นักสู้บนเส้นทางหนังสือพิมพ์
สุชาติ ศรีสุวรรณ
เขียน ‘ต้นฉบับ’ จนวันสุดท้าย
นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของ ‘เครือมติชน’
เมื่อลมหายใจสุดท้ายของ สุชาติ ศรีสุวรรณ หมดลงในเช้าตรู่ของวันที่ 15 เมษายน พุทธศักราช 2569
ใน 69 ปีของชีวิต เป็นมาแล้วแทบทุกอย่างบนเส้นทางสายหนังสือพิมพ์
ผู้สื่อข่าวการเมือง ปักหลักเจาะข่าวลึก ณ กระทรวงมหาดไทย
หัวหน้าข่าว โต๊ะการศึกษา
ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน
คอลัมนิสต์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา ‘ชโลทร’
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน รายวัน
และที่ปรึกษาบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) อันเป็นตำแหน่งสุดท้าย ก่อนลาจากเพื่อนพ้องร่วมวงการ
‘เป็นอะไรอีก’ คือ เสียงสุดท้ายที่พร่ำบ่นกับตนเองบนเก้าอี้ทำงานที่บ้านพัก เมื่อรู้สึกไม่สบายกะทันหัน
เบื้องหน้าคือ จอคอมพิวเตอร์ที่เปิดค้างอยู่อย่างนั้น
ย่อหน้า ประโยค วลี ตัวอักษร พยัญชนะ และสระ ที่ยังเตรียมประสมเป็น ‘ต้นฉบับ’ ส่งตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ‘มติชนสุดสัปดาห์’ เสร็จสิ้นแล้วราวครึ่งหนึ่ง
บทความยังเขียนไม่เสร็จ แต่ชีวิตเจ้าของผลงานปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์
ไม่มีใครรู้ว่าเนื้อหาอีกครึ่ง สุชาติกำลังจะเขียนอะไร
ทว่า ด้วยแนวคิดเด่นชัดเสมอมา บนอุดมการณ์ ‘ประชาธิปไตย’ เชื่อว่าทุกถ้อยคำย่อมล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศชาติ
ชาติ ที่หมายถึง ประชาชน
ปฐมวัย หนุ่มเมืองชล คนบ้านนาป่า
สุชาติ ศรีสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 ที่บ้านนาป่า ตำบลนาป่า อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของนายเขี้ยน ศรีสุวรรณ ประกอบอาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง และนางเสม สกุลเดิม ยินดีสุข ค้าขายอยู่ที่บ้านพัก ครอบครัวมีฐานะพอกินพอใช้ ไม่เดือดร้อน เลี้ยงดูครอบครัวขนาดใหญ่ได้ ส่งเสียให้เรียนหนังสือจบระดับปริญญาตรีทุกคน
มีพี่น้องรวม 7 คน ประกอบด้วย
1.ชัยศักดิ์ ศรีสุวรรณ (เสียชีวิต) มีบุตรชาย 2 คน
2.สุชาติ สมรสกับพรรณี หรือต๋อย นามสกุลเดิม “ทุมมานนท์” ชาวจังหวัดชลบุรีด้วยกัน พบรักระหว่างเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
มีบุตรชาย 2 คน คือ ชลพัชร หรือการ์ตูน และไชยพน หรือเปตอง สำเร็จการศึกษา ทำงานอยู่ในต่างประเทศ และลูกสาว 1 คน คือ อมรัตน์ โรจน์รุ่ง หรือแบม ศึกษาและทำงานในต่างประเทศเช่นกัน
3.สัญชัย บุตรสาว 1 คน
4.สุชีรา สิงหวรวุฒิ สมรสกับสมชาย สิงหวรวุฒิ มีบุตรสาว 1 คน
5.ฐิติรัตน์ ศรีสุวรรณ มีบุตรชาย 1 คน
6.พรชนก ศรีสุวรรณ มีบุตรชาย 1 หญิง 1
7.อิสระ ศรีสุวรรณ สมรสกับสุดาณี มีบุตรชาย 1 หญิง 1
สุชาติ เรียนประถมที่ ร.ร.วัดท้องคุ้ง จบประถมศึกษาปีที่ 7 เข้าเรียนมัธยมศึกษา 1 ถึง 5 ตามหลักสูตรการศึกษาเดิม ที่ ‘ชลชาย’ หรือ ร.ร.ชลราษฎรอำรุง จากนั้นไปเรียนนิติศาสตร์ รามคำแหง จนสำเร็จเป็นนิติศาสตรบัณฑิต
บุคลิกเป็นคนนิ่งๆ กินง่ายอยู่ง่าย รักและปกป้องพี่น้อง
ชื่อ ‘โต’ ที่กลายเป็น ‘ตึก’ อึด ถึก ทน ปากตรงกับใจ
ร้องเพลง ‘ไม่เป็นรองใคร’ และจบกฎหมายรั้วพ่อขุน
กับเพื่อนฝูงและมิตรสหาย สุชาติ ซึ่งมีชื่อเล่นจริงๆ ว่า ‘โต’ แต่ถูกเรียกว่า ‘ตึก’ จากรูปร่างสูงใหญ่ เป็นคนรักพวกพ้อง มีเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่ผูกพันเหนียวแน่น รักท้องถิ่น ที่บ้านตำบลนาป่า มักจะมีเพื่อนแวะเวียนมาพบปะพูดคุย เข้าครัวกินข้าวจากฝีมือคุณแม่เสม ที่มักทำกับข้าวจากสินค้าที่ขายอยู่ในบ้าน และมักจะมีเพื่อนพ้องมานอนค้างคืนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
ชัดเจน ตรงมาตรงไป ใครคบหาด้วยก็สบายใจ เพราะปากกับใจตรงกัน แถมยังอึด ถึก ทน สะท้อนชัดจากการต่อสู้โรคร้ายมานานกว่า 10 ปี ทำบอลลูนหัวใจมาแล้ว 7 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีความรักในดนตรีและเสียงเพลง เคยประกวดร้องเพลง เข้ารอบชิง แต่พ่ายแพ้เพราะกติกาให้ตัดสินด้วยพวงมาลัยที่อีกฝ่ายทุ่มซื้อจนชนะเลิศ ส่วนสุชาติได้ถ้วยไปตั้งโชว์ที่บ้าน
ชาญชัย สงวนวงศ์ หัวเรือใหญ่ ‘ข่าวหุ้นธุรกิจ’ เขียนไว้ตอนหนึ่งใน หนังสือรำลึก-อาลัย สุชาติ ศรีสุวรรณ 2500-2569 ว่า
‘ฝีมือร้องเพลง ไม่เป็นสองรองใคร ยามมีงานสังสรรค์รื่นเริง ตึกมักจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนของเพื่อนฝูงให้ขึ้นร้องอยู่เสมอ และถือเป็นหน้าตาความภาคภูมิใจของมิตรสหาย
นักร้องเอกคือ ทูล ทองใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลงปรารถนา
โปรดเถิดดวงใจ นิราศเวียงพิงค์ มนต์เมืองเหนือ หรืออันเป็นดวงใจ ฯลฯ แต่จากนี้ไปไม่มีเสียงร้องเพลงคลาสสิกเหล่านี้จากเขาอีกต่อไปแล้ว’
สำหรับนิสัยรักการอ่าน ก็เห็นชัดมาตั้งแต่เยาว์วัย ระหว่างเรียนมัธยม สุชาติชอบไปหมกตัวอยู่ในห้องสมุด ใช้เวลาอ่านหนังสืออย่างจริงจัง และยังซื้อนิตยสารที่ได้รับความนิยมมาอ่านที่บ้าน เริ่มแสดงความชอบในบทกวีสมัยใหม่ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ขณะที่ในบ้านมีนิตยสารนวนิยายอย่างบางกอก สกุลไทย ติดบ้านอยู่
ระหว่างเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สุชาติทำงานเลี้ยงตัวเอง ด้วยการรับจ้างเดินสายไฟตามบ้านเรือน และกลับมาช่วยน้องชายเลี้ยงไก่ที่ชลบุรี
เมื่อพ้นจากรั้วพ่อขุน บิดาซึ่งคุ้นเคยกับ ปรีชา พบสุข เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางแสน ราย 7 วัน ได้แนะนำให้มาทำงานเป็นผู้สื่อข่าว นักเขียนสารพัดแนว ไปทำข่าวเหตุการณ์ในจังหวัด ทำสกู๊ปข่าว การแถลงข่าวของหน่วยราชการ เข้าโรงภาพยนตร์เพื่อนำแง่มุมต่างๆ มาเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ ทำให้หนังสือพิมพ์บางแสนที่มีรูปเล่มเป็นแทบลอยด์ มีเนื้อหาสาระเป็น ‘ฮาร์ดนิวส์’ ของท้องถิ่น หน้าตามีเค้าของ ‘มติชนรายวัน’ หัวหนังสือของบางแสน ออกแบบให้วางใน ‘แคปซูล’ สีแดง แนวเดียวกับมติชน ตัวหนังสือสำหรับข่าวพาดหัวเป็นแบบมติชน
บก.ปรีชาให้ความไว้วางใจสุชาติ ให้ดูแลจัดการเนื้อหาต่างๆ ทำให้ ‘บางแสน’ โดดเด่นในกลุ่มสื่อท้องถิ่น นายสุชาติเริ่มมองไปในโลกข่าวสารและการเขียนที่กว้างไกลออกไป
2527 สู่ชายคามติชน
42 ปี อุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่แปรเปลี่ยน
พ.ศ.2527 มติชนขยายตัว เปิดรับผู้สื่อข่าว สุชาติส่งใบสมัคร วันที่จดหมายเรียกตัวสัมภาษณ์ไปถึงบ้านจังหวัดชลบุรี น้องชายคนสุดท้องนำไปให้พี่ชาย สุชาติมีอาการตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด
เดือนกันยายน 2527 ที่สำนักงานมติชน อาคาร 3 ชั้นข้างวัดราชบพิธ สุชาติเสียบหนังสือพิมพ์บางแสนใส่กระเป๋าหลังกางเกงไป เมื่อ บก.ผู้สัมภาษณ์ถามถึงประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อ จึงดึงหนังสือพิมพ์บางแสนจากกระเป๋าหลังส่งให้ และเริ่มการสัมภาษณ์เพื่อเข้าทำงาน
เดือนตุลาคม 2527 สุชาติเริ่มงานที่มติชน จากผู้สื่อข่าวการเมือง สายกระทรวงมหาดไทย ในยุค พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ มท.1 ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งจะเข้ากระทรวงแต่เช้า ทำให้สุชาติต้องมานอนค้างที่สำนักงานที่อยู่ห่างจากมหาดไทยไม่กี่ก้าว
นักข่าวรุ่นพี่ที่มหาดไทย ขนานนามให้สุชาติว่า ‘ตึก’ ตามรูปร่างสูงใหญ่ กลายเป็นชื่อใหม่ที่ติดตลาดอย่างรวดเร็ว
หลังจากทำข่าวการเมืองที่มหาดไทย หมุนเวียนไปทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา และพรรคการเมืองต่างๆ สุชาติได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าข่าวการศึกษา ซึ่งเป็นโต๊ะข่าวหลักอีกโต๊ะหนึ่งของมติชน ก่อนเติบโตไปสู่ตำแหน่ง ‘บรรณาธิการมติชน’ และต่อมาเป็น ‘ผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน’
ระหว่างทำงานข่าว สุชาติเขียนบทความ คอลัมน์หลายแนว ทั้งการเมือง สังคม ความคิด ในชื่อต่างๆ ทั้งชื่อจริง นามปากกา อย่าง ‘ชโลทร’, ‘อังคารกุมภ์’ และ ‘พัชรพน’ เขียนคอลัมน์อาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูง คือ‘หิวหรืออิ่มก็ยิ้มพอกัน’ และเขียนวิเคราะห์การเมืองใน ‘มติชนสุดสัปดาห์’
รวมระยะเวลาใต้ชายคาเครือมติชนยาวนานถึง 42 ปี
ยึดมั่นหลักการประชาธิปไตย ไม่เคยไขว้เขวจนลมหายใจสุดท้าย
ตี 4 ถึง 7 โมงเช้า พุธ 15 เมษา 69
ต้นฉบับสุดท้ายที่ยัง ‘เขียนไม่เสร็จ’
หลังเกษ’ยณอ“ยุ สุช“ต‘ยังท”ง“นเข’ยนอย่างต่อเนื่องด้วยแนวค‘ดและจุดยืนประช“ธ‘ปไตยต“มอุดมคต‘ของคนท”ง“นสื่อ ม’ว‘นัยในก“รท”ง“น ไม่ว่าจะเด‘นท“งหรือม’ธุระ จะปล’กเวล“ม“เข’ยนต้นฉบับบทคว“มและคอลัมน์ส่งต“มเวล“ท’่ก”หนดได้เสมอ
สุชาติป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่ปี 2557 เข้ารับการรักษาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ต่อมา ช่วงหลังโควิด มีอาการป่วยโรคหัวใจ โดยทำบอลลูนที่ รพ.ทรวงอก ด้วยความเป็นคนมีอารมณ์ขัน โรแมนติก รักเสียงเพลง สุชาติฝ่าฟันอาการป่วย ด้วยการใช้ชีวิตปกติ อย่างทรหดอดทน และคงความเป็นคนเสียงดังฟังชัด ไม่ว่าอาการป่วยจะหนักหนาขนาดไหน ก็ยังคงสื่อสารกับพรรคพวกมิตรสหายได้ตามปกติ ความคิดความจำยังแจ่มชัด ทั้งในการพูดจาสนทนา หรือในผลงานเขียนต่างๆ สวนทางกับสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลงไป ต้องพักผ่อนนั่งๆ นอนๆ เคลื่อนไหวมากไม่ได้
เช้ามืดวันพุธที่ 15 เมษายน สุชาติตื่นเช้าเมื่อราว 04.00 น. เพื่อเขียนต้นฉบับบทความในมติชนสุดสัปดาห์ และเขียนค้างไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมรับประทานอาหารเช้า ก่อนมีอาการไม่สบาย
ต๋อย พรรณี ภรรยากำลังเตรียมอาหารเช้า เข้ามาดูอาการ สุชาติซึ่งนั่งบนเก้าอี้ ส่งเสียงบ่นกับตัวเองทำนองถามว่า ‘เป็นอะไรอีก’ สะท้อนถึงสติ ความรับรู้ยังคงอยู่ ก่อนจะเงียบไป และหยุดหายใจ ในเวลา 07.00 น.ของเช้านั้น ด้วยวัย 69 ปี
ต้นฉบับชิ้นสุดท้ายของสุชาติยังเขียนไม่เสร็จ เฉกเช่นเดียวกับการเมืองไทยที่ยังเปลี่ยน (ไม่) ผ่าน ทว่า มรดกแห่งความคิด ความหวัง และอุดมการณ์ที่นักหนังสือพิมพ์ผู้นี้ได้สร้างไว้ย่อมไม่มีวันสูญเปล่า
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

