หน้าแรก ประชาชื่น เราจะเป็นใครใ...

เราจะเป็นใครในโลกใหม่? ดร.สันติธาร เสถียรไทย มองชีวิตจริงไม่ใช่เส้นตรง ‘ต้องยอมให้ตัวเองหลงทาง’

12.04.26 | 11:21 น.

เราจะเป็นใครในโลกใหม่?
ดร.สันติธาร เสถียรไทย
มองชีวิตจริงไม่ใช่เส้นตรง ‘ต้องยอมให้ตัวเองหลงทาง’

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการมาถึงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติของชีวิต หนังสือ ‘Future You เราจะเป็นใครในโลกใหม่’ ผลงานของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของคนยุคนี้ จึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจ เมื่อขึ้นแท่นหนังสือขายดีอันดับ 1 ของบูธสำนักพิมพ์มติชน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป

สะท้อนความสนใจของผู้อ่านที่กำลังตั้งคำถามกับอนาคตของตนเอง

ล่าสุด House of Wisdom จัดวงสนทนา ณ HOW Club Bangkok Thailand ย่านสีลมในบรรยากาศอบอุ่น

สันติธารเปิดใจ ‘คุยลึก’ ต่อผู้คนที่ร่วมนั่งรับฟังอย่างตั้งใจเมื่อไม่นานมานี้ โดยถ่ายทอดแนวคิดสำคัญว่า ชีวิตของคนเราไม่ได้มี ‘เส้นทางที่ถูกต้องเพียงเส้นเดียว’ ตรงกันข้าม หลายช่วงเวลาของชีวิตเต็มไปด้วยความ ‘มั่ว’ หรือไม่แน่นอนยิ่งกว่าที่คิด

Advertisement

‘มันมั่วกว่าที่คิด’ เพราะชีวิตจริงไม่ใช่เส้นตรง
ในหนังของตัวเอง เราเป็นฮีโร่เสมอ

หนึ่งในช่วงบทสนทนาที่เรียกเสียงสะท้อนจากผู้ฟังได้มาก คือการพูดถึงเส้นทางชีวิต ที่หลายคนเชื่อว่าควรต้องชัดเจน มีแผน และเดินไปอย่างมั่นคง แต่ ดร.สันติธารกลับเล่าประสบการณ์ของตัวเองในมุมที่ต่างออกไปว่า มันมีความมั่วมากกว่าที่ทุกคนคิด

คำว่ามั่วในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงไร้ทิศทาง หากแต่เป็นการยอมรับว่าชีวิตจริงไม่ได้เป็นเส้นตรงอย่างที่เรามองเห็นจากภายนอก ดร.สันติธารเล่าว่า ภาพความสำเร็จที่ผู้คนเห็น มักถูกคัดเลือกมาเฉพาะช่วงเวลาที่ดูดี ขณะที่ความผิดพลาด ความลังเล หรือช่วงเวลาที่ตัดสินใจพลาด มักถูกลืม หรือไม่ถูกเล่าออกมา

“น้องๆ ถามเส้นทางชีวิตพี่ดูเหมือนวางแผนมาอย่างดี มียุทธศาสตร์อย่างมากในทุกจุด แล้วมีพลาดบ้างไหม มีผิดบ้างไหม คือ เรื่องจริงๆ มันมั่วมาก แต่แน่นอนเรื่องที่มั่วเราก็ไม่เล่า เรื่องที่ผิดเราก็ไม่เล่า แล้วที่เราไม่เล่าไม่ใช่ว่าเราจะปกปิด แต่สมองมันลืมไปเอง มันจำได้เฉพาะเรื่องที่เป็นฮีโร่ ในหนังของเรา เราเป็นพระเอกเสมอ” ดร.สันติธารกล่าว

คำพูดนี้สะท้อนภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าความสำเร็จ จนทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินช้ากว่าคนอื่น หรือกำลัง เลือกผิด

อีกหนึ่งประโยคที่ถูกยกขึ้นมาและกลายเป็นหัวใจสำคัญของหนังสือ คือ ‘พวกหนูเหมือนไม่ได้รับคำอนุญาตให้หลงทาง ไม่ได้รับคำอนุญาตให้เลือกผิด’

ดร.สันติธารยอมรับว่า ประโยคนี้ ‘จึก!’ และสะท้อนความจริงของสังคมปัจจุบัน เพราะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนดูเหมือนรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ความผิดพลาดจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกมองว่าไม่ควรเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริง การหลงทางไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

“ผมพูดถึง journey (การเดินทาง) ไม่ใช่ destination (จุดมุ่งหมาย) เพราะ destination สุดท้ายของเราคือตาย มันเหมือนกันหมด แต่สตอรี่หรือชีวิตคน หนังสือหนึ่งเล่มมันมีให้เขียน มันมีหน้าให้เติม แล้วหนังสือเล่มนี้มันไม่ใช่แค่ว่าคุณควรไปทางไหน แต่ว่าคุณจะเดินทางไปถึงความสำเร็จได้อย่างมีความสุข อย่างมีพลัง อย่างมีแบตเตอรี่ให้ตัวเองอย่างไร” ดร.สันติธารกล่าว

ดังนั้น คำตอบของชีวิตจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การไปถึงที่ไหน แต่อยู่ที่ว่าระหว่างทางเราได้เรียนรู้อะไร และใช้ชีวิตอย่างไร

หมดยุคของคำถาม ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร?’
‘นม-วิสกี้-น้ำเปล่า’ 3 ทักษะสู่โลกอนาคต

หนึ่งในแกนหลักของหนังสือ คือการชวนผู้อ่านเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง จากคำถามที่คุ้นเคยอย่าง ‘โตขึ้นอยากเป็นอะไร’ ไปสู่คำถามใหม่ว่า ‘โตขึ้นอยากมีสกิลอะไร’ เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น งานจำนวนหนึ่งกำลังหายไป ขณะที่งานใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ต่อไปเราไม่ต้องถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร เราถามว่าโตขึ้นอยากมีสกิลอะไร เพราะเราไม่รู้งานมันจะมีอะไรบ้าง แต่เรารู้ว่าสกิลบางอย่างมันจะมีค่า สกิลบางอย่างค่ามันจะน้อยลง” ดร.สันติธารเผย

คำถามจึงไม่ใช่ว่าอาชีพอะไรจะอยู่รอด แต่เป็นทักษะแบบไหน ที่จะทำให้เราปรับตัวได้ในทุกการเปลี่ยนแปลง

เพื่ออธิบายเรื่องทักษะ ดร.สันติธารใช้อุปมาเปรียบเทียบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ผ่านเครื่องดื่ม 3 แก้ว คือ นม วิสกี้ น้ำเปล่า

นม คือ ความรู้ที่มีประโยชน์มาก แต่มันจะหมดอายุเร็วมาก ความรู้ เช่น การเงิน การลงทุน หรือทักษะเฉพาะทางยังคงจำเป็น แต่ต้องอัพเดตอยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนเร็ว ไม่อัพเดตมันก็ตกเทรนด์เหมือนนมที่บูดเร็ว

วิสกี้ คือ สิ่งที่ได้จากการฝึกฝนแล้วบ่มนานๆ เหมือนเหล้า ได้ยาก เสียยาก ยิ่งนานยิ่งหอม เป็นสกิลทักษะอย่าง Critical thinking, Creativity หรือ Communication เป็นสิ่งที่ AI ทดแทนได้ยาก และยิ่งมีคุณค่าในระยะยาว

น้ำเปล่า คือ Self-awareness การรู้จักตัวเอง ซึ่ง ดร.สันติธารยอมรับว่า เมื่อก่อนไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ขนาดนั้น

“โชคดีที่สองปีที่ผ่านมากึ่งรีไทร์นิดๆ ได้ทำงานอิสระ ได้อยู่กับตัวเองเยอะขึ้น ทำให้ตกตะกอนว่าการได้รู้จักตัวเองมันเป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นทักษะที่เพิ่งค้นพบความสำคัญในช่วงหลัง และมองว่าเป็นหัวใจของการใช้ชีวิต

ตัวนักกีฬาบางคนซุปเปอร์เก่งเลย แต่พอย้ายทีมทำไมห่วยจัง แต่นักกีฬาบางคนเฉยๆ มาก แต่พอย้ายทีมแล้วเก่ง คือคนเรามันไม่ใช่หุ่นยนต์ มันเวิร์กดีมากๆ ในสภาพแวดล้อมบางอย่าง แล้วบางสภาพแวดล้อมบางอย่างมันก็ไม่เวิร์ก และไม่ถนัดบางงาน” ดร.สันติธารเปรียบเปรยอย่างเห็นภาพ

ภาพจาก House of Wisdom

ยุคเอไอ ‘เฟิร์สต์ จ๊อบเบอร์’ เจอ ‘ดิสรัปต์’ หนักสุด
ประสบการณ์สำคัญ สิ่งที่หายไปคือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’

อีกหนึ่งประเด็นที่ ดร.สันติธารชวนตั้งคำถาม คือระบบการศึกษาและการทำงานในปัจจุบันว่าโรงเรียนนั้นให้นมเยอะไป โรงเรียนต้องให้วิสกี้มากขึ้น แล้วที่ทำงานให้นมน้อยไป ที่ทำงานต้องมีนม ซึ่งอาจฟังดูย้อนแย้ง แต่สิ่งที่ต้องการจะหมายความคือ สำนักงานการศึกษาควรจะเปิดให้คนลงมือทำจริงมากขึ้น เพราะในโลกที่องค์กรต้องการคนที่ทำงานได้ทันที ประสบการณ์จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญ

“ตอนนี้ไปคุยกับมหาวิทยาลัย จะบอกว่าถ้าเป็นไปได้ อยากให้ทำอินเทิร์นชิป ผมไปนั่งบอร์ดปราศรัย ก็บอกว่าถ้าจบปีหนึ่งก็ทำงานเลย พยายามทำงานให้เร็วที่สุด เพราะมันจะได้เริ่มบ่มวิสกี้นี้ให้เร็วที่สุด เพราะว่าในโลกของเอไอ คนที่ถูกดิสรัปต์มากที่สุดคือ เฟิร์สต์ จ๊อบเบอร์ คนที่ไม่มีประสบการณ์ กับคนที่ไม่มีความเก๋า

วันที่คุณจบจากมหาวิทยาลัย คุณต้องเทียบเท่าเหมือนทำงานมาแล้ว 3 ปี เพราะฉะนั้นแปลว่า การศึกษามันจะต้องให้ exposure ในการทำงานจริง คือการบ่มวิสกี้ตั้งแต่ปีแรกๆ” ดร.สันติธารกล่าว

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ขาดหายไปทั้งในโรงเรียนและที่ทำงาน คือ พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ พื้นที่ที่เราแชร์ความเปราะบาง แชร์ความอ่อนแอได้เต็มที่ เพราะการเรียนรู้ตัวเองไม่ได้เกิดจากการสอนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสะท้อนและแลกเปลี่ยน

หลงทางเพื่อพบพาน
จากเบิร์นเอาต์ สู่จุดหมายใหม่

นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยหลงทางระหว่างเดินป่าในเกียวโตพร้อมภรรยา ซึ่งเป็นช่วงที่รู้สึกเบิร์นเอาต์ (Burnout-ภาวะหมดไฟ) อยู่ลึกๆ แต่ไม่รู้ตัว แม้ชีวิตจะดูประสบความสำเร็จในสายตาคนอื่น แต่ภายในกลับรู้สึกว่างเปล่า

“วันนั้นไปเดินป่ากับภรรยาแล้วหลงทาง ทิ้งลูกๆ ไว้กับพ่อตาแม่ยายที่บ้าน เดินไปจนมันมืด แล้วเจอบ้านเหมือนในการ์ตูน แต่พอยต์คือมันฟรีมาก โมเมนต์นั้นกลับมาสะท้อนตัวเองว่า เราไม่แฮปปี้กับชีวิต แม้ว่าจะไม่รู้เหตุผลแต่เราไม่แฮปปี้ แต่ตอนนั้นรู้สึกเราเป็นอิสระ ไม่ต้องเป็นพ่อในโมเมนต์นั้น ไม่ต้องเป็นบอส ไม่ต้องเป็นอะไรทั้งสิ้น…เป็นตัวเอง” ดร.สันติธารกล่าว

จากเหตุการณ์นั้นได้กลับมาทบทวน และค้นพบว่า purpose (จุดมุ่งหมาย) ของชีวิตได้เปลี่ยนไป เราต้องการทำสิ่งที่อิมแพกต์ให้กับประเทศ จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กลับไทย

“ชีวิตมันมีความเป็นวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ของมัน ในการที่เราหลงตลอดเวลามันก็จะไม่ได้ไปไหนเลย แต่ถ้าเดินอยู่ในกรอบ ยิ่งมีถนนอยู่ตลอดเวลามันก็ไม่ใช่คำตอบอีกเช่นกัน ถนนที่ดูเหมือนจะปลอดภัยในแผนที่มันเป็นถนนที่น้ำท่วม ถนนที่แผ่นดินยุบ มันไม่ไปไหน การหาทางใหม่ให้ตัวเองจึงสำคัญ

ผมว่าการที่ชะลอลงแล้วยอมให้ตัวเองหลงทางสักหน่อย มันทำให้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ได้เยอะขึ้น” นี่คือเสียงจากนักวิชาการผู้พบเจอประโยชน์ของการหลงทาง

คอนเทนต์ออนไลน์ บริโภคง่าย แต่เป็นพิษทั้งกาย-ใจ
แนะตั้งสติ กระซิบตัวเอง Attention please…

คำถามใหญ่ของยุคนี้ คือ AI จะครองโลกหรือไม่ แต่ ดร.สันติธารกลับมองว่า AI ได้เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตเราแล้ว โดยผ่าน Attention เพราะ AI คืออัลกอริธึมที่อยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย

ดร.สันติธารเปรียบเทียบว่า คอนเทนต์ในโลกออนไลน์ไม่ต่างจากอาหารสำเร็จรูปที่บริโภคง่าย แต่ส่งผลเสียในระยะยาว มันเป็นพิษทั้งกับทางร่างกายและทางใจ มันทำลายสิ่งที่เรียกว่า system to thinking เราจะคิด แสดงออก ตัดสินอะไรเร็ว ตัดสินคนอื่นด้วย ตัดสินตัวเองด้วย โดยที่เราไม่ได้ฉุกคิด ว่าอันนี้คือไม้บรรทัดของคนอื่นหรือเปล่า

ทางออกที่ ดร.สันติธารเสนอกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด บางทีเราแค่ต้องกระซิบกับตัวเองว่า Attention please…ขอหนึ่งลมหายใจยาวๆ เพื่อกลับมาตั้งสติ ดูว่าเรากำลังทำอะไร และกำลังทำเพื่อใคร

อย่าหวังในการเปลี่ยน แต่จงเปลี่ยนด้วยความหวัง

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป หากแต่ชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามกับตัวเอง และหนึ่งในประโยคสำคัญที่ทิ้งท้ายไว้ คือ ‘อย่าหวังในการเปลี่ยน แต่จงเปลี่ยนด้วยความหวัง’

ดร.สันติธารอธิบายว่า การคาดหวังผลลัพธ์มากเกินไป อาจทำให้เกิดความท้อแท้ เพราะบางอย่างมันใช้เวลา บางอย่างมันไม่เกิดขึ้นทันที แต่หากเราเริ่มจากการสร้างความหวังให้ตัวเอง เติมพลังให้ตัวเอง สุดท้ายเราจะมีแรงผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้มันเกิดขึ้น แล้วมันจะไปถึงตรงนั้น

สิ่งที่อยากให้ผู้อ่านได้รับกลับไปไม่ใช่เพียงเนื้อหา แต่คือการมีเพื่อนคู่คิด หนังสือเล่มนี้ถูกออกแบบให้ทุกท้ายบทมีคำถามชวนคิด แม้อ่านจบไปแล้ว ในวันที่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญของชีวิต ก็สามารถกลับมาเปิดและทบทวน พูดคุยกับมันได้อีกครั้ง เหมือน AI เพียงแต่ไม่ได้บอกเราโดยตรงแต่ให้เราคิดเอง

ในโลกที่ไม่มีใครรู้คำตอบของอนาคต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การไปให้ถูกทาง แต่คือการรู้จักตัวเองให้มากพอ ระหว่างทางที่ยังเดินอยู่

พรหมพร เจริญกิจชัชวาล