และเยือกเย็น ฉะนั้น ถ้าเราทำอะไรไป ยอมรับในผลตรงนั้น อย่าไปทุกข์กับมัน” ดร.สุภชัยเอ่ยแนะ

ทิฟฟี่ทำยาก ไม่ตั้งเป้าคืนทุนในกี่ปี แต่กัดไม่ปล่อย

จากนั้นยังลงรายละเอียดว่า สิ่งหนึ่งที่นักธุรกิจทุกคนต้องเข้าใจและลูกต้องเข้าใจก็คือ อย่าเอาเงื่อนเวลามากำกับการเข้าสู่เป้าหมาย เงื่อนเวลาจะฆ่าตัวเราเอง พุทธศาสนา องค์พระศาสดาไม่เคยสอนเราว่า
ทำธุรกิจแล้วต้องวางเป้าว่า ต้องคืนทุนภายในกี่ปี

“การทำทิฟฟี่ พ่อบอกกับผมว่า อ๊อด (ดร.สุภชัย) ยาทิฟฟี่ทำยาก ถ้ารุ่นป๋าทำไม่สำเร็จ รุ่นอ๊อดมาทำต่อ ถ้าอ๊อดทำไม่สำเร็จ อ๊อดสอนลูกหลานอ๊อดทำให้สำเร็จ

ป๋าไม่เคยบอกว่าทิฟฟี่ต้องเป็นที่หนึ่งภายใน 10-30 ปี ป๋าพูดถึงข้าม เจเนอเรชั่น เพราะไม่ใช่เราเก่งคนเดียว คู่แข่งเราก็เก่ง ถ้าเราตั้งเงื่อนเวลา พอถึงเงื่อนเวลาเราไม่สามารถทำได้ มันทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ฟุ้งซ่าน ล้มเหลว ทำลายจิตใจตัวเอง เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจตามแนวคิดพุทธ เขาเรียกว่าทำแบบกัดไม่ปล่อย แล้วไม่มีคำว่าทุกข์ด้วย” ดร.สุภชัยเล่า

ปักเทียนแห่งธรรม ยืนหยัดมั่นคง อยู่ร่วมเพื่อนบ้าน
ลุ่มน้ำโขงอย่างสันติ

อีกมุมมองน่าสนใจคือ การแนะนำแก่นธรรมสำหรับผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบากในปัจจุบัน ดร.สุภชัยมองว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การปรับตัว โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้ไม่มีคำว่าถอย เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความโลภ ความโกรธ และความหลง อีกทั้งยังมีความผันผวนในระดับมหาอำนาจ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผมไม่ได้จะตำหนิใคร แต่กำลังจะบอกว่า โลกกำลังถูกปรับระเบียบใหม่ให้คล้ายกับอดีตเมื่อกว่าร้อยปีก่อน และอาจรุนแรงยิ่งกว่ายุคของอังกฤษหรือฝรั่งเศส สิ่งเหล่านี้เราเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือปรับตัวเอง ไม่ว่าโลกจะลำบากอย่างไร เราต้องอยู่ให้ได้ โดยปักเทียนแห่งธรรม และยืนหยัดอย่างมั่นคงในแผ่นดินนี้” ดร.สุภชัยกล่าว ทั้งยังย้ำด้วยว่า การอยู่รอดไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว แต่ต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงที่เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน หากเรารวยแต่เพื่อนบ้านยังยากจน ก็ยากที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ลึกๆ ผมมั่นใจว่า ไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร หากประเทศเรามีธรรมะ ต่อให้มีพายุฝนกระหน่ำในทวีปอื่น เราอาจได้รับผลกระทบบ้าง แต่จะเจ็บน้อยลง และยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข” ดร.สุภชัยทิ้งท้าย

เอวาภูมิใจคุณพ่อเวอร์ชั่นนี้ เผยคำสอน รับมือสุข-ทุกข์ เข้าใจอนิจจัง

ปิดท้ายที่คอมเมนต์ของลูกสาวอย่าง ปวรวรรณ วีระภุชงค์ หรือเอวา ที่เล่าว่า ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบันคุณพ่อเป็นคนทำงานหนัก เดินทางทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศอยู่เสมอ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงในด้านเป้าหมายชีวิตที่มีความชัดเจนมากขึ้น รู้ว่าตนเองต้องการอะไร

“คุณพ่อจะพูดตลอดว่าเราไม่ใช่เจ้าของชีวิตของใคร ให้ลูกมีทางเดินของตัวเอง พ่อจะคอยซัพพอร์ต คุณพ่อสอนให้เราไม่ยึดติดกับอะไร เพราะการยึดติดกับอะไรมันคือกิเลสและความทุกข์ ให้ปล่อยวางทุกอย่าง กำหนดลมหายใจเข้าออก ดูมีสติอยู่กับปัจจุบัน ซึ่งตอนเด็กๆ คุณพ่อไม่ได้สอนแบบนี้ ตอนนี้ก็เห็นคุณพ่อในเวอร์ชั่นที่ภูมิใจกับตัวเอง พวกเราก็ภูมิใจกับคุณพ่อในเวอร์ชั่นนี้เช่นกัน” เอวากล่าว

นอกจากนี้ ยังเผยว่า สิ่งที่คุณพ่อสอนแตกต่างจากคนอื่น เพราะตนทำงานในวงการบันเทิง คือ วันนี้คนทั้งประเทศรักเรา แต่พรุ่งนี้เขาอาจจะพลิกแล้วเกลียดเราได้ทั้งประเทศ ถ้าเราทำอะไรผิดพลาด เพราะเขาไม่ใช่พ่อแม่เรา เขาไม่จำเป็นต้องให้อภัยเรา เพราะเขารู้จักเราแค่หนึ่งคลิปวิดีโอเพียงผิวเผิน

“คุณพ่อก็จะสอนว่าให้คอยรับมือเมื่อความทุกข์มา เหมือนที่คุณพ่อบอกกับหนูว่า เหมือนนาฬิกาอะไรที่มันเหวี่ยงไปแรงแค่ไหน พอเหวี่ยงกลับมามันก็จะเหวี่ยงแรงมากเท่านั้น คุณพ่อก็จะบอกว่าวันนี้หนูมีความสุข มีคนเอ็นดู มีคนรัก แต่หนูจะต้องรับมือให้ได้ด้วยถ้าวันหนึ่งมีความทุกข์ อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อสอนต่างจากคนอื่น เพราะพี่ๆ น้องๆ คนอื่นทำงานในบริษัท ไม่ได้ทำงานวงการบันเทิง” น.ส.ปวรวรรณกล่าว

เมื่อถูกถามว่า จะเผยแพร่ธรรมะเพื่อช่วยคุณพ่ออย่างไรให้คนรุ่นใหม่เข้าใจมากขึ้น เอวากล่าวว่า ธรรมะต้องทำให้คนเข้าใจง่ายและย่อยง่าย คนสมัยนี้จะคิดว่าธรรมะเป็นอะไรที่เข้าใจยาก แต่ความจริงธรรมะคือธรรมชาติรอบตัวเรา อย่างเช่นดอกไม้ก็มีการที่มันเป็นเมล็ด เติบโต สุกงอมและมันโรยรา เหมือนกับผลไม้

“เราไม่สามารถบอกได้ว่าผลไม้ลูกนี้ไม่มีหนอนเจาะ ให้มันเป็นแอปเปิลที่สดใหม่และไม่มีตำหนิเลยได้ไหม มันทำไม่ได้ เหมือนกับชีวิตเราที่ไม่สามารถบังคับให้อะไรเป็นไปได้ตามใจเราต้องการ เราก็ต้องเข้าใจสัจธรรมตรงนี้ ทุกอย่างมีเกิด มีดับ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นอนิจจังของชีวิต” เอวากล่าว

นับเป็นเวทีที่เปิดเผยถ้อยคำดีๆ จากมุมมองของชีวิตเข้มข้น ทั้งบนเส้นทางธุรกิจและธรรมะแห่งพระพุทธองค์

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล