โลกกำลังอยู่บนขอบเหวของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อันตราย ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยการโจมตีอย่างเป็นระบบของรัฐมหาอำนาจ บรรษัท และขบวนการต่อต้านสิทธิ ที่มีต่อระบอบพหุภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน
ล่าสุด เมื่อ 21 เมษายนที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงข่าวเปิดตัวรายงาน สถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69 พร้อมเปิดเผยผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนใน 144 ประเทศ ซึ่งนำไปสู่แนวทางที่ว่า รัฐต่างๆ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคม ต้องปฏิเสธการเมืองแบบต้นอ้อลู่ลม และต้องร่วมกันต่อต้านเพื่อขัดขวางการก่อตัวของระเบียบโลกแบบนักล่าดังกล่าว
ห้วงเวลาท้าทายที่สุดของยุคสมัย
มนุษยชาติเผชิญสงคราม ‘มิชอบด้วยกฎหมาย’
แอกเนส คาลามาร์ด เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยว่า เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อันตรายและท้าทายที่สุดช่วงหนึ่งของยุคสมัยของเรา มนุษยชาติกำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีจากขบวนการต่อต้านสิทธิข้ามชาติ และรัฐบาลที่มีลักษณะเป็นนักล่า มุ่งแสดงอำนาจนำผ่านสงครามที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ประณามการบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนที่ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เพียงการเซาะกร่อนระบบอีกต่อไป หากแต่เป็นการโจมตีรากฐานของสิทธิมนุษยชนโดยตรง รวมถึงหลักนิติธรรมระหว่างประเทศโดยผู้ที่มีอำนาจมากที่สุด เพื่อจุดประสงค์ในการควบคุม การลอยนวลพ้นผิด และผลกำไร
ความขัดแย้งที่บานปลายในตะวันออกกลาง เป็นผลจากการถอยหลังสู่ภาวะที่ไร้หลักนิติธรรม หลังจากการโจมตีอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐและอิสราเอล และการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้โดยเลือกเป้าหมาย ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ลุกลามอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการทำสงครามอย่างเปิดเผยต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ทำให้ประชาชนทั่วไปทั้งภูมิภาคต้องเผชิญกับความทุกข์ยากที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น วิกฤตนี้ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นทั่วโลก กระทบต่อกลุ่มประชากรในทุกแห่งหน และคุกคามการดำรงชีพของผู้คนหลายล้านคน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อบรรทัดฐาน สถาบัน และกรอบกฎหมายที่ถูกสร้างขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อปกป้องมนุษยชาติ ถูกทำลายลงเพื่อการครอบงำ
“รายงานประจำปี 2568 ของแอมเนสตี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงต่อการพังทลายของระบบอีกต่อไป หากแต่เป็นการบันทึกความล่มสลายที่กำลังเกิดขึ้น และเผยให้เห็นผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิมนุษยชน เสถียรภาพของโลก และชีวิตของผู้คนหลายล้านคน ทั้งในปี 2569 และในอนาคต เราเรียกร้องให้รัฐทั่วโลกดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปฏิเสธการเมืองแบบโอนอ่อนผ่อนตาม เอาชนะความกลัว และแสดงการต่อต้านผ่านทั้งถ้อยคำและการกระทำ ต่อการก่อตัวของระเบียบแบบนักล่า” เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว
ระบบยุติธรรมระหว่างประเทศถูกโจมตี
ก่อภัยคุกคามหลักพื้นฐาน ‘อย่างร้ายแรง’
รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก และการรวบรวมข้อมูลของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จากปีที่แล้วจนถึงในปีนี้ เผยให้เห็นการก่ออาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และการมุ่งโจมตีระบบยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อหลักการพื้นฐานที่รองรับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
อิสราเอลยังคงกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซา แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงในเดือนตุลาคม 2568 และยังคงใช้ระบบการแบ่งแยกเชื้อชาติต่อชาวปาเลสไตน์
สหรัฐอเมริกาได้ทำการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกว่า 150 ครั้ง ผ่านการทิ้งระเบิดใส่เรือในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงปฏิบัติการเพื่อการรุกรานเวเนซุเอลา ในเดือนมกราคม 2569 รัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนในยูเครน ขณะที่เมื่อปีที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาใช้เครื่องร่อนพาราไกลเดอร์ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านต่างๆ คร่าชีวิตพลเรือนไปหลายสิบราย ซึ่งในนั้นมีเด็กรวมอยู่ด้วย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีส่วนสนับสนุนความขัดแย้งในซูดาน โดยการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูงของจีนให้กับกองกำลังสนับสนุนเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งได้เข้ายึดครองเมืองเอล ฟาเชอร์ (El Fasher) เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา หลังจากปิดล้อมเมืองนาน 18 เดือน และก่อเหตุสังหารหมู่พลเรือนและใช้ความรุนแรงทางเพศ ขณะที่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก กลุ่มติดอาวุธ M23 ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากรวันดาได้ยึดครองเมืองโกมา (Goma) และบูคาฟู (Bukavu) และสังหารพลเรือนอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงทรมานผู้ถูกควบคุมตัว
ในช่วงต้นปี 2569 การใช้กำลังอย่างมิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งละเมิดต่อกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ ได้กระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีอิสราเอลและประเทศในกลุ่มความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ ขณะเดียวกัน อิสราเอลได้เร่งการโจมตีในเลบานอน ตั้งแต่การสังหารเด็กกว่า 100 ราย ในระหว่างการทิ้งระเบิดที่มิชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐอเมริกาต่อโรงเรียในอิหร่าน
ในอัฟกานิสถาน กลุ่มทาลิบันได้ยกระดับนโยบายแบบนักล่าเพื่อโจมตีผู้หญิง โดยขยายข้อห้ามต่างๆ ต่อผู้หญิง ทั้งการห้ามเข้าศึกษา ห้ามทำงาน และจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง ส่วนในอิหร่าน ทางการได้สังหารหมู่ผู้ชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนมกราคม 2569 ซึ่งอาจถือว่าเป็นการปราบปรามที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ
สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และรัสเซีย ได้ทำลายกลไกความรับผิดระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้ให้ความร่วมมือ และผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ขณะเดียวกัน ศาลรัสเซียได้ออกหมายจับเจ้าหน้าที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนั้นรัฐอื่นๆ อีกหลายแห่งยังถอนตัว หรือประกาศความประสงค์ที่จะถอนตัวจากธรรมนูญกรุงโรม และสนธิสัญญาห้ามการใช้ระเบิดลูกปรายและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ท่าทีผู้นำโลก ‘ยอมจำนนมากไป’
ยุโรปเพิกเฉยกลไกพหุภาคี
แอกเนส คาลามาร์ด ระบุด้วยว่า รัฐส่วนใหญ่ไม่เต็มใจหรือไม่พร้อมจะประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อิสราเอล หรือจีนอย่างต่อเนื่อง หรือไม่สามารถแสวงหาทางออกทางการทูตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สหภาพยุโรปและรัฐส่วนใหญ่ในยุโรปยังแสดงท่าทีเพิกเฉย หรือยอมรับการโจมตีของสหรัฐอเมริกา ต่อกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกพหุภาคี
อีกทั้งยังไม่ดำเนินมาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ที่ตกเป็นเป้าของการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกา รวมถึงผู้พิพากษาและพนักงานอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ อิตาลีและฮังการียังปฏิเสธที่จะจับกุมบุคคลตามหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศที่อยู่ในดินแดนของตน ขณะที่ฝรั่งเศส เยอรมนี และโปแลนด์ก็ส่งสัญญาณเป็นนัยเดียวกัน
“ผู้นำโลกต่างมีท่าทีที่ยอมจำนนมากเกินไป ท่ามกลางการโจมตีกฎหมายระหว่างประเทศและระบบพหุภาคี เราไม่อาจยอมรับการนิ่งเฉยและการเพิกเฉยของพวกเขาได้ นี่คือความล้มละลายทางศีลธรรม ซึ่งจะนำไปสู่ความถดถอย ความพ่ายแพ้ และการล้มล้างความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้มาอย่างยากลำบาก” เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์ฯ กล่าว
ปิดปากคนเห็นต่าง สร้างบรรยากาศแห่งความกลัว
ทำภาคประชาสังคมอ่อนแอ
รายงานล่าสุด ยังบ่งชี้ว่า เกิดการโจมตีอย่างต่อเนื่องต่อภาคประชาสังคมและขบวนการทางสังคมทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2568 โดยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการปิดปากและสร้างความอ่อนแอให้กับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน องค์กร และผู้เห็นต่าง ซึ่งเกิดขึ้นในเกือบทุกหนแห่งทั่วโลก
โดยเฉพาะในเนปาล และแทนซาเนีย ทางการใช้กำลังรุนแรงอย่างมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อปราบปรามการชุมนุมประท้วง ขณะเดียวกัน รัฐบาลในหลายประเทศ รวมถึงอัฟกานิสถาน จีน อียิปต์ อินเดีย เคนยา สหรัฐอเมริกา และเวเนซุเอลา ยังได้ปราบปรามการชุมนุมอย่างรุนแรง ดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่าง และใช้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและกฎหมายความมั่นคงในทางมิชอบ การบังคับบุคคลให้สูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม
ในสหราชอาณาจักร กลุ่ม Palestine Action ซึ่งเป็นเครือข่ายการชุมนุมประท้วงที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตอาวุธจากอิสราเอลและบริษัทในเครือ ถูกทางการระบุว่าเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมาย โดยใช้อำนาจตามกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่มีเนื้อหากว้างขวาง และจับกุมผู้คนมากกว่า 2,700 คน จากการเข้าร่วมการชุมนุมประท้วงโดยสงบ อย่างไรก็ตาม ศาลสูงแห่งสหราชอาณาจักรได้วินิจฉัยในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่าการออกคำสั่งเช่นดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกำลังยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินดังกล่าว
ทางการตุรกีควบคุมตัวผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบหลายร้อยคน ภายหลังการจับกุม เอเครม อิมาโมกลู (Ekrem ?mamo?lu) นายกเทศมนตรีและผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหนึ่งในกว่า 400 คน ที่ถูกดำเนินคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง ภายใต้ข้อกล่าวหาว่ามีการทุจริต
ทางการสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มปราบปรามผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และผู้ขอลี้ภัยอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้กำลังเกินความจำเป็น การเรียกตรวจโดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) การควบคุมตัวโดยพลการ รวมถึงใช้การกระทำที่อาจเข้าข่ายการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย
ในลาตินอเมริกา รัฐต่างๆ รวมทั้งเอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ นิการากัว ปารากวัย เปรู และเวเนซุเอลาประกาศใช้ หรือปฏิรูปกรอบกฎหมาย ที่ให้อำนาจควบคุมหน่วยงานภาคประชาสังคมอย่างไม่ได้สัดส่วน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการดำเนินงาน การเข้าถึงทรัพยากร การสนับสนุนชุมชน และการปกป้องสิทธิมนุษยชน
รัฐบาลเซอร์เบียใช้สปายแวร์และเครื่องมือทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลต่อผู้ชุมนุมประท้วง นักศึกษา ภาคประชาสังคม และนักข่าว ขณะที่ทางการเคนยาได้ใช้ยุทธวิธีการปราบปรามที่ได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ รวมทั้งการข่มขู่ ยั่วยุ คุกคามออนไลน์ และสอดแนมข้อมูลอย่างมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อปราบปรามการชุมนุมที่มีเยาวชนเป็นแกนนำ
สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ได้ประกาศหรือดำเนินการตัดงบประมาณช่วยเหลือระหว่างประเทศขนาดใหญ่ แม้จะรู้ว่าการกระทำดังกล่าวมีแนวโน้มจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน
ในสหรัฐอเมริกา “การฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation แปลว่า การดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณะ) ได้ส่งผลให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวต่อภาคประชาสังคม โดยในการฟ้องคดีครั้งหนึ่ง ศาลสั่งให้กรีนพีซต้องจ่ายเงิน 345 ล้านเหรียญ ให้กับบริษัทเชื้อเพลิงฟอสซิล (ลดลงจากจำนวนเงินที่ศาลเคยสั่งให้จ่ายที่ 660 ล้านเหรียญ)
คลื่นม็อบเจน Z พรึบ 12 ประเทศ
หลายล้านลุกต้านอยุติธรรม
แม้จะเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ ผู้คนหลายล้านคนทั่วโลกยังคงลุกขึ้นต่อต้านความอยุติธรรมและแนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยม
คลื่นการชุมนุมประท้วงของเจนซี (Gen Z) ได้แผ่ขยายไปกว่า 12 ประเทศในปี 2568 รวมถึงอินโดนีเซีย เคนยา มาดากัสการ์ โมร็อกโก เนปาล และเปรู และประชาชนราว 300,000 คน ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามจัดงานบูดาเปสต์ไพรด์ของทางการฮังการี เพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ตลอดช่วงต้นปี 2569 ผู้ชุมนุมประท้วงจากลอสแอนเจลิสไปจนถึงมินนิแอโพลิส ในสหรัฐอเมริกา ได้รวมตัวกันตามท้องถนนและย่านอาคารที่พักอาศัยเพื่อต่อต้านการใช้กำลังบุกตรวจค้นอย่างรุนแรงและยุทธวิธีแบบทหารของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐอเมริกา
การชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของอิสราเอล ได้แผ่ขยายไปทั่วโลกเมื่อปีที่ผ่านมา ขณะที่นักมนุษยธรรมจากกว่า 40 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดขบวนเรือเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ การปฏิบัติการเคลื่อนไหวระดับโลกเพื่อต่อต้านการจัดส่งอาวุธไปยังอิสราเอลได้ขยายตัวมากขึ้น โดยคนงานท่าเรือในฝรั่งเศส กรีซ อิตาลี โมร็อกโก สเปน และสวีเดน ได้พยายามขัดขวางเส้นทางการขนส่งอาวุธ ซึ่งพลังจากการเคลื่อนไหวและแรงกดดันทางกฎหมายนี้เองได้ส่งผลให้อีกหลายประเทศหันมาจำกัดหรือสั่งห้ามการส่งออกอาวุธไปยังอิสราเอล
แม้รัฐบาลในหลายประเทศจะยินยอมให้มีการโจมตีกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ แต่รัฐและหน่วยงานหลายแห่งก็ยังคงยืนหยัดที่จะสวนกระแส ด้วยการแสดงพันธกิจต่อระบอบพหุภาคีนิยมและหลักนิติธรรม หลายรัฐได้เข้าร่วมกลุ่มเดอะ เฮก (The Hague Group) ซึ่งเป็นกลุ่มพันธมิตรที่มุ่งมั่นให้อิสราเอลรับผิดชอบ โทษฐานละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนคดีที่แอฟริกาใต้ฟ้องอิสราเอลต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ฟิลิปปินส์ส่งตัวโรดริโก ดูเตอร์เต อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติจากการฆาตกรรม และศาลดังกล่าวยังได้ออกหมายจับผู้นำกลุ่มตาลีบันสองคน ในข้อหาประหัตประหารด้วยเหตุแห่งเพศสภาพ
ขณะที่คณะมนตรียุโรปและยูเครนบรรลุข้อตกลงจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อไต่สวนอาชญากรรมจากการรุกรานยูเครน และศาลผสมในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ได้ตัดสินและลงโทษอดีตสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ 6 คน ในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติยังได้จัดตั้งกลไกสอบสวนอิสระกรณีอัฟกานิสถาน คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมาธิการสอบสวนสำหรับภาคตะวันออกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีของอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการผลักดันอนุสัญญาภาษีที่มีผลผูกพันของสหประชาชาติ และอนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ในปี 2569 รัฐต่างๆ จำนวนมากขึ้นเริ่มออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านแนวปฏิบัติแบบอำนาจนิยมและการโจมตีต่อระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนฐานของหลักนิติธรรม โดยเฉพาะรัฐบาลสเปนที่ได้แสดงจุดยืนอย่างมีหลักการ อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้วยการดำเนินการที่จริงจังและต่อเนื่อง
“นับจากท้องถนนในเมืองต่างๆ ไปจนถึงเวทีพหุภาคี ปี 2568 ได้แสดงให้เห็นถึงพลังการต่อต้านและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง นักการทูต ผู้นำทางการเมือง และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก เราจำเป็นต้องต่อยอดจากแบบอย่างและความกล้าหาญของพวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งสร้างพันธมิตรที่เข้มแข็งเพื่อจินตนาการใหม่ ฟื้นฟู และนำระเบียบโลกกลับมาอยู่ที่ศูนย์กลางบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน
หลักนิติธรรม และค่านิยมสากล” เลขาธิการ แอมเนสตี้ อินเตอร์ฯ กล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า
ขอให้ปี 2569 เป็นปีที่เรายืนยันถึงเจตจำนงของเรา และแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกกำหนดไว้เหนือเราเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถร่วมกันสร้างได้ และตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะลุกขึ้นสร้างประวัติศาสตร์เพื่อมนุษยชาติแล้ว

