ขุดระเบิดเวลา อากาศ(ไม่)สะอาด
ฟังความจริง ก่อนตีตรา
‘คนเผาป่า’ หรือ ‘รัฐรวมศูนย์’ คือปัญหา?
ภาพที่ชวนให้ช็อก ยิ่งกว่าฮอตสปอต
คือเยาวชนตัวเล็กๆ จามเป็น ‘เลือด’
วิกฤตนี้สาหัส ไฟป่าทางภาคเหนือพาเราเดินมาถึงจุดที่ ‘เชียงใหม่’ นครแห่งสายหมอก ถูกจัดว่าคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก จมฝุ่นกันทั้งภูมิภาค
ลามไปถึงชุมชนด่านหน้า กลับต้องเผชิญกับพายุควันลูกที่สอง คือการถูกตีตราว่าเป็นคน ‘จุดไฟ’
เพราะเข้าไปหา เห็ดถอบ ผักหวาน ไข่มดแดง ก็เลยต้องเผา?
อะไรคือชนวนที่แท้ของเพลิงที่โหมใส่?
ไม่นานมานี้ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ชวนล้อมวงถก วิกฤตไฟป่าภาคเหนือ เมื่อรัฐคุมเข้ม ‘ปิดป่า-ห้ามเผา’ กะเทาะมายาคติที่คุมขังซ้ำเติม ‘คนอยู่กับป่า’ ให้ตกเป็นจำเลยของสังคม
เปิดใจรับฟังความจริงอีกมุมก่อนจะตีตรา
เกิดคำถามจากฟากชาวบ้านว่า หลังรัฐประกาศ ‘มาตรการห้ามเผา’ อีกทั้งคำสั่งปิดป่า ทั้งป่าสงวนและอนุรักษ์ ทว่า เหตุใดยังลามทุ่ง คุมเพลิงไม่ได้?
หันไปมองหาโซลูชั่นก็เห็นเพียง ‘ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’ (CLEAR Sky Strategy) เป็น Hotline ที่คล้ายกับมีไว้เพื่อรายงานกลุ่มควันข้ามพรมแดนเท่านั้น
ตีขลุมตื้นเขินว่าเกิดจาก ‘จุดไฟเผา’ ดูจะไม่ยุติธรรม
ต่อไปนี้ คือข้อมูลวงในที่น้อยคนจะรับรู้
ความรู้มี แต่ไร้อำนาจ
ไม่มีใครทำลายแหล่งปากท้องของตัวเอง
เริ่มด้วยผู้ได้รับผลกระทบ จากคำสั่ง
และยังเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่เข้าไปเผชิญไฟในพื้นที่
จรัสศรี จันทร์อ้าย จากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ เล่าสถานการณ์หลังประกาศห้ามเผา
ส่วนตัวอยู่ อ.ดอยสะเก็ด ในพื้นที่ป่าอุทยาน ก่อนจะมี PM2.5 เต็มเมือง เห็นความน่าสงสัย
“คือเริ่มมีโดรนบินตลอดเวลา ตรวจตราเข้มข้น จนสื่อเริ่มเล่นข่าว
โดรนจับได้ว่ามีคนจุดไฟ แต่ไม่ได้บอกสาเหตุ มันสร้างความตื่นตระหนก”
ไฟที่มากขนาดนี้ต้องมีหลายปัจจัย ไม่ใช่มองชุมชนเป็นแพะ
“ทั้งที่ปกติ มี.ค.บ้านเรา ใบ้ไม้แห้งจะร่วง ต้องไปทำแนวกันไฟแล้ว 1 รอบ แต่เราไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงได้อย่างภาครัฐ มันก็สะสม” จรัสศรีชี้ให้เห็นปัญหาส่วนหนึ่ง
ก่อนจะเล่าต่อไปว่า
“ของเราเป็นบ้านกะเหรี่ยง อยู่เขตติดต่อระหว่างบ้านพื้นราบ กับอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้”
ทำให้เห็นว่าการจัดการของชุมชนมันมีความรู้ว่าใบไหม้แห้งเวลาไหน ควรทำแนวขนาดไหนให้ไฟไม่เข้าบ้าน ในขอบเขต 6,000 กว่าไร่ที่เราดูแล ยังไม่เกิดไฟ แต่ไฟที่มันกำลังจะลามชุมชน คือไฟจากในเขตอุทยานบ้าง จากเขตป่าสงวนและข้างเคียงบ้าง เราไม่รู้ว่ามาจากไหน
บ้านของจรัสศรีอยู่ติดถนนเส้นเชียงใหม่-เชียงราย ข้อสันนิษฐานส่วนตัวคือ น่าจะมีการกำจัดเชื้อเพลิงริมทางหลวง แล้วไม่คุม
“ตอนนี้ชุมชนต้องปกป้องตัวเอง ทำแนวกันไฟ 1 รอบไม่พอ เม.ย.ก็ต้องทำอีกรอบ เพราะใบไม้แห้งตกลงมาอีกรอบ”

จรัสศรีเล่าว่า พื้นที่ห้วยหินลาด ทำไร่หมุนเวียน ทุกคนพยายามลงทะเบียนผ่านแอพพลิเคชั่น ‘FireD’ (ระบบขออนุญาตใช้ไฟ โดยบูรณาการข้อมูลดาวเทียมและพยากรณ์อากาศ จัดคิวในการเผา เพื่อลด PM2.5)
ยังไม่ทันได้จัดการเชื้อเพลิงเกษตร ไฟข้างนอกคืบคลานเข้ามา
คือผลกระทบที่สะท้อนผ่านการที่ชุมชนไม่สามารถบริหารพื้นที่ด้วยวิถีที่ทำกันมาทุกปี เพราะ อำนาจยังขึ้นอยู่กับผู้ว่าฯ
“ถ้ามองดูให้ดี ชุมชนเราแบ่งกัน ทั้งพื้นที่เกษตร ที่ต้องทำแนวกันไฟ ดูแลคูน้ำ ทำน้ำประปาภูเขา เราพยายามขนาดนี้ แต่จัดการพื้นที่ไม่ได้เลย เพราะขอบเขตซ้อนทับที่รัฐมาประกาศทับ ทั้งป่าสงวนและอุทยานฯ
อย่างกรณีที่บอกว่ามาจากการ ‘เก็บหาของป่า’ ไม่ใช่
มันไม่มีใครเผาแหล่งที่ต้องสร้างอาหารให้ตัวเอง

‘คืนสิทธิชุมชน’ ดูแลพื้นที่
หน้าที่รัฐคือด่านหน้า ‘เคลียร์ฝุ่นพิษข้ามพรมแดน’
จรัสศรีบอกด้วยว่า ที่ผ่านมางบจัดการป่าแทบตกไม่ถึง
ชุมชนต้องระดมทำแนวกันไฟกันเอง
นำมาสู่หนึ่งในข้อต้องสงสัย ถ้าไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ ‘ไฟป่า’ มาจากมนุษย์ หรือไม่?
จรัสศรีตอบในมุมคนที่อยู่กับป่า เมื่อไม่มีสิทธิเผา ก็ต้องปล่อยให้ ‘ใบไม้’ สะสมอยู่ตรงนั้น ถ้ามองอีกด้าน ‘กิจกรรมมนุษย์’ คือรัฐเองหรือไม่ ที่ขอกำจัดเชื้อเพลิงก่อนถึงฤดูกาล (ชิงเผา) แต่ไม่เคยควบคุมได้
“ทั้งๆ ที่มีทั้งคน งบ อุปกรณ์เยอะแยะ แต่ทำไมมันถึงลุกลาม”
เธอเสนอให้เคารพวิถีจัดการของชุมชน เพราะชุมชนเองก็พยายามยอมรับองค์ความรู้จากภาครัฐ
“คืนสิทธิให้ชุมชนในการวางแผน ต้องมีมาตรการที่ทั่วถึง ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่ฝ่ายเกษตรกรรม คุยกับทุกภาคส่วนที่สร้างฝุ่น ข้ามพรมแดน รัฐไปจัดการอะไรกับฝุ่นในประเทศเพื่อนบ้านบ้าง?
โรงงานปล่อยทั้งปี 365 วัน แต่ชุมชนจัดการไฟไม่กี่ชั่วโมง”

ต้นตอที่แท้ อำนาจรัฐรวมศูนย์
‘ไฟมา ป่าหมด’ ลดทอนด้วยวาทกรรม
เมื่อ PM2.5 แทบจะผูกโยงกับไฟป่า
มาตรการห้ามเผา จึงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง
แต่ข้อสงสัยคือ ทำไม PM2.5 ยังเพิ่มขึ้นทุกปี
สำหรับ สุรินทร์ อ้นพรม นักวิชาการอิสระด้านป่าไม้ บอกเลยว่า เราต้องยอมรับก่อน
“PM2.5 เป็นวิกฤตที่ทุกคนเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะในเมือง หรือจังหวัดไหน แต่ชายแดนหนักหนาสาหัสกว่า มีคนเจ็บ ตายจริง เลือดออกจริงแต่ยังมีวิกฤตชนชั้นกลาง ‘นักอนุรักษ์เขียวปี๋’ ด้วยทัศนคติที่มีต่อชุมชน คนเหล่านี้มักกระโจนไปผูกกับไฟป่า แต่ไม่ได้มองปัญหาอื่นเลย”
สุรินทร์ยกตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ‘มลพิษข้ามพรมแดน’ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลชัดขึ้นว่า การปลูกพืชเศรษฐกิจ อย่างข้าวโพด ขยายตัวในภูมิภาค มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของ PM2.5
“คือวิกฤตนี้สะท้อนความตื้นเขินน่าเศร้า ที่เขากระโจนไปโทษแต่ชาวบ้าน แต่ไม่แตะว่า อำนาจการจัดการไฟ จริงๆ แล้วอยู่ที่ 2 กรม คือ กรมอุทยานฯ กับกรมป่าไม้ ที่ยังผูกขาดอำนาจจัดการไฟ
แต่นักอนุรักษ์เหล่านี้ก็ไม่แตะปัญหา รัฐยังรวมศูนย์ ทำให้ชุมชนไม่สามารถใช้ความรู้-ทักษะ ให้สอดคล้องกับบริบท วิถีชีวิต และวัฒนธรรม”
สุรินทร์ชี้ว่านี่คือ บั๊ก ที่ชนชั้นกลางมองไม่เห็น

ก่อนปี 2520 ยังไม่มีปัญหา มีชุดองค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นมา ไฟ เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เช่น พืชบางอย่างต้องใช้ไฟกระตุ้นให้งอก
แต่หลังจากช่วงปี 2524 ที่มีการตั้ง ‘สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า’ ขึ้นมาโดยกรมป่าไม้
‘ไฟ’ กลายเป็น ‘ภัยคุกคามระบบนิเวศ’ เกิดวาทกรรม ‘ไฟมา ป่าหมด’ ถ้าไปในต่างจังหวัดเราจะเห็น Indicator ว่าวันนี้ไฟอยู่ระดับไหน 1-5
“โทษชาวบ้านที่อยู่ในเขตป่า ใช้ไฟในไร่หมุนเวียน ไม่แยกแยะว่าอันไหนไฟวัฒนธรรม จำเป็น วาทกรรมนี้คล้ายๆ กับลดทอนคุณค่าและองค์ความรู้ของชุมชนมาเรื่อยๆ”
เขายังยกข้อสังเกตที่น่าสนใจ แม้แต่การจัดการไฟของรัฐเองที่เรียกว่า ‘ชิงเผา’ ก็ย้อนแย้ง ตัวเองใช้ไฟจัดการป่าได้
กระทั่งในช่วง 3-4 ปีให้หลัง เกิดวาทกรรม Zero Burning
“ผมว่ามันเป็นผลส่วนหนึ่งจาก อำนาจรัฐรวมศูนย์ ที่พยายาม Engage กับชุมชน
แต่ไม่สามารถบอกสาธารณะได้ว่า ไฟเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศอย่างไร”
ไม่ได้กล่าวลอยๆ สุรินทร์หยิบข้อมูลเชิงลึก รายงานการเกิดไฟใน ‘ป่าอนุรักษ์’ ตั้งแต่ปี 2557-2568
บ่งชี้ว่ารัฐมีงบจัดการไฟป่ากว่า 500 ล้านบาทต่อปี เฉพาะหน่วยงานเดียวของกรมอุทยานฯ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
แต่ไม่เคยทำความเข้าใจกับสังคม
ไม่รีรอ โชว์สาเหตุการเกิดไฟป่า 8 ประเภท ทั้งเผาไร่, เก็บหาของป่า, ล่าสัตว์, เลี้ยงปศุสัตว์, นักท่องเที่ยวและผู้สัญจร, ความขัดแย้ง, ลักลอบทำไม้, อุบัติเหตุ/เลินเล่อ รวมถึงไม่ทราบสาเหตุ และอื่นๆ
มากสุดคือ เก็บหาของป่า 5,408 ครั้ง (ปี’68) พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
“กับปัญหาไฟป่า ใช้งบจากภาษี เพื่อจะมากล่าวหาประชาชนอีก? มันเป็นอะไรที่ไม่แฟร์มากๆ ดังนั้น เราต้องใช้องค์ความรู้ทั้งหมดที่รัฐมี กระจายออกไปให้มากขึ้น”
สุรินทร์ชี้ชวนให้เห็นพอยต์หลัก

‘ป่า’ ไม่มีกล้องวงจรปิด
กระบวนการมีส่วนร่วม มีปัญหา
จากข้อมูล ปี 2568-2569 งบจัดการไฟป่า 620 ล้านบาท + 122 ล้าน (พื้นที่เสี่ยง)
ส่วนใหญ่เน้นใช้ไปกับ ‘การสนับสนุนอาสาสมัครดับไฟ’ 300 บาท/วัน หรือ 900 บาท/เดือน
แต่ยังไม่เห็นเทคโนโลยี…
ในขณะที่เมื่อเราหันไปดู กทม.ตอนนี้ สร้างความร่วมมือจนมี Super Station หอส่องต้นตอฝุ่นสุดล้ำ ที่ชี้ถึงขั้น ‘แหล่งเผา’
ด้าน กัญญ์วรา หมื่นแก้ว มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ผู้เปิดบทสนทนา สงสัย ‘คำสั่งปิดป่า’
ระบุชัดว่า ถ้าจำเป็นต้องเข้าไปใช้ประโยชน์ในป่า ต้องลงทะเบียน บอกเลขประชาชน
“แต่ในป่าไม่มีกล้องวงจรปิด แล้วคุณรู้ได้ไงว่าไฟเกิดจากใคร?”
เป็นการสันนิษฐานที่ออกแนวเพ่งเล็งหรือไม่? เมื่อภาคเหนือเป็นแอ่งกระทะ ที่เผารอบบ้านจับมือใครดมไม่ได้
ด้าน สุรินทร์ ชี้ให้เห็นอีกส่วนคืองบซื้อ เทคโนโลยี ทั้งฮอตสปอต ดาวเทียม รัฐเอามาใช้เพื่อเสิร์ฟอำนาจตัวเอง เพื่อใช้ข่มขู่ แต่ไม่เคยจะซูมเข้าไปว่า Hotspot ที่เกิดขึ้น เป็นพื้นที่ป่าประเภทไหน ควรจัดการอย่างไรบ้าง
หรือประเมินแผนปฏิบัติการ เสี่ยงมาก-กลาง-น้อย แต่ก็ไม่เคยเอาแผนลงไปทำงาน
“กระบวนการมีส่วนร่วมมีปัญหามากๆ หน่วยงานที่ลงไปทำแผนร่วมกับชุมชนเพื่อทำแนวกันไฟ ไม่น่าจะมี อย่างกรมอุทยานฯ ก็อาจจะคอยดับไฟอย่างเดียว แต่การร่วมทำแนวกันไฟ ยังไม่เห็น”
สำหรับสุรินทร์ แม้ยังระบุได้ไม่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่หน่วยงานรัฐควรร่วมมือกับชุมชน
ถ้าเอาจริงและจริงใจ ไฟจัดการได้ ต้องสังคายนาความรู้กันใหม่
อีกทั้งยังเสนอว่า รัฐบาลต้องยก PM2.5 ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ
ไฟป่า เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปมใหญ่อย่างฝุ่นพิษ ที่ต้องสางข้ามพรมแดน
ข้อมูลเซอร์ไพรส์!
‘รัฐ’ ขอ ‘เผา’ มากกว่าชาวบ้าน
ขณะที่ ธนากร อัฏฐ์ประดิษฐ์ แรงงานวิชาการผู้สนใจการเมืองเรื่องป่าและไฟวิทยาชนพื้นเมือง
มองปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่อง ‘สิทธิจัดการผืนป่า’ มีข้อพิพาทในการใช้และจัดสรรที่ดินเสมอมา
“บ้านเรามันเป็น ‘ป่าตามคำนิยามของภาครัฐ’ ว่าควรจะเป็นป่าตามกฎหมายไหน ซ้อนทับกันตั้งแต่อยู่ในมุ้งกฎหมายของภาครัฐ แล้วมาซ้อนทับสภาพความเป็นจริงที่มีคนอยู่เต็มไปหมด ก่อนจะประกาศเขตป่า”
คือรากเหง้าของปัญหาในปัจจุบัน มีคนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟอยู่หลายกลุ่ม

ซึ่งมีความพยายามสร้าง แอพพลิเคชั่น ‘FireD’ เป็นตัวกลางจัดคิวเผา เพื่อคลี่คลายสถานการณ์
ธนากรชี้ข้อมูลที่น่าสนใจในปี 2567
“เราพบว่าหน่วยงานภาครัฐนี่นาที่เป็นผู้ใช้ไฟเกินครึ่ง 66% เป็นการชิงเผา เกษตรกรขอใช้ไฟ 28% และชุมชนขอใช้ไฟแค่ 4%”
เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่น่าเซอร์ไพรส์
จากนั้นยกตัวชี้วัดเรื่องการควบคุม PM2.5 ที่ยังไม่บรรลุ โยงกลับไปยัง แผนอากาศชาติ ที่หายไปกับสายลม และ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กลับมาดันกันใหม่
ธนากรมองว่า ในจักรวาลไฟมี 3 ระนาบซ้อนกันอยู่ที่ต้องดูคือ ป่าตามระบบนิเวศ ป่าตามที่รัฐขีดเส้น และป่าตามการใช้ประโยชน์ของชาวบ้าน
ความเป็นจริงคือ 2 ฟากของดอยในหมู่บ้านเดียวกัน ป่าคนละแบบก็มี
ยังไม่นับนโยบายจัดการป่า กฎหมายที่รัฐแก้ กลับไปซ้ำเติมอีกระนาบ ต้องคิดกันต่อ
ยุทธศาสตร์จัดการไฟแบบ ‘โมเสส’
‘เกษตรพันธสัญญา’ หนึ่งในที่มาฝุ่น?
ธนากรชวนมองภาพกว้างปัญหา ที่ต้องคิดหนักยิ่งกว่า ‘การจัดการไฟป่า’
มีงานศึกษาหลายชิ้นชี้ถึงความสัมพันธ์ของวิกฤตฝุ่น กับ เกษตรพันธสัญญา ที่เกี่ยวพันกับมิติทางเศรษฐกิจ อย่าง อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่เกิดขึ้นบนหัวเรา อย่าง ‘รัฐฉาน’
หลังจากเรามีความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอนุฯลุ่มน้ำโขง กลายเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนเป็นที่ปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว ป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมมหาศาล
“เรานี่แหละคือส่วนหนึ่งของปัญหานี้ จากข้าวโพดที่เอามาเลี้ยงสัตว์ อย่างน้อยผมกินเนื้อสัตว์แน่ๆ แล้วทำไมมันถึงเงียบจัง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ในระดับเปลี่ยนพื้นที่ 10 ล้านกว่าไร่ และเกี่ยวข้องกับปริมาณของควัน”
ซึ่งมีงานวิจัยมากมายว่า ถ้าแก้ตรงนี้จะลด PM2.5 ได้เกิน 40% ด้วยซ้ำ” ธนากรเน้นย้ำ
ก่อนเล่าข้อมูลอินไซต์ หลังจากมีคน/หน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับอีกฟากหนึ่งของ ‘ม่อน’ ชาวบ้านเริ่มสัมผัสได้ว่า ลักษณะไฟเปลี่ยนไป จนต้องเสริมแนวอีก เห็นตัวแปรใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกปี
แต่ส่วนตัวงงมากกับมาตรการปิดป่า จะปิดแบบใด?
“ถ้าชุมชนของผมตั้งอยู่ในนั้น หรือปิดเฉพาะทางนั้น โซนนี้ หรือคุณปิดป่าในความหมาย ปิดสิทธิการบริหารจัดการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างเช่นชุมชน หรือ?”
“ที่ตลกร้ายรองลงมา คือห้ามเผาเลย ทั้งที่หน่วยงานรัฐรู้ดีที่สุดว่าต้องใช้ไฟแน่ๆ กับใบไม้ที่อาจจะเสี่ยงกลายเป็นเชื้อเพลิงได้ สองคือ บางระบบนิเวศต้องเผาหน้าดินเพื่อเสริมประสิทธิภาพแนวกันไฟ และสามคือ กลุ่มพี่น้องที่อยู่ในป่า
ถ้ามันไม่เวิร์ก เราดูข้อมูลย้อนหลังได้ว่าเสียพื้นที่ป่าขนาดไหน บางชุมชนอยู่เป็นร้อยปี ถ้าคุณสมมุติฐานว่า การใช้ไฟของชาวบ้านมีปัญหาก็ว่ากันไป แต่การใช้นโยบายแบบนี้ มันไปกดทับศักยภาพ เราต้องพูดกันตรงๆ”
ก่อนจะยก ยุทธศาสตร์จัดการไฟ ที่น่าสนใจ ซึ่งเสนอโดย กอบศักดิ์ วันธงไชย เป็นลักษณะ ‘โมเสส’ คือแบ่งเป็นแปลงย่อยๆ แล้วหมุนเวียนไป แปลงไหนควรใช้ไฟปีไหน ควรเว้นเพื่อฟังก์ชั่นอะไร เช่น เพื่อระบบนิเวศ เพื่อคน
อย่างเช่น แปลงที่ 1 เพิ่งชิงเผา (สำหรับกระตุ้นต้นหญ้าให้สัตว์ป่า) แปลงที่ 2 เว้นไฟมา 5 ปี (ให้กล้าไม้แทงยอดสะสมอาหาร) แปลงที่ 3 เว้นไฟ 8 ปี (เตรียมพร้อมชิงเผา เพื่อลดเชื้อเพลิงรอบถัดไป) เป็นต้น
ดูอย่างพี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในการจัดการไร่หมุนเวียนก็ได้ หมุนเวียนพักแปลง ไม่ต่างกัน
“ด้วยลักษณะแบบนี้ พอโดนคำสั่งห้ามเผาทั้งจังหวัด มาตรการอนุญาตให้เผาทุกแปลงในห้วงเวลาเดียวกัน จึงไม่แปลกที่มันจะปะทุ เพราะขัดแย้งกันมาตั้งแต่แรก”
ทิ้งท้ายด้วยแอ๊กชั่น ที่รัฐทำได้เลยโดยไม่ต้องควักงบประมาณ
ธนากรฝากความหวังไว้กับ พร.บ.อากาศสะอาด และสิทธิชุมชน ที่ไม่รู้จะออกลูกไหน
ด้วยความหวาดหวั่น ว่าเมื่อจบฤดูไฟป่า คนในชุมชนจะเปลี่ยนความหมายทันที
จากผู้เผชิญหน้าเสียสละ กลายเป็นถูกกดทับอีกชั้น ภายใต้กฎหมายและประกาศที่ยังคงอยู่
อธิษฐาน จันทร์กลม

