หน้าแรก ประชาชื่น เปิดวรรณคดี อ...

เปิดวรรณคดี อ่านประเพณีเดือนห้า ย้อนประวัติศาสตร์ ‘สงกรานต์’ จากราชสำนักสู่ราษฎร

14.04.26 | 12:33 น.

งกรานต์ พุทธศักราช 2569

ข้อมูลทางการระบุว่า วันมหาสงกรานต์ ตามปฏิทินจันทรคติตรงกับวันอังคาร แรม 12 ค่ำ เดือน 5 ปีมะเมีย อังคารที่ 14 เม.ย.2569 เวลา 10 นาฬิกา 34 นาที 35 วินาที ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

นางสงกรานต์ ‘รากษสเทวี’ ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง อาภรณ์ประดับด้วยแก้วโมรา ภักษาหาร คือโลหิต พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนูศร เสด็จยืนเหนือหลังวราหะ (หมูป่า) 

เกณฑ์ธัญญาหาร วิบัติ (ได้เศษ 2) ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (แมลง ด้วง หรือศัตรูพืช) ได้ผลผลิตกึ่งเสียกึ่งดี เกษตรกรควรเฝ้าระวังการระบาดของแมลงศัตรูข้าว

เกณฑ์ธาราธิคุณ (น้ำ) ตกราสีเตโช (ธาตุไฟ) น้ำน้อยลง ฝนตกไม่ทั่วถึง

Advertisement

เกณฑ์ฝน (พิรุณศาสตร์) ฝนตก 500 ห่า แบ่งเป็นตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า มหาสมุทร 100 ห่า ป่าหิมพานต์ 150 ห่า เขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 3 ตัว แสดงถึงฝนตกแต่ไม่สมดุล

สำหรับสงกรานต์ล้านนา 14 เมษายน 2569 คือ วันสังขานต์ล่อง 15 เมษายน คือ วันเน่า 16 เมษายน คือวันพญาวัน

โคลงพระราชพิธีทวาทศมาศ (ภาพจากกรมศิลปากร)

ประเพณี ‘เดือน 5’ ผี ผนวกพุทธ ผสมพราหมณ์ ผสาน ‘ธรรมเนียมฝรั่ง’

เมษายน เดือน 5 จันทรคติ ประกอบด้วยประเพณีพิธีกรรมสำคัญอันสืบเนื่องยาวนานมาแต่ยุคบรรพชน จากความเชื่อเรื่องผี ความวาดหวังในธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ผนวกคติพุทธ ผสานคติพราหมณ์

ครั้นเกิดรัฐ แบบแผนซับซ้อนสะท้อนความรุ่มรวยลึกซึ้งในวัฒนธรรมก่อเกิดประเพณีราชสำนักสยามแต่ครั้งโบราณกาล

พระราชนิพนธ์ โคลงพิธีถือน้ำแลคเชนทรัศวสนาน ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เมื่อปีกุน พ.ศ.2418 พิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2457 ในการพระศพพระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าภัทรายุวดี (ภาพจากนามานุกรมวรรณคดีไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร องค์การมหาชน)

พระราชพิธีเดือน 5 สมัยกรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่สำคัญได้แก่ ‘พระราชพิธีสงกรานต์’ อีกทั้ง ‘พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล’ และ ‘พระราชพิธีคเชนทรัศวสนาน’

สงกรานต์เป็นพิธีขึ้นปีใหม่ที่รัฐโบราณในอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับจากคติพราหมณ์ โดยเกิดขึ้นในราชสำนักก่อนแล้วจึงแพร่หลายสู่ราษฎร ในสมัยอยุธยาเป็นงานใหญ่ของราชอาณาจักร มีการพระราชกุศลตั้งสวดพระปริตร ฉลองพระเจดีย์ทราย พระเจ้าแผ่นดินสรงมุรธาภิเษก สรงน้ำพระพุทธรูป สดับปกรณ์พระอัฐิเจ้านาย เวียนเทียน จุดดอกไม้เพลิง

การละเล่น ‘แม่ศรี’ ในเทศกาลตรุษสงกรานต์ที่วัดพิชัยปุรณารามเมื่อ พ.ศ.2510 (ภาพจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี (เบญจมราชูทิศ)

โคลงพระราชพิธีทวาทศมาศ ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งพรรณนาถึงพระราชพิธีต่างๆ ทั้ง 12 เดือน โดย เดือน 5 มีความว่า

   ‘กำหนดสุริยยาตรเยื้อง รอบจักร

เป็นที่เปลี่ยนศักราช ใหม่ได้

ขึ้นสู่เมศราษีพรัก พร้อมนับ ถือนา

บังคับแห่งโหรให้ เรียกรู้ทั่วแดน

   วันเถลิงขึ้นศกใหม่   มีการ

ตั้งมุรธาภิเศกสนาน ราชไท้

มวญหมู่เหล่าพนักงาน ถวายโสรจ สรงนา

เตรียมอยู่คอยรับใช้ พรักพร้อมเพรียงกัน’

นอกจากนี้ ราชสำนักยังจัดการละเล่นในท้องสนามให้ราษฎรเข้าร่วม เรียกว่า ‘ออกสนามใหญ่’ มีล่อช้าง รันแทะวัวชน กระบือชน ชุมพาชน ช้างชน คนชน ปรบไก่ ปล้ำมวย ตีดั้ง ฟันแย้ง เล่นกล คลีม้า เป็นต้น

ทั้งนี้ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเกิดธรรมเนียม ‘สังเวยเทวดา สมโภชเครื่อง เลี้ยงโต๊ะปีใหม่’ ในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 โดยถือเป็นการเข้าสู่ปีใหม่ เป็นการผสมผสานในสิ่งที่เคยมีมาแต่เดิม (คือการสังเวยเทวดาและสมโภชลูกขุน) กับการเลี้ยงโต๊ะตามธรรมเนียมฝรั่ง จัดเป็นการเลี้ยงปีใหม่แก่พระราชวงศ์ เสนาบดี คณะทูต โดยมีการเล่นละครให้ชมด้วย

ระดูเดือนห้า ใน ‘นิราสเดือน’ (สะกดตามปก) ฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2466 แจกในการพระกฐินพระราชทาน พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ อธิบดีกรมตำรวจภูธรและตำรวจพระนครบาล ณ วัดพนัญเชิง พระนครศรีอยุธยา

พระราชพิธีเดือนตรุษ-เดือนสารท

‘ศรีสัจจปานกาล’ ดื่มน้ำสาบาน จงรักภักดี

สำหรับ ‘พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล’ คือพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นอีกหนึ่งพระราชพิธีใหญ่ในเดือน 5 ที่สืบเนื่องมาแต่โบราณในราชสำนัก หรือเดิม กระทำปีละสองครั้ง คือในช่วงเดือนตรุษและเดือนสารท

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม พระนครศรีอยุธยา เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีดังกล่าวตอนหนึ่งว่า รูปแบบพิธีจัดขึ้นเพื่อให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการดื่มน้ำสาบานว่าจะจงรักภักดีและซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการให้สัตย์สาบานประเภทหนึ่งที่ใช้น้ำเป็นสื่อกลาง

บรรยากาศการสาดน้ำสงกรานต์ยุคใหม่ในอดีต (ภาพจากนิทรรศการ ‘สงกรานต์ พราวเวอร์’)

ส่วนในทางปฏิบัติของการถือน้ำนั้นเป็นการเอาคมศาสตราวุธต่างๆ มาทำพิธีสวดหรือสาปแช่ง โดยการอ่าน ‘ลิลิตโองการแช่งน้ำ’ แล้วเสียบลงในน้ำที่จะนำไปพระราชทานให้ดื่มเป็นหลักสำคัญ

ในสมัยอยุธยาข้าราชการถือน้ำที่วัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาย้ายไปที่พระวิหารมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้วใช้ดอกไม้ธูปเทียนไปถวายบังคมพระเชษฐบิดร เป็นรูปเทวดาฉลองพระองค์พระเจ้าอู่ทอง หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แล้วจึงเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน

ครั้นล่วงมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธี คือ ‘วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ โดยมีการนำดอกไม้ธูปเทียนมาถวายบังคมพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 และถวายบังคมพระอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาปัยกาธิบดีแทนพระเชษฐบิดร ด้วย

การเข้าทรง ‘ผีครก ผีสาก’ ในหน้าแล้งเดือน 5 ทางจันทรคติ

ในรัชกาลต่อๆ มา ยังมีการถวายบังคมพระอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนๆ ซึ่งเสด็จสวรรคตล่วงไปแล้วโดยลำดับ

เปิด ‘วรรณคดี’ จากอยุธยา ถึงรัตนโกสินทร์

มีรดน้ำ มีสรงน้ำ แต่ ‘ไม่มีสาดน้ำ’

สำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์ ในอดีตไม่ปรากฏหลักฐานระบุถึงการ ‘สาดน้ำ’ มีแต่ ‘สรงน้ำพระ’ และ ‘รดน้ำดำหัว’ ผู้หลักผู้ใหญ่ ขนทรายเข้าวัด ทำบุญเลี้ยงพระ

ดังเช่นในวรรณคดี ‘ขุนช้างขุนแผน’ ความตอนหนึ่งว่า

    ‘ทีนี้จะกล่าวเรื่องเมืองสุพรรณ

ยามสงกรานต์คนนั้นก็พร้อมหน้า

จะทำบุญให้ทานการศรัทธา

ต่างมาที่วัดป่าเลไลย

    หญิงชายน้อยใหญ่ไปแออัด

ขนทรายเข้าวัดอยู่ขวักไขว่

ก่อพระเจดีย์ทรายเรียงรายไป

จะเลี้ยงพระกะไว้ในวันพรุ่งนี้’

ขณะที่หลักฐานลายลักษณ์ในวรรณคดี ‘นิราศเดือน’ ของ ‘เสมียนมี’กวีในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

สงกรานต์วิสุทธิกษัตริย์ เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ.2479 ก่อนพัฒนาสู่งานใหญ่
มีทั้งทำบุญ ตักบาตร และเวทีประกวด ‘เทพีวิสุทธิกษัตริย์’ (ภาพจากนิทรรศการ ‘สงกรานต์ พราวเวอร์ Proud Songkran’ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 52 เมื่อ พ.ศ.2567)

พรรณนาตั้งแต่เดือนอ้ายจนครบปี โดยที่ ‘เดือนห้า’ ไม่มีเอื้อนเอ่ยถึงการสาดน้ำใส่กันแม้เพียงถ้อยคำเดียว

มีแต่ เล่นพนัน, เล่นผัวเมีย ฯลฯ รวมทั้งมีรดน้ำ แต่ไม่มีสาดน้ำ

ความตอนหนึ่งว่า

‘โอ้ฤดูเดือนห้าน่าคิมหันต์

พวกมนุษย์สุดสุขสนุกครัน              ได้ดูกันพิศวงเมื่อสงกรานต์

ทั้งผู้ดีเข็ญใจใส่อังคาส                   อภิวาทพุทธรูปในวิหาร

ล้วนแต่งตัวทั่วกันวันสงกรานต์         ดูสะคราญเพริศพริ้งทั้งหญิงชาย

ที่เฒ่าแก่แม่ม่ายมิใคร่เที่ยว             สู้อดเปรี้ยวกินหวานลูกหลานหลาย

ที่กำดัดซัดสีสวยทั้งกาย                   เที่ยวถวายน้ำหอมพร้อมศรัทธา

บ้างก็มีที่สวาทมาดพระสงฆ์              ต่างจำนงนึกกำดัดขัดสิกขา

ได้แต่เพียงพูดกันจำนรรจา               นานนานมากลับไปแล้วใจตรอม

ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท         ใส่สีฉาดฟุ้งเฟื่องด้วยเครื่องหอม

สงกรานต์ทีตรุษทีไม่มีมอม                ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา

มีเท่าไรใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง               ดูเพริศพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา

รามสูรเดินดินสิ้นศักดา                    เที่ยวไล่คว้าลางทีก็มีเชิง

บ้างเล่นเบี้ยเสียถั่วจนมัวมืด             ใครขี้ตืดถากถางวางกันเหลิง

บ้างฉุดมือยื้อผ้าด่ากันเปิง                ที่รู้เชิงทำแปดเก้าเป็นเจ้ามือ

เขาตัดไพ่ตายแพ้เหลือแต่ผ้า             สิ้นปัญญาบ่นพลางครางหือๆ

นั่งเสียใจเต็มทีต้องหนีมือ                 ไม่สัตย์ซื่อทำไพ่ตายเขาเอง

ดูเขาเล่นเป็นฤดูไม่รู้ขาด                   นุชนาฏพึ่งกะเตาะขึ้นเหมาะเหม็ง

บ้างก็หลงเลยเล่นเป็นนักเลง              ฉันนี้เกรงกลัวนักไม่รักเลย

ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น        บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย

แต่ตัวเราเปล่าไปมิได้เชย                  โอ้อกเอ๋ยคิดไปแล้วใจตรม

ให้เจ็บจุกทุกข์เท่าคีรีศรี                     ด้วยไม่มีคู่ชิดสนิทสนม

ทุกวันนี้ใครมีซึ่งคู่ชม                        สำราญรมย์เริงจิตเป็นนิจกาล

เมื่อไรเล่าเรานี้จะมีบ้าง                     จะได้ว่างเว้นทุกข์สนุกสนาน

แต่นึกตรองปองหามาช้านาน             ทอดสะพานเข้าที่ไหนไม่ได้เลย’

(จบเดือน 5 ต่อไปพรรณนาเดือน 6)

ไม่เพียงเท่านั้น ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรื่องนางนพมาศ ซึ่งแต่งขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์เฉกเช่นเดียวกัน ก็พรรณนาพระราชพิธีเดือนห้า มี ‘ขึ้นปีใหม่’ แต่ไม่มีสาดน้ำ 

ย้อนกลับไปไกลกว่านั้น โคลงทวาทศมาศยุคต้นกรุงศรีอยุธยา ซึ่งกล่าวถึงสงกรานต์ ก็ไม่มีเรื่องสาดน้ำ กาพย์ห่อโคลงฯ ของเจ้าฟ้ากุ้งยุคปลายกรุงเก่า เล่าถึงสงกรานต์ก็ไม่มีสาดน้ำเช่นกัน

นี่คือส่วนหนึ่งของหลักฐานประวัติศาสตร์ วรรณคดี พิธีกรรม ‘เดือนห้า’ ที่ทั้งราชสำนักและราษฎรประพฤติปฏิบัติสืบต่อมาจากอดีต โดยปรับเปลี่ยน แปรผันให้สอดคล้องบริบทแห่งยุคสมัย ก่อนกลายเป็น Water Festival ในวันนี้

พรรณราย เรือนอินทร์