แท็งก์ความคิด : เพื่อคุณภาพ ปท.
จบไปแล้วสำหรับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24
งานสัปดาห์หนังสือปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางความอึมครึมของเศรษฐกิจโลก
เหตุเพราะ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สหรัฐอเมริกาจับมือกับอิสราเอลบุกอิหร่าน
เดิมทีก็คิดว่าจะเผด็จศึกได้ภายใน 1 เดือน แต่นี่เดือนกว่าแล้วยังถล่มไม่เลิก
ขณะที่อิหร่านก็สู้ยิบตา แม้ผู้นำจะเสียชีวิตจากการโจมตี แต่ก็มีตัวแทนขึ้นมาบังคับบัญชาต่อเนื่อง
สุดท้ายอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เศรษฐกิจโลกสะดุด
น้ำมันประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของโลกไม่สามารถกระจายไปถึง
ราคาน้ำมันพุ่งสูงทุกประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
น้ำมันถือว่าต้นทุนของสินค้าต่างๆ เมื่อน้ำมันราคาแพง สินค้าต่างๆ ก็ทยอยขึ้นราคา
สังคมที่ตกอยู่ในข่าวคราวของแพงขึ้น ย่อมมีผลต่อการจับจ่ายใช้สอย
คล้ายๆ กับปีที่แล้ว หากจำกันได้ ห้วงเวลาจัดสัปดาห์หนังสือระดับชาติก็เกิดแผ่นดินไหว แรงสะเทือนทำให้ตึกกำลังก่อสร้างของ สตง.ถล่ม
ห้วงเวลานั้นก็สร้างความหวาดหวั่นแก่ประชาชน ไม่กล้าเข้าไปอยู่ในอาคารสูง
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจะเปิดให้บริการต่อ
อย่างไรก็ตาม สำหรับหนอนหนังสือ คลุกคลีอยู่กับข้อมูล ย่อมรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ทำให้งานสัปดาห์หนังสือฯยังคงมีคนไปอุดหนุน แม้การใช้จ่ายจะไม่อู้ฟู่ แต่ก็ยังมีการใช้จ่ายอยู่มาก
เช่นเดียวกับงานสัปดาห์หนังสือฯปีนี้ สรุปยอดนักอ่านเข้าชมทะลุ 1.3 ล้านคน
เงินสะพัดตลอดงาน 534 ล้านบาท
ข้อมูลที่ได้มาจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) มีนายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล เป็นนายกสมาคม
ผลจากความคึกคักของงานหนังสือครั้งนี้ ทำให้มองว่าคนไทยยังให้ความสำคัญกับ “หนังสือ” อยู่
เพราะหนังสือเป็นทั้งแหล่งความรู้ ช่วยพัฒนาทักษะ จุดประกายไอเดีย และให้ความบันเทิง
ข้อมูลจากทางสมาคมระบุว่า วันธรรมดามีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ย 8 หมื่นคน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุด มีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ย 1 แสนคนต่อวัน
นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่เข้าร่วมงานมากที่สุด คิดเป็น 46.26%
ตามด้วย Gen Y 33.71% และ Gen X 10.21%
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการซื้อหนังสือต่อคนอยู่ที่ 500-1,000 บาท คิดเป็น 33.76%
รองลงมา ต่ำกว่า 500 บาท 22.02% และ 1,000-1,500 บาท 14.51% ตามลำดับ
ในมุมมองของผู้จัดเห็นว่าความสำเร็จที่เกิดมาจากหลายปัจจัย
หนึ่ง การสร้างชุมชนนักอ่านผ่านกิจกรรม “กระทรวงว่าการนักอ่านมืออาชีพ”
กิจกรรมนี้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯคัดเลือกคอนเทนต์ครีเอเตอร์กว่า 200 คน ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์ของงานหนังสือผ่านทุกแพลตฟอร์มอย่างสร้างสรรค์
จุดกระแสให้การอ่านกลายเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจน
สอง การสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ทำให้เกิดนิทรรศการดีๆ และมีคุณภาพ
อาทิ นิทรรศการ “แสงแห่งปัญญาในสมเด็จพระพันปีหลวง” นิทรรศการอ่านพุทธตำนานผ่านบรรณพิภพ การจัดแสดงพระไตรปิฎกจุลจอมเกล้าฯ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกของโลก
รวมถึงนิทรรศการ “Read The Legend : หนังสือต้องห้าม (ลืม)” และกิจกรรม “Meet the Legends : พบปะนักเขียนในดวงใจ” ที่เปิดประสบการณ์การอ่านรูปแบบใหม่อย่างใกล้ชิด
และกิจกรรม “PUBAT X คณะหุ่นเจ้าขุนทอง” งานการแสดง เวิร์กช็อป และโซนสินค้าที่ระลึก
ที่สำคัญคือ สำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันปรับตัว พัฒนาคอนเทนต์ และสร้างกลยุทธ์การตลาดใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์นักอ่านยุคปัจจุบัน พร้อมขอบคุณนักอ่านและสมาชิกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯที่ร่วมกันผลักดันให้งานครั้งนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย
ส่วนสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อน Book Economy อย่างต่อเนื่อง
มีการต่อยอดอุตสาหกรรมหนังสือสู่แพลตฟอร์มสร้างสรรค์ต่างๆ ทั้งที่เป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม และเว็บตูน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้คอนเทนต์ไทย สร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจประเทศในระยะยาว
เมื่อโฟกัสไปถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจ พบว่ายอดจำหน่ายหนังสือภายในงานมีมูลค่ากว่า 444 ล้านบาท
เติบโตจากปีก่อนประมาณ 5%
ขณะที่การเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศมีมูลค่ากว่า 90 ล้านบาท
เติบโตสูงจากปีก่อนถึง 50% ทีเดียว
ส่งผลให้ยอดเงินสะพัดรวมตลอดการจัดงานอยู่ที่กว่า 534 ล้านบาท
จากผลสำเร็จของงานสัปดาห์หนังสือฯทุกปี ทำให้ผู้ผลิตหนังสือมีกำลังใจเสมอ
หากวงการนี้ยังเป็นประโยชน์ และได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเช่นนี้
ทุกสำนักพิมพ์จะเดินหน้าค้นหานักเขียนมากฝีมือ นำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อไป
เพื่อคุณภาพของหนังสือ เพื่อคุณภาพของประเทศ
นฤตย์ เสกธีระ

