
21 เมษายน พุทธศักราช 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ทรงสถาปนา ‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์’ ขึ้นเป็นเมืองหลวงแห่งสยามประเทศ
ในยุคแรกตั้งมีประชากรไม่ถึง 2 แสนคน เขมร ลาว มอญ และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ถูกเกณฑ์มาร่วมก่อร่างสร้างเมือง
กำแพง คูคลอง บ้านช่อง มาจากแรงงานของผู้คนหลากหลาย
244 ปีต่อมา เมื่อพุทธศักราช 2569 ประชากรกรุงเทพฯ ตามทะเบียนบ้านมีถึง 5.5 ล้านคน ยังไม่นับประชากรแฝง
และต่อไปนี้คือเรื่องราวของกรุงเทพมหานครที่เสถียรสถาพรมาจนถึงวันนี้

06.54 ฤกษ์ดี
ตั้งเสาหลักเมือง
หนังสือ โหราประชาธิปไตย ผลงาน เอโดอาร์โด ซีอานี แปลโดย ปรีดี หงษ์สต้น ระบุไว้ในตอนหนึ่งว่า
‘… 21 เมษายน พุทธศักราช 2325 เวลา 06.54 นาฬิกา เป็นเวลาที่เสาไม้ชัยพฤกษ์อันศักดิ์สิทธิ์ได้ถูกอัญเชิญลงสู่หลุมที่ขุดขึ้นทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ในปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร
เสาหลักเมืองทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นแกนกลางของจักรวาลตามคติจักรวาลวิทยาแบบพราหมณ์พุทธ ดังนั้นเสาหลักเมือง จึงมีความสำคัญในฐานะการประกาศ ว่าเมืองใดเมืองหนึ่งจะเป็นศูนย์กลางของพระนคร
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมุ่งมั่นที่จะทำพิธีนี้ด้วยฤกษ์ดี เหมาะสมที่สุด ซึ่งคำนวณมาเป็นอย่างดี
ช่วงเวลาที่เสาหลักเมืองปักลงสู่ผืนดิน จะเป็นตัวกำหนดการกำเนิดของเมืองและดวงเมือง ซึ่งเป็นโชคชะตาทางโหราศาสตร์ของเมืองนั้น
โหรหลวงในราชสำนักของในหลวงรัชกาลที่ 1 ได้รับมอบหมายให้จัดเตรียมการอย่างพิถีพิถัน โดยมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการคำนวณทิศทาง ฤกษ์ผานาที และยังกำหนดว่าราชอาณาจักรใหม่จะต้องตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ ซึ่งเป็นทิศมงคล เพราะทิศตะวันออก เป็นทิศที่พระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า จึงเป็นทิศที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการอุบัติขึ้นของราชวงศ์ การเถลิงถวัลยราชสมบัติของกษัตริย์ผู้เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ และการตรัสรู้ของธรรมราชา ผู้เปรียบเสมือนพระพุทธองค์
นอกจากนี้ โหรหลวงยังได้กำหนดจุดที่เหมาะสมในการตั้งเสาหลักเมือง ว่าเป็นตำแหน่งศีรษะของนาคน้ำ ที่ระบุไว้ในตำราพิชัยสงคราม
โหรในยุคหลังให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า พวกเขาได้คัดเลือกฤกษ์ในการตั้งเสาหลักเมืองเมื่อพระอาทิตย์สถิตอยู่ในราศีเมษอันเป็นมหาอุจจ์
พร้อมกันนั้น ดาวอังคารสถิตอยู่ในราศีพฤษภ เพื่อจะทำให้กองทัพแข็งแกร่ง และดวงจันทร์สถิตอยู่ในราศีกรกฎ เพื่อจะทำให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
เช้าวันนั้น พระกนิษฐาของในหลวงรัชกาลที่ 1 ทอดพระเนตรเห็นพระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งถือเป็นลางดี
ในชั้นหลังต่อมาโหรคนสำคัญอย่าง เทพย์ สาริกบุตร ผู้ศึกษาพิธีกรรมตั้งเสาหลักเมืองในครั้งนั้น กล่าวว่า
ในพิธีจะมีการเป่าสังข์ ประโคมดนตรี และยิงสลุต ทว่าในเวลาที่เสาหลักเมืองกำลังถูกหย่อนลงสู่ก้นหลุม
ท่ามกลางเครื่องหอมมงคลที่ส่งกลิ่นอบอวลไปพร้อมกับกลิ่นเขม่าดินปืน
ทันใดนั้น มีงูตัวเล็กๆ 4 ตัว เลื้อยขดอยู่ในหลุมนั้น
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ติด เหล่าโหรหลวงจึงไม่ได้หยุดการทำพิธี
งูทั้ง 4 ตัวนั้นจึงยังคงถูกฝังอยู่ในหลุมเสาหลักเมืองตลอดมา…’
จากบางกอก สู่ ‘กรุงเทพทวารวดี’
ถึงกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์
สำหรับชื่อบางกอก อันเป็นชื่อเดิมของกรุงเทพฯ
สันนิษฐานว่า เป็นชื่อเก่าตั้งแต่ก่อนขุดคลองลัดที่มีคลองสาขาเล็กๆ เรียก ‘คลองบางมะกอก’ เพราะมีต้นมะกอกน้ำจำนวนมาก จึงเรียกชื่อพื้นที่ปากคลองเชื่อมแม่น้ำสายเก่าว่า ‘บางมะกอก’ มีวัดของชุมชนเรียก ‘วัดมะกอก’ ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอรุณราชวรารามฯ
เป็นที่ทราบกันดีว่า ชื่อ Bangkok ที่โลกรู้จัก มาจาก บางกอก
ชาวต่างชาติรู้จักกรุงเทพฯในนาม บางกอก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเป็นชุมชนอยู่อาศัย กระทั่งมีความสำคัญขึ้นตามลำดับหลังขุดคลองลัดที่ขยายออกเป็นเส้นทางการคมนาคมใหม่ที่ปลอดภัยระหว่างอ่าวไทยกับกรุงศรีอยุธยา เป็นจุดพักเรือนานาชาติ เติบโตเป็นเมืองในที่สุด
โดยรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ครองราชย์ พ.ศ.2091-2111) ยกฐานะบางกอกขึ้นเป็นเมือง มีชื่อในทำเนียบหัวเมือง เรียก ‘ธนบุรีศรีมหาสมุทร’ สื่อถึงการอยู่ใกล้ทะเลสมุทร คืออ่าวไทย
นามบางกอกในเอกสารต่างชาติปรากฏหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วัน วลิต หรือ ฟาน ฟลีต พ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ พ.ศ.2182 ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
โดยในตอนหนึ่งกล่าวถึงนิทานเรื่อง ‘เจ้าอู่ทอง’ มีเนื้อหากล่าวถึงการสร้างเมือง 2 เมืองก่อนสร้างอยุธยา ความว่า
‘พระเจ้าอู่ทองก็ได้สร้างเมืองคองขุดเทียมและบางกอก’
โดยชื่อตามเอกสาร สะกดว่า Chongh Cout Thiam and Bangkocq
บางกอก คือ กรุงเทพในปัจจุบัน ส่วน คอขุดเทียม เชื่อกันว่าอาจหมายถึง บางขุนเทียน บนเส้นทางคลองด่านนั่นเอง
นอกจากนี้ ในเอกสารของ นิโกลาส์ แชรแวส ทูตฝรั่งเศส ปรากฏคำว่า BANKOC โดยระบุว่า
‘BANKOC เป็นสถานที่อันมีความสำคัญที่สุดแห่งราชอาณาจักรสยามอย่างปราศจากข้อสงสัย…’
ครั้นเข้าสู่สมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สถาปนาบางกอกขึ้นเป็นเมืองหลวง
พระราชทานนามใหม่ให้สอดคล้องกับนามพระพุทธรัตนปฏิมากรว่า
‘กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’
หมายถึง พระมหานครที่ดำรงรักษาพระมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นแก้วอย่างดีมีสิริอันประเสริฐสำหรับพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ประดิษฐานกรุงเทพมหานครนี้
สำหรับชื่อเรียกในเอกสารร่วมสมัยในช่วงเวลาดังกล่าวคือ ‘กรุงรัตนโกสินทร์อินทรอยุธยา’
อย่างไรก็ตาม ในสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 3 ยังปรากฏชื่อกรุงเทพฯว่า ‘กรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์’ ดังเช่นนามเดิมของกรุงศรีอยุธยาที่ว่า ‘กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา’
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแปลงสร้อยนามกรุงเทพฯจาก บวรรัตนโกสินทร์ เป็น อมรรัตนโกสินทร์ นอกนั้นคงไว้ตามเดิม
โคลงสามกรุง พระนิพนธ์ น.ม.ส. พรรณนาว่า
กรุงเทพมหานครนี้ นามรบิล
อมรรัตนโกสินทร์ ต่อสร้อย
ย้ายจากฟากแผ่นดิน ตะวันตก
ผาดผุดดุจดังย้อย หยาดฟ้ามาดินฯ

เขมรขุดคูน้ำ ลาวก่อกำแพง
ร่วมสร้างกรุงยุคแรกตั้ง
สุจิตต์ วงษ์เทศ เจ้าของผลงาน ‘กรุงเทพฯ มาจากไหน?’ ระบุว่า สมัยรัชกาลที่ 1 มีการเกณฑ์คนทำอิฐขึ้นใหม่บ้าง ให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าบ้าง
ทั้งยังมีการรื้อป้อมวิชเยนทร์ บริเวณปากคลองตลาด และกำแพงเมืองธนบุรีฟากตะวันออก คลองคูเมืองเดิม แล้วให้ขยายพระนครกว้างออกไปกว่าเก่า ถึงตรงที่เป็นคลองโอ่งอ่างปัจจุบัน
เกณฑ์เขมรแขกจามเข้ามาขุดคลองคูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่วัดสังเวชไปออกแม่น้ำข้างใต้ที่วัดบพิตรพิมุข ให้ชื่อว่าคลองรอบกรุง
ขุดคลองเชื่อมคลองรอบกรุงกับคลองคูเมืองเดิม 2 คลอง คลองหนึ่งคือคลองข้างวัดราชบพิธ อีกคลองหนึ่งข้างวัดราชนัดดากับวัดเทพธิดา ทำสะพานช้างและสะพานน้อยข้ามคลองภายในพระนครหลายตำบล
ขุดคลองใหญ่เหนือวัดสระเกศ เรียก คลองมหานาค เหมือนครั้งกรุงเก่า
แขกจามที่เข้ารีตอิสลามอยู่ในเมืองเขมร เมื่อขุดคลองคูเมืองและคลองมหานาคแล้ว ก็โปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งคลองสืบมาถึงทุกวันนี้ เรียกบ้านครัว (หมายถึงถูกกวาดต้อนมาทั้งครอบครัว เลยเรียกยกครัว กลายเป็นบ้านครัวในปัจจุบัน)
เกณฑ์ลาวเมืองเวียงจัน ตลอดจนหัวเมืองลาวริมแม่น้ำโขง เข้ามาขุดรากก่อกำแพงเมือง และสร้างป้อมเป็นระยะๆ รอบพระนคร
ลาวที่ถูกเกณฑ์ทั้งหมดนี้ไม่ได้กลับถิ่นเดิม เพราะการสร้างบ้านแปลงเมืองไม่ได้เสร็จในคราวเดียว หากทำต่อเนื่องหลายรัชกาล พวกที่เกณฑ์มาจึงตั้งหลักแหล่งกระจายทั่วไปตามแต่นายงานจะสั่งให้อยู่ตรงไหน ทำงานที่ไหน
ที่สุดแล้วก็สืบโคตรตระกูลลูกหลานตั้งหลักแหล่งถาวรอยู่ในบางกอก กลายเป็นคนกรุงเทพฯ
เมื่อแรกสร้างมีกำแพงพระนครและคูพระนคร
มีชานกำแพงพระนครด้านตะวันออกเลียบคลองโอ่งอ่าง เป็นหลักแหล่งของเขมร, ลาว, และไพร่ที่ถูกเกณฑ์จากที่ต่างๆ มาเป็นแรงงานสร้างพระนคร
มีเนื้อที่ในกำแพงพระนคร 2,163 ไร่ กำแพงสูงประมาณ 3.60 เมตร หนาประมาณ 2.70 เมตร มีประตู 63 ประตู มีป้อม 14 ป้อม มีนามเรียงตามลำดับตั้งแต่มุมตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนี้
ป้อมพระสุเมรุ อยู่หัวมุมกำแพงเมืองด้านเหนือ เป็นป้อมใหญ่ มี
หอรบสูง เลียนแบบป้อมเพชรที่พระนครศรีอยุธยา
ป้อมยุคนธร อยู่หน้าวัดบวรนิเวศ
ป้อมมหาปราบ อยู่ระหว่างสะพานผ่านฟ้าลีลาศกับสะพานเฉลิมวันชาติ
ป้อมมหากาฬ อยู่เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ หน้าวัดราชนัดดาราม
ป้อมหมูทลวง อยู่หน้าลหุโทษเดิม ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะ
ป้อมเสือทยาน อยู่ระหว่างป้อมหมูทลวงกับสะพานดำรงสถิต (หรือสะพานเหล็กบน) ที่ถนนเจริญกรุง
ป้อมมหาไชย อยู่หน้าวังบูรพาภิรมย์
ป้อมจักรเพชร อยู่หัวมุมกำแพงเมืองด้านใต้
ป้อมผีเสื้อ อยู่บริเวณปากคลองตลาด หัวมุมปากคลองคูเมืองเดิม
ป้อมมหาฤกษ์ อยู่ตรงโรงเรียนราชินีล่าง (ทับรากฐานเดิมของป้อม
วิชเยนทร์สมัยอยุธยาที่ให้รื้อไปก่อนแล้ว)
ป้อมมหายักษ์ อยู่ตรงตลาดท่าเตียน เยื้องหน้าวัดโพธิ์
ป้อมพระจันทร์ อยู่บริเวณตลาดท่าพระจันทร์
ป้อมพระอาทิตย์ อยู่ปากคลองท่าช้างวังหน้า บริเวณที่เป็นรากฐานสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฝั่งพระนคร
ป้อมอิสินธร อยู่ระหว่างป้อมพระอาทิตย์กับป้อมพระสุเมรุ
ทุกวันนี้เหลือซากอยู่ 2 ป้อม คือป้อมพระสุเมรุกับป้อมมหากาฬ
มีประตูเข้าออกอยู่ระหว่างป้อม เช่น ประตูสามยอดเป็นประตูใหญ่
มีสามยอด กับประตูเล็กเรียกประตูช่องกุดเป็นระยะๆ
ประตูผี เป็นช่องขนศพจากในเมืองไปเผานอกเมือง
กำแพงพระนครด้านแม่น้ำเจ้าพระยาที่เป็นวังหลวงกับวังหน้า จะใช้กำแพงวังเป็นกำแพงป้องกันพระนครเช่นเดียวกับพระนครศรีอยุธยา

กรุงเทพฯ ยุคแรกสร้าง
ประชากร‘ไม่เกิน 2 แสน’
สำหรับจำนวนประชากรกรุงเทพฯ ยุคแรกๆ ไม่มีบันทึกชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการของ เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง ขุนนางชาวอังกฤษ ที่เข้ามายังบางกอกในสมัยรัชกาลที่ 4 หลังสถาปนากรุงเทพฯ 73 ปี ระบุว่าจำนวนประชากรทั่วทั้งพระราชอาณาจักรสยามมีไม่เกิน 5 ล้านคน เป็นประชากรของกรุงเทพฯไม่เกิน 3 แสนคน โดยการอ้างอิง แล้วคำนวณจากข้อมูลที่มีผู้บันทึกไว้ก่อนหน้า อย่าง ลาลูแบร์ และสังฆราช
ปัลเลอกัวซ์
เมื่อมีการวิเคราะห์ตัวเลขจากบันทึกดังกล่าวแล้วสันนิษฐานว่า ยุคต้นกรุงเทพฯย่อมต้องมีประชากรน้อยกว่านั้น โดยน่าจะมีเพียง 1-2 แสนคน เนื่องจากหลังสร้างกรุงแล้ว จึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกและเกณฑ์ไพร่พลเข้ามาคราวละมากๆ เช่น สมัยรัชกาลที่ 1 เกณฑ์คนจากเขมร ลาว สมัยรัชกาลที่ 2 มีมอญเข้ามาสวามิภักดิ์ สมัยรัชกาลที่ 3 กวาดต้อนลาวเข้ามาเพิ่มอีก
ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมกลุ่มชาวจีนที่ทยอยเดินทางเข้ามาในบางกอกอยู่เรื่อยๆ
กลุ่มคนเหล่านี้ได้ตั้งรกรากอยู่อาศัย กลายเป็น “คนกรุงเทพฯ” และ “คนไทย” ในเวลาต่อมาสืบถึงทุกวันนี้
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของข้อความจากบันทึก เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง
‘บาทหลวงปัลเลอกัวซ์กล่าวถึงการสำรวจสำมะโนประชากรของทางการว่า ชาวสยามมิได้จำแนกประชากรที่เป็นชายชรา หรือสตรี หรือเด็ก ออกจากกันแต่อย่างใด สำหรับคำถามทั้งหมดที่ถามถึงจำนวนราษฎร
คำตอบที่ได้คือ ชายจำนวนมาก ท่านได้ประมาณการว่าจำนวนโดยทั่วไปมี 5 เท่าของจำนวนที่ได้มีการบันทึกไว้…
ลาลูแบร์กล่าวว่า ในสมัยของท่านนั้น ประชากรของสยามคะเนได้ว่ามีอยู่ราว 1,900,000 คน แต่ท่านคิดว่าคงต้องลดยอดดังกล่าวลงบ้าง เพราะได้มาจากการตอบคำถามแบบขอไปทีและการพูดไม่จริงอันเป็นอุปนิสัยของคนตะวันออก’
ทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของภาพอดีตกาลที่ยังคงซ้อนทับกับปัจจุบันของกรุงเทพฯในวันนี้ ในปีที่ 244 ของกรุงรัตนโกสินทร์
พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
