หน้าแรก ประชาชื่น ถึงเวลา ‘โซลา...

ถึงเวลา ‘โซลาร์เซลล์ประชาชน’ โอกาสทองกลางวิกฤตพลังงานโลก

16.04.26 | 12:00 น.

ถึงเวลา ‘โซลาร์เซลล์ประชาชน’โอกาสทองกลางวิกฤตพลังงานโลก

ประกาศไว้ในวันสุดท้ายก่อนหยุดยาวสงกรานต์ 69 สำหรับมาตรการช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลากหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการเซฟกลุ่มเปราะบาง บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ดีเดย์สงกรานต์ 13 เมษายน ถึง 12 พฤษภาคมนี้ พูดง่ายๆ คือ เพิ่มเงิน ‘บัตรคนจน’ ให้เป็น 400 บาท 1 เดือนเต็ม

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

ส่วนภาคเกษตร ก็มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยธนาคารเพื่อการเษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อลดต้นทุนการผลิต อย่างเช่น ปุ๋ย

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการน่าสนใจ ที่อาจกลายเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่ ‘พลังงานสะอาด’ อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

‘ซอฟต์โลน’ สู่ ‘พลังงานสะอาด’

Advertisement

เปิดหลากมาตรการรัฐ หวังเปลี่ยนผ่าน

มาตรการที่ว่านี้ ตามถ้อยแถลง มีตั้งแต่การเตรียมพร้อมให้ภาคประชาชน และ SMEs ปรับตัวสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยธนาคารออมสินจัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs และ ‘สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับตัวด้านพลังงาน’ วงเงิน 5,000 ล้านบาท

สำหรับประชาชน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน สำหรับการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และ refinance ที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อการกู้เพื่อซื้อ Solar Rooftop วงเงิน 300,000 บาทต่อราย ดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี 3 ปีแรก

ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 2.06 ต่อปี ทั้งยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตตะวันออกกลาง

ด้านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) จัดทำโครงการ SMEs Green Productivity เพื่อยกระดับ SMEs เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย

รัฐมนตรีคลังยังเน้นย้ำการปรับลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ โดยคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณหั่นงบที่ไม่จำเป็นแบบรัวๆ ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นงดทริปศึกษาดูงาน ทัศนศึกษา ขึ้นเครื่องบินไปอบรมบ่มองค์ความรู้ในต่างแดน โดยปรับมาเป็นการดูงานหรือจัดกิจกรรมในไทยแลนด์แทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากร

โซลาร์เซลล์ระดับครัวเรือน ลดค่าครองชีพ

กุญแจดอกสำคัญ ไขประตู Net Zero Emission

จากแนวคิด มาตรการ และไอเดียทั้งหลายข้างต้น ในมุมมองของนักวิชาการ อย่าง รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนายั่งยืน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ถึงกับต้องออกมากดไลค์ให้ความชื่นชมที่รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ Soft Loan และลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ โดยมองว่านี่แหละคือโอกาสทองท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้า และบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emission

รศ.ดร.ธนิท เรืองรุ่งชัยกุล

รศ.ดร.ธนิทแนะว่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกและราคาค่าไฟฟ้าที่มีความผันผวนสูง รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในระดับครัวเรือน ซึ่งจะไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากต่างประเทศ และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ได้ตามแผนที่วางไว้

“ขอชื่นชมรัฐบาลที่ขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม อาทิ การปฏิรูปกฎหมายเพื่อลดความยุ่งยากทางธุรการ โดยเฉพาะการปลดล็อกใบอนุญาต รง.4 และการลดขั้นตอนของใบอนุญาต อ.1 ซึ่งช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนแฝงในการติดตั้งลงอย่างมาก การสนับสนุนทางเศรษฐกิจอย่างมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่เกิน 200,000 บาท และล่าสุดที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบโครงการ Soft Loan วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่านธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนในการสนับสนุนภาคประชาชน” อาจารย์ มธ.กล่าว

ชี้เป้า 3 กลไกหลัก อุดช่องว่าง

ครัวเรือนฐานราก แบกค่าไฟสูง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการท่านนี้มองว่ามาตรการปัจจุบันอาจยังมีช่องว่างในการเข้าถึง โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนฐานรากที่แบกรับภาระค่าไฟฟ้าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ติดข้อจำกัดด้านฐานภาษีและเงื่อนไขสินเชื่อ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง รศ.ดร.ธนิทเสนอแนวทางเติมเต็มช่องว่างนโยบายผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่

1.พัฒนามาตรการสนับสนุนแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy)

โดยรัฐควรพิจารณาเงินอุดหนุนส่วนทุน (Capital Grant) เพื่อลดภาระเงินลงทุนตั้งต้นสำหรับระบบขนาดเล็ก 1.5-3 กิโลวัตต์ ให้แก่กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยและเกษตรกร เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีลดค่าไฟอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับมาตรการทางภาษีและสินเชื่อที่มีอยู่ให้ครอบคลุมถึงระดับฐานราก

2.ฟื้นโครงการรับซื้อไฟคืน ก้าวสู่ระบบ Net Metering 1:1 เพื่อความคุ้มค่าเชิงสังคม

เนื่องจากปัจจุบันโครงการรับซื้อไฟฟ้าคืน (Net Billing) ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วยนั้น ไม่มีโครงการใหม่ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทำให้ผู้ติดตั้งรายใหม่ทำได้เพียงผลิตเองใช้เองโดยห้ามไฟฟ้าไหลย้อนกลับ (Zero Export) ส่งผลให้พลังงานส่วนเกินในช่วงกลางวันต้องถูกปล่อยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย จึงเสนอให้รัฐพิจารณาฟื้นฟูโครงการรับซื้อไฟคืนโดยยกระดับสู่ระบบ Net Metering หรือการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1

3.ปรับลดภาษีแบตเตอรี่บ้าน

โดยถอดบทเรียนจากภาคอุตสาหกรรมและ EV โดยที่ผ่านมารัฐได้ดำเนินการสนับสนุนภาคส่วนอื่นๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่โรงงานที่ติดโซลาร์เซลล์จนคืนทุนได้ใน 3-5 ปี รวมถึงนโยบายลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จึงเสนอให้รัฐใช้แนวคิดเดียวกันนี้มาสนับสนุนภาคประชาชน ผ่านการลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตสำหรับแบตเตอรี่ที่ใช้ในที่อยู่อาศัย เพื่อให้ประชาชนกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในช่วงกลางคืนได้จริง ช่วยลดภาระสายส่งและสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า (Grid Resilience) ของประเทศ

“การเปลี่ยนมาใช้ Net Metering จะช่วยให้หน่วยไฟฟ้าส่วนเกินถูกนำมาหักลบกับหน่วยไฟฟ้าที่ใช้จริงในราคาที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาคืนทุนให้สั้นลงและเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และต้องขอชื่นชมในความตั้งใจของภาครัฐอีกครั้ง ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎหมายและมาตรการเพื่อประชาชนที่ผ่านมา และหวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง” รศ.ดร.ธนิทกล่าว ก่อนถึงประโยคทิ้งท้าย

หวังจะเห็นการต่อยอดให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ทุกคนอย่างแท้จริง

ทีมข่าวเฉพาะกิจ