เบื้องหลังแฟชั่นการทูตไทย
‘พระพันปีหลวง’
ทรงสร้างภาพจำบนเวทีโลก
เพราะ ‘เสื้อผ้า’ เป็นมากกว่า เครื่องบ่งบอกอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่ แต่ยังทำหน้าที่สื่อสารซึ่งความหมายในเวทีโลก
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงสร้างภาพจำอันแจ่มชัด ทรงเป็นสัญลักษณ์และภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเคียงคู่กับ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทั้งในไทยและต่างแดน ด้วยฉลองพระองค์อันวิจิตรประณีต เป็นที่ตราตรึงใจของผู้คนทั่วโลก
เพื่อหวนคืนความทรงจำอันทรงคุณค่าแห่งยุคสมัย ไม่นานมานี้ สำนักพิมพ์มติชน ร่วมบันทึกประสบการณ์แห่งความประทับใจ ผ่านภาพถ่ายทรงคุณค่าและเรื่องราวในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ผ่านเวที Author’s Salon ‘สิรินิรันดร์ พระพันปีหลวง’ ณ บูธ J02 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ซึ่งผ่านพ้นไปไม่นานนี้
พร้อมเปิดตัวสองปกใหม่ Beauty of the Nation แฟชั่นและการทูตไทยในฉลองพระองค์ โดย ดร.ศิบดี นพประเสริฐ
นำเสนอเรื่องราวลึกซึ้งเกี่ยวกับฉลองพระองค์ในสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านมุมมองประวัติศาสตร์ ควบคู่การวิเคราะห์ด้านการทูต เรียงร้อยไปถึงบทบาทสาธารณะ นับเป็นการเปิดมิติใหม่ ให้ประเด็นที่คุ้นเคย มีความลึกขึ้นในเชิงรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์
ส่วนอีกเล่มที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับอ่านควบคู่ สำหรับ ‘สิรินิรันดร์ พระพันปีหลวง’ โดย เอนก นาวิกมูล และ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ นับเป็นเล่มแรร์ที่รวบรวมภาพและสิ่งพิมพ์สะสมหายาก ผ่านการคัดสรรและจัดเรียงอย่างประณีต พร้อมร้อยเรียงเรื่องราวด้วยคำบรรยายทั้งภาษาไทยและอังกฤษ
ถ่ายทอดเบื้องหลัง ‘แฟชั่น’ ที่มีฟังก์ชั่นมากกว่าเพียงแค่ความงาม
แต่ยังสะท้อนความหมายของสยาม และสายสัมพันธ์กับนานาอารยชาติ ในทุกคราที่เสด็จฯ เยือนเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น
“เรามักจะนึกถึงพระองค์ท่าน ในฐานะที่ทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ”
ดร.ศิบดีเกริ่นถึงสิ่งที่น่าสนใจ จากการศึกษาค้นคว้า กระทั่งเรียบเรียงเขียนออกมาเป็น Beauty of the Nation ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวงในฐานะ ‘สัญลักษณ์ของประเทศ’ ทั้งการที่พระองค์ทรงเป็นไอคอนนิกของชาติ โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ บทบาทของพระองค์ตั้งแต่ในช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา ที่พัสตราภรณ์สะท้อนของพระองค์เอง
ดร.ศิบดีบอกเลยว่า “งานชิ้นนี้ ต้องเรียนว่า ผมทำจากแพชชั่น มันเป็นความชอบที่ฝังลึกมาตลอด”
แม้ส่วนตัวจบรัฐศาสตร์ แต่ด้วยแพชชั่นในแฟชั่น
จนอยู่มาวันหนึ่ง ดร.ศิบดีเกิดตระหนักได้ว่า ทำไมไม่เอาความชอบส่วนตัวมาผนวกกับวิชาการ?
“ก่อนหน้านี้ ได้ออกรายการของทางศูนย์สถานการณ์ต่างประเทศ พูดเกี่ยวกับพัสตราภรณ์หรือเสื้อผ้า ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่เกี่ยวข้องกับมิติทางด้านการต่างประเทศ จากรายการตรงนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นมาเป็นหนังสือ Beauty of the Nation ในวันนี้”
พร้อมแล้วที่จะพาผู้อ่านมองให้ลึกว่าภาพที่ดูคุ้นตา ไม่ว่าจะเป็นฉลองพระองค์ ภาพลักษณ์ หรือการเสด็จฯเยือน
เมื่อได้นำมาวางในกรอบการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์และการทูต เราจะพบความหมายอีกชั้นที่ซ่อนอยู่
ผสานสากล เข้ากับความเป็นไทย
ให้แฟชั่น ในฐานะเครื่องมือการทูต
ดร.ศิบดี กล่าวว่า สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเป็น แฟชั่นไอคอน (Fashion Icon) ที่โดดเด่น ไม่มีใครสู้ได้ ทรงใช้ความงามเป็นเครื่องมือทางด้านการทูต ถ้ามองในแง่ความสวยงาม ทรงมีพระสิริโฉมและพระอัจฉริยภาพด้านแฟชั่น ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
แต่ถ้ามองประกอบกับการทรงงานของท่าน เราจะเห็นว่าท่านใช้ความงามตรงนี้เป็นประโยชน์ ในด้านการทูตและการต่างประเทศด้วย เมื่อมีพระราชภารกิจด้านการทูต เจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ รายละเอียดด้านฉลองพระองค์จึงต้องสอดคล้องกับโอกาสและธรรมเนียมของแต่ละประเทศ แต่งกายอย่างไร แต่ละประเทศก็จะมีระเบียบทางด้านการทูตที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ เช่น บางประเทศต้องสวมหมวก หรือใส่ถุงมือข้างเดียว รายละเอียดทางด้านการทูตตรงนี้ จึงส่งผลต่อการเลือกแบบเสื้อผ้าของพระองค์ท่านด้วย
“พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า ไปเยือนต่างประเทศท่านก็ต้องแต่ง 2 แบบ แบบสากล ที่ถูกต้องตามธรรมเนียมทางด้านการทูต แต่อีกแบบหนึ่ง ท่านก็มองว่า ในฐานะทรงเป็นผู้แทนประเทศ จะให้สวมแต่ชุดสากล มันไม่สะท้อนอะไรที่เป็นประเทศไทย

ท่านจึงสวมชุดไทยด้วย โดยเป็นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่เดิม ในการสร้างสรรค์ชุดไทยขึ้นมาใหม่ เพื่อที่ให้สวมใส่ง่าย ให้เหมาะกับยุคสมัย ด้วยชุดไทยแต่เดิมต้องนุ่งสด ห่มสด แต่เวลาเสด็จฯ หมายกำหนดการแน่นมาก บางวันอาจจะมี 3 งานติด บางวันอาจจะมี 4 งานติด ต้องมีหลายฉลองพระองค์ ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าตามโอกาส
ด้วยเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไม่ได้มีมากนัก ท่านก็เลยมองว่า เราจะต้องสร้างชุดไทยขึ้นมาใหม่ให้สวมใส่ง่าย เหมาะกับโอกาส กับยุคสมัย ชุดไทยที่ท่านทรงสร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงปี 2502-2503 ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้พัฒนาต่อมาเป็น ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
ในการเสด็จฯเยือนต่างประเทศ หรือในการรับพระราชอาคันตุกะในประเทศก็ดี สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านทรงทั้งแบบไทยและแบบสากล อย่างชุดไทย เป็นการสะท้อนความเป็นไทย ทั้ง ‘พระภูษา’ ทั้งลักษณะการห่มทรงสะพัก หรือการนุ่งจีบหน้านาง ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่เรียกได้ว่าเป็นของที่มีมาแต่เดิมในพระราชสำนัก
แต่ในส่วนของ ‘ชุดสากล’ ผมมองว่ามีกิมมิคอย่างหนึ่งคือ สมเด็จฯท่านทรงโปรดให้ ‘ปิแอร์ บัลแมง’ (Pierre Balmain ดีไซเนอร์ชื่อดังของโลก) โดยทรงมีโจทย์คือ ต้องใช้ผ้าไหมไทยเป็นหลัก อาจจะมีผ้าขนสัตว์บ้าง แต่หลักๆ ใช้ผ้าไหมไทย ตอนนั้นท่านยังไม่มี ‘ศูนย์ศิลปาชีพ’ ผ้าไหมไทยที่ท่านใช้คือของ ‘จิม ทอมป์สัน’ ส่วนใหญ่เป็นผ้าผืน
Balmain มีหลักการออกแบบฉลองพระองค์ให้พระพันปี คล้ายกับ ‘นอร์แมน ฮาร์ตเนลล์’ มีหลักการออกแบบ คือว่าเวลาอยู่ท่ามกลางฝูงชน จะต้องโดดเด่น สง่างาม
กิมมิค หรือรายละเอียดตรงนี้ ช่วยเสริมด้านการต่างประเทศของไทย ในแง่ของด้านการทูตสาธารณะด้วย รวมถึงในแง่ของการสร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้เข้าเฝ้า ไม่ว่าจะเป็นระดับประมุขแห่งรัฐ หรือประชาชนของประเทศนั้นๆ
แต่ในส่วน ‘ชุดไทย’ ผมมองว่ามันมีมิติในเชิงด้านการทูตวัฒนธรรมด้วย ในแง่ของการที่พระองค์ทรงเป็นตัวแทนประเทศ ในการไปนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าเป็นความเป็นไทย ออกสู่สายตานานาชาติ” ดร.ศิบดีอธิบาย
ความทันสมัยแบบสากล
สู่อัตลักษณ์ไทย
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า จากการศึกษาเรื่องพัสตราภรณ์ หากเปรียบเทียบกับ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง?
ดร.ศิบดีอธิบายว่า ในสมัยรัชกาลที่ 7 เรายังไม่มีแบบแผนชุดประจำชาติที่แน่นอน
“สิ่งที่ทั้งในหลวงรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงคำนึงเป็นอย่างมาก คือ การฉลองพระองค์ให้ถูกต้องตามธรรมเนียมสากล สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ท่านเสด็จฯเยือนประเทศในเอเชียก็ดี ในยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา สหรัฐ ท่านทรงฉลองพระองค์สากลหมด เพื่อความถูกต้องทางการทางด้านการทูตอย่างหนึ่งด้วย และเพื่อความเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้มีความทันสมัย (Modernize) ด้วยความที่ประเทศไทยยุคนั้น ในสายตาชาติตะวันตกเป็นประเทศเล็กในโซนเอเชียตะวันออก ไม่ได้เป็นมหาอำนาจอะไร
ผมมองว่า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในฐานะที่ท่านทรงเป็นพระราชินีสยามที่ทำหน้าที่ตามแบบพระราชินีในโลกตะวันตก หรือภริยาประธานาธิบดีสหรัฐ ท่านต้องคำนึงถึงรายละเอียดของฉลองพระองค์ ต้องถูกต้องตามธรรมเนียมทางด้านการทูต และต้องทันสมัยด้วย เพื่อไม่ให้ชาติตะวันตกดูแคลน
ในส่วนของ สมเด็จพระพันปีหลวง โจทย์การแต่งกายของท่าน ก็มีทั้งชุดไทยและชุดสากล สมเด็จพระพันปีหลวง ท่านทรงมองว่า ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ยุคที่ท่านเสด็จฯไปอเมริกาเป็นศูนย์กลางอำนาจโลกแล้ว เมืองไทยเราเองคงยังเป็นประเทศเล็กอยู่ในโซนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วเรามีนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับอเมริกา โลกตะวันตกด้วย
ถ้ามองในเชิงศักยภาพประเทศ ประเทศไทยมิได้มีศักยภาพเทียบเท่าสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่เราสามารถนำเสนอต่างชาติได้ แสดงศักยภาพต่อชาติตะวันตกได้ คือ ‘วัฒนธรรม’ ซึ่งเราสามารถนำเสนอได้ว่าประเทศไทยเรามีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมมาแต่โบราณ และสิ่งใดที่จะเอาไปยืนยันกับชาติตะวันตกเหล่านั้นได้ ก็คงต้องเป็นชุดไทย ที่จะเพื่อพรีเซ็นต์ความยาวนานของประวัติศาสตร์ประเทศไทยได้” ดร.ศิบดีทิ้งท้าย
ภาพจำคนไทย ในสิ่งพิมพ์เก่า
ฉลองพระองค์อันงดงาม ภาพแทนของชาติ
ด้าน เอนก นาวิกมูล เล่าถึงความทรงจำ ในฐานะคนที่เติบโตมาในยุคหลังปี 2490 ว่า เกิดในปี 2496 และเติบโตมากับพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง ที่ติดอยู่ตามบ้าน ร้านค้า และร้านกาแฟ เป็นภาพที่คนในยุคนั้นคุ้นตากันมาก
“บ้านของผมเป็นร้านขายหนังสือ ทำให้ได้เห็นพระฉายาลักษณ์ผ่านสิ่งพิมพ์หลากหลายประเภทมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นแบบเรียนเก่า หนังสืออนุสรณ์ รวมถึงนิตยสารต่างๆ เช่น ศรีสัปดาห์ สตรีสาร และสกุลไทย
นอกจากนี้ ยังมีปกสมุดนักเรียน ที่ในอดีตจะนิยมพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไว้บนหน้าปก ซึ่งผมมีโอกาสได้เห็นทั้งจากประสบการณ์วัยเด็ก และจากบ้านนักสะสม บางชิ้นเก่าก็สามารถย้อนไปได้ถึงรัชกาลที่ 5
อีกสิ่งหนึ่งที่ได้สะท้อนวัฒนธรรมภาพในสังคมไทยยุคก่อนคือ ปฏิทิน โดยเฉพาะปฏิทินแขวนแบบฉีกวัน ในช่วงทศวรรษ 2490-2500 มักแจกตามร้านค้าหรือสถานประกอบการ ปัจจุบันแทบไม่พบแล้ว เพราะผู้คนหันไปดูปฏิทินผ่านโทรศัพท์มือถือทดแทนไปแล้ว
ยกตัวอย่างภาพชิ้นหนึ่งจากจังหวัดสงขลา ดูเหมือนจะยังไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน เป็นภาพของร้านขายยาในตัวเมืองที่นำมาตัดแปะลงบนสิ่งพิมพ์ สะท้อนถึงวิธีการผลิตและเผยแพร่ภาพในยุคก่อนได้อย่างน่าสนใจ
พระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวงในวัยเยาว์ กลับเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ค่อนข้างน้อย ทั้งที่พระองค์ประสูติในปี 2475 ซึ่งเป็นปีสำคัญทางประวัติศาสตร์ และต่อมาได้เสด็จฯตามพระชนกไปประทับในหลายประเทศ
รูปวัยเด็กเรายังไม่ค่อยเห็น จนตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเห็น นี่เป็นอีกความท้าทายหนึ่งของนักสะสมว่าจะสามารถค้นพบภาพจากช่วงเวลานั้นเพิ่มเติมได้หรือไม่” เอนกกล่าว
อีกหนึ่งเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คือ ‘ฉลองพระองค์’ โดยเอนกกล่าวว่า ในช่วงปี 2502-2503 ได้เริ่มเห็นการก่อตัวของชุดไทยพระราชนิยม ที่มีหลากหลายรูปแบบ และกลายเป็นภาพจำที่สวยงาม ซึ่งความน่าสนใจของการออกแบบฉลองพระองค์ในยุคนั้น ยังคงความสวยที่ยังทันสมัย ซึ่งยังร่วมสมัย แม้ผ่านเวลามานาน คนในยุคนี้ก็ยังสามารถสวมใส่ได้โดยที่ไม่รู้สึกว่ามันล้าสมัยเลย
“สำหรับหนังสือ ‘สิรินิรันดร์ พระพันปีหลวง’ ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านแล้วเห็นภาพสวยหรือภาพหายาก แต่ยังได้เห็นความหมายของพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ทรงปฏิบัติมาตลอดพระชนม์ชีพเกือบ 70 ปี” เอนกเผยมุมมอง
‘สิรินิรันดร์ พระพันปีหลวง’
หนังสือภาพทรงคุณค่า ‘หาชมที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว’
เมื่อพูดถึงหนังสือ ‘สิรินิรันดร์ พระพันปีหลวง’ สำหรับ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ รู้สึกขอบคุณสำนักพิมพ์มติชนที่เห็นคุณค่าของการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เพราะเป็นสมุดภาพที่รวบรวมพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระพันปีหลวง มาเผยแพร่อย่างสมพระเกียรติ
“พระฉายาลักษณ์จำนวนมากในเล่ม เป็นสิ่งที่ผมเองได้สะสมมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจากการซื้อ การค้นหา และการได้รับบริจาคจากนักสะสม หลายภาพล้วนเป็นของหาดูไม่ได้จากที่อื่น
ผมและสำนักพิมพ์มติชนเห็นชอบตรงกันว่าเราจะดำเนินการเรื่องการทำสมุดภาพรวมพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวง ให้ทรงคุณค่า จนได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือไซซ์ใหญ่มาก ด้วยความคมชัดหาจากที่ไหนไม่ได้
ความพิถีพิถันของหนังสือไม่ได้อยู่แค่การรวบรวมภาพสวย แต่ยังอยู่ที่การคัดเลือกและจัดวางแบบไหนให้เกิดความน่าสนใจ” ธงชัยกล่าว
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงพระฉายาลักษณ์ที่สำคัญยิ่ง โดยระบุถึงพระฉายาลักษณ์เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินกลับเมืองไทย โดยเวลานั้นทรงมีพระสถานะเป็นพระคู่หมั้น ต่อจากนั้น ทรงมีพระราชกรณียกิจในระหว่างที่ยังไม่ได้เข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส
“ทุกภาพในหนังสือมีความคมชัดสูง เพราะได้รับการสนับสนุนจากนักสะสมที่เก็บฟิล์มขนาด 120 เอาไว้ ซึ่งเมื่อนำมาสแกนแล้วสามารถขยายภาพได้ โดยที่ไม่แตก
เป็นหนังสือที่มีมาตรฐานการพิมพ์สูง การจัดรูปเล่มมีความตั้งใจและพิถีพิถันมาก จนมองว่าเป็นหนังสือที่ควรเก็บรักษาไว้ เพราะมีคุณค่าในตัวเอง” ธงชัยกล่าว
หนังสือทั้ง 2 เล่ม นับเป็นผลงานทรงคุณค่า ทั้งในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ และแหล่งรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และความทรงจำล้ำค่าของพสกนิกรไทย มิอาจลืมเลือน
อมันด้า หมุดบิลและ
นูริณฮัยฟาร์ สะแม

