มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ ประเมินสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยเมื่อ พ.ศ.2556 ว่า ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปีหน้าคือ ปี 2561และจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าประชากรเด็ก และประชากรผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด …ฟังดูน่าตกใจแล้ว
แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่า คือข้อมูลล่าสุดที่ว่า การจัดอันดับของประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรผู้สูงวัย ปัจจุบันประเทศไทยผงาดขึ้นเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์
ประเมินว่าอีกเพียง 3-4 ปี (พ.ศ.2563-2564) ไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุมากกว่าประชากรเด็ก!
วันนี้เราจึงดูดาย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่ได้อีกแล้ว เพราะการรับมือกับการเป็นสังคมสูงวัยอย่างอุกฤษฏ์นั้นไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น
แต่ทุกคนต้องตระหนักและเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นสังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราช และนายกแพทยสภา บอกว่า อุบัติการณ์ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราเติบโตที่เร็วมาก เปรียบเทียบกับในประเทศอังกฤษ ที่เวลส์ อัตราการเติบโตสัดส่วนผู้สูงอายุจาก 7% เป็น 14% ใช้เวลา 107 ปี ขณะที่ไทยใช้เวลา 30 ปี!
“เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” เพื่อรับมือสังคมสูงวัย
การเตรียมการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระดับโลก ศ.นพ.ประสิทธิ์เล่าให้ฟังว่า เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1982 โดยสหประชาชาติจัดประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุเป็นครั้งแรก เพราะเริ่มมองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาในอนาคต มี 119 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เข้าร่วมประชุมที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย พร้อมกับนิยาม “ผู้สูงอายุ” ที่อายุ 60 ปีขึ้นไป
ครั้งนั้นสหประชาชาติต้องการให้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ และเรียกร้องให้มีการจัดทำแผนผู้สูงอายุ
มีการกำหนดให้วันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี เป็น “วันผู้สูงอายุสากล” เพื่อกระตุ้นให้ประเทศต่างๆ เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ และมีการพูดถึงปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องสุขภาพ การกระทำทารุณกรรมผู้สูงอายุ ฯลฯ และเรียกร้องให้มีทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ
สำหรับประเทศไทย สิ่งแรกที่นำแนวคิดมาดำเนินการต่อคือ จัดตั้งสาขาวิชาแพทย์ ที่เรียกว่า “เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ” เป็นหนึ่งในสาขาวิชาการแพทย์ที่บรรจุในหลักสูตรทั้งก่อนและหลังปริญญา โดยประเทศไทยมีอาจารย์แพทย์ที่เริ่มเข้ามาเรียนด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเข้ามาเป็นครั้งแรก 2531 ที่ศิริราชพยาบาล และเริ่มมีการเรียนการสอนด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุในปี 2535
“ประเทศไทยก็มีการติดตามและวางแนวทางดูแลผู้สูงอายุรองรับกับแนวทางของสหประชาชาติมาตั้งแต่ปี 2525 ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนคือ มีการออก พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 กำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ มีสำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ ทำหน้าที่ดูแลโดยตรง ซึ่งก็คือ กรมกิจการผู้สูงอายุในปัจจุบัน”

ขณะเดียวกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตื่นตัวเห็นถึงความสำคัญกันมากขึ้น เช่น การรวมตัวของชุมชนชาวจีนในสังคมไทยจัดตั้งเป็น “สมาคมพฤฒารามวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุไทย” เมื่อปี 2543 เพื่อเป็นแหล่งรวมของนักวิชาการที่สนใจทางด้านผู้สูงอายุ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริมให้เกิดการวิจัย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ข่าวสารสร้างความตระหนักและเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ปัญหามันไปเร็วกว่าการเตรียมการที่ผ่านมา เพราะอัตราการขยายตัวของประชากรผู้สูงอายุของเราไปเร็วมาก รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ เพื่อให้โครงสร้างอายุของ ประชากรไทยรองรับกับสภาพความเป็นจริงของประเทศ และพร้อมที่จะทำให้ประเทศสามารถแข่งขันต่อไปในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นในอีก 10-20 ปี เราจะขาดประชากรกลุ่มทำงาน เพราะประชากรกลุ่มอายุน้อยเรายังมีไม่มาก แต่ผู้สูงอายุที่อายุเฉลี่ยขยายออกไปเรื่อยๆ
“ในกระทรวงสาธารณสุข และกรมหลายกรมในกระทรวงสาธารณสุขก็มีแผนดำเนินเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ผมคิดว่าต้องมีการบูรณาการกับสถาบันวิชาการ คือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะด้านคือ เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ต้องหยิบยกมาเป็นวาระแห่งชาติ วางแนวทาง รวมทั้งต้องมีผู้สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ ให้เพียงพอ สิ่งเหล่านี้เราต้องรีบเตรียมการให้ได้ และถ้าสามารถเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จะทำให้เรามีผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะ”
ขณะเดียวกัน การดำเนินการเกี่ยวกับผู้สูงอายุนั้น ศ.นพ.ประสิทธิ์บอกว่า ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเท่านั้น สภาพแวดล้อม สังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ ทั้ง 4 ส.นี้ต้องดำเนินการไปด้วยกัน
“อยากให้ช่วยกันกระตุ้นสังคมให้หันมาช่วยกันดูแลผู้สูงอายุให้เป็น Healthy Aging”

อายุไม่ใช่สาระ สูงแค่วัยใจยังเกินร้อย
สำหรับคนทั่วไป สิ่งที่ทุกคนจะช่วยกันได้ อาจารย์หมอประสิทธิ์ย้ำว่า ต้องดูแลผู้สูงอายุทั้งกายและใจ อย่าคิดว่าผู้สูงอายุไม่มีคุณประโยชน์ เพราะผู้สูงอายุสามารถทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศได้อย่างมากมาย เนื่องจากประสบการณ์ที่สะสม
ถ้าสังคมมีปฏิกิริยากับผู้สูงอายุในเชิงบวก ผู้สูงอายุก็จะรู้สึกว่าอยากทำโน่นนี่ แทนที่จะอยู่เฉยๆ เท่ากับว่าแรงงานเราไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขของอายุ แต่แรงงานยังเคลื่อนต่อโดยอาศัยประสบการณ์เข้ามาเสริม ขณะเดียวกันสังคมต้องรู้ว่าการดูแลผู้สูงอายุทำอย่างไรจึงจะถูกต้อง
ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่งมีการนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุมาวิจัย สภาพแวดล้อมของผู้สูงอายุว่าต้องทำอย่างไรจึงจะปลอดภัย
“ถ้าเราให้ผู้สูงอายุสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ จะวิน-วิน สังคมได้ประโยชน์จากประสบการณ์ความสามารถผู้สูงอายุที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้สูงอายุก็รู้สึกตัวเองยังมีคุณค่าเพราะทำประโยชน์ให้กับสังคมได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปฏิกิริยาในเชิงบวกของสังคมต่อผู้สูงอายุ ซึ่งมีความจำเป็นและต้องทำให้มากขึ้น เช่น การขยายอายุเกษียณของผู้สูงอายุ เป็นต้น”
สิ่งที่ยังถือว่าน้อย คือการให้ความรู้แก่สังคม เพื่อให้สังคมวางตัวได้อย่างเหมาะสมต่อผู้สูงอายุ ซึ่งหมายถึงทุกคนต้องบูรณาการร่วมกัน
โรคไม่ได้มีแค่ที่เห็น อย่าคิดว่าแก่แล้วก็อย่างนี้
ประเด็นสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดี หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล บอกว่า ปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในผู้สูงอายุจะไม่เหมือนกลุ่มอื่น คือจะมีหลายโรคในเวลาเดียวกัน โรคที่พบบ่อยมี 3 กลุ่มโรค
1.เกี่ยวกับกระดูกและข้อ เช่น ข้อเสื่อม ข้อที่เกิดจากซูโดเกาต์ โรคที่เกี่ยวกับกระดูกพรุน 2.กลุ่มโรคทางอายุรเวช อย่าง ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งกระด้าง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อน เช่น อัมพาต โรคหลอดเลือดสมอง 3.ที่เกี่ยวกับความเสื่อมของระบบประสาทและสมอง เช่น โรคสมองเสื่อม พาร์กินสัน ภาวะซึมสับสนเฉียบพลัน (delirium) และภาวะซึมเศร้า
“ที่น่ากังวลคือ คนไข้ที่อาจจะมาด้วยอาการที่ไม่ตรงไปตรงมา เรียกว่า “กลุ่มอาการสูงอายุ” (Geriatric syndromes) เช่น หกล้ม ไม่เดิน สติปัญญาเสื่อมถอย อุจจาระ/ปัสสาวะราด ภาวะขาดสารอาหาร-เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการเคี้ยว จะทานอาหารง่ายๆ ซ้ำๆ เดิมๆ จะขาดสารอาหาร เพราะไม่หลากหลาย และกลุ่มนี้เมื่อกินอาหารได้น้อยก็ไม่เอะใจ แต่มันจะสะสมจนขาดสารอาหาร และเกิดอาการแทรกซ้อนเนื่องจากร่างกายขาดสารอาหาร เช่น โรคติดเชื้อ วัณโรค เป็นต้น
“คนไข้สูงอายุเมื่อมีอาการหกล้ม ไม่เดิน ไม่อะไร สำหรับคนที่ไม่เคยเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ จะคิดว่าแก่แล้วก็เป็นอย่างนี้เอง ซึ่งเป็นอันตรายเพราะอาจมีโรคอะไรที่ซ่อนอยู่ ถ้ามองหาก็จะแก้ไขได้ทัน”
ศ.นพ.ประเสริฐบอก และว่า ทางคณะอนุกรรมาธิการด้านผู้สูงอายุของ สนช.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มีดำริให้สอนเรื่องเวชศาสตร์ผู้สูงอายุกับแพทยศาสตรบัณฑิตในทุกโรงเรียนแพทย์ และจะมีมาตรการทั่วไปในการเชิญแพทย์ทั่วไปเข้ามาอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคผู้สูงอายุ เพื่อให้แพทย์มีความรู้เรื่องโรคผู้สูงอายุมากขึ้น

Young ไม่ Old ก็ต้องเตรียมไว้ก่อน
ปัญหาในผู้สูงอายุไม่ใช่เกิดจากสุขภาพอย่างเดียว แต่ด้านสังคมก็ด้วย
“ประเด็นสำคัญเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคม คือต้องไม่เห็นว่าพ่อแม่อยู่สุขสบายดี ไม่เป็นไร เพราะถึงตอนนี้ผู้สูงอายุไม่อยากได้อะไรมาก นอกจากมีลูกหลานมาพูดคุยด้วย
“เราพบว่ามีผู้สูงอายุหลายคนที่มีโรคภาวะซึมเศร้า มีสุขภาวะที่ไม่ดี เพราะวันๆ กินข้าวกับน้องหมาที่บ้าน”
สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงพรี-ผู้สูงอายุ ศ.นพ.ประเสริฐบอกว่า ควรมีการเตรียมตัวเข้าสู่การเป็น “แอ๊กทีฟ เอจจิ้ง” ผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะที่ดี ผมมีสูตรจำง่ายๆ ว่า “อาอ้วนออกอุบายหาโอกาส”
“อา” คืออาหาร ต้องอย่าให้ขาดสารอาหาร ทานอาหารให้หลากหลาย
“อ้วน” อย่าให้อ้วน เพราะนำมาซึ่งโรคที่มาเป็นแพคเกจ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ข้อเข่าเสื่อม ฯลฯ
“ออก” ออกกำลังกายสม่ำเสมอ บางคนคิดว่าอาทิตย์ละหนพอแล้ว-ไม่พอ สิ่งที่จะช่วยได้คือ ชมรมผู้สูงอายุ ซึ่ง รพ.หลายแห่งมีจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุขึ้นมา รพ.ใน กทม.ตื่นตัวแล้วมีการจัดกิจกรรม
“อุ” ต้องระวังอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ต้องระวังให้มาก อาจเป็นที่มาของการบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ประเด็นนี้ควรกระตุ้นให้มีความตื่นตัวให้มาก ซึ่งสื่อมวลชนบ้านเราแทบจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ มีแต่พูดถึงเรื่องบุหรี่/เหล้า
“บาย” หลีกเลี่ยงอบายมุข เรื่องเหล้า บุหรี่ นอนดึก เที่ยวกลางคืน เป็นต้น
“หา” หมั่นตรวจหาโรคว่ามีอะไรที่ซ่อนอยู่มั้ย บางคนตั้งแต่หนุ่มจนสูงอายุแล้วไม่เคยตรวจน้ำตาลในเลือดเลย ซึ่งน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นตามอายุ จึงควรมีการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 หน
“โอกาส” คือเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ อยู่ในที่อากาศถ่ายเทดี หรือมองในแง่
บรรยากาศภายในบ้าน ที่อยู่กันอย่างครอบครัวขยาย ไม่ใช่ปล่อยให้ท่านนั่งกินข้าวกับสุนัข ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญ
ใครที่ยังมีคำถามหรือข้อสงสัย วันที่ 1-4 มิถุนายน 2560 แวะไปตรวจสุขภาพฟรีจาก 16 รพ.ชั้นนำ ตั้งแต่ตรวจคื่นหัวใจ ตรวจสายตา ประเมินความเสี่ยงโรคมะเร็ง ตรวจหาเบาหวาน ตรวจมวลกระดูก หรือสนใจฝังเข็ม เรื่องสมุนไพร ก็มีมาให้บริการครบถ้วน
แล้วไปฟังคุณหมอและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลายสาขา ยังมีเวิร์กช็อปทั้งด้านศิลปะ-ไอที-การเงิน แล้วรับแจกฟรีสมุนไพร “อภัยภูเบศร” ทุกวัน ได้ที่งาน “เฮลท์แคร์ 2017 : ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” งานแฟร์เพื่อสุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ตั้งแต่ 10.00-20.00 น. ที่เพลนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

