หน้าแรก ประชาชื่น ถกไฟลุก ปลุกไ...

ถกไฟลุก ปลุกไฟวิพากษ์ ลดแสงสว่าง ทางหลวงชนบท คุ้ม ไม่คุ้ม?

4.05.26 | 12:00 น.

ถกไฟลุก ปลุกไฟวิพากษ์ ลดแสงสว่าง ทางหลวงชนบท คุ้ม ไม่คุ้ม?

ไฟลุกโหมแรงมาหลายวัน หลัง กรมทางหลวงชนบท ออกมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนในพื้นที่เสี่ยงต่ำ เริ่ม 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้ย้ำว่าจุดเสี่ยงและเขตชุมชน ยังเปิดใช้งานตามปกติ

ทว่า ประชาชนยังค้างคาในหัวใจ

พิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท แจงรายละเอียดถึงหลักการและเหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศอย่างเข้มข้น โดยแนวทางการลดการใช้พลังงาน โดยในส่วนของกรมทางหลวงชนบท ให้ลดการใช้พลังงานบนถนนทางหลวงชนบท ภายใต้เงื่อนไขที่ไม่กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัย

คำชี้แจงข้างต้น ทำเอา ส.ส.ระยอง พรรคประชาชนอย่าง วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ ออกมาฟาดแรง

Advertisement

“เอาสมองส่วนไหนคิด? ปิดไฟถนน เพื่อประหยัดพลังงานมีเป็นร้อยวิธี แต่เลือกตัดความปลอดภัยประชาชน นี่ไม่ใช่นโยบายประหยัด เป็นนโยบายเอาใจนาย และผลักความเสี่ยงให้ประชาชนหรือป่าว?”

ขณะที่ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเดียวกัน แนะแบบซอฟต์ๆ ว่า

“คมนาคมโฟกัสเรื่องปิดไฟ คงช่วยไม่ได้เท่าไร ถ้าจะประหยัดอย่างมีประสิทธิภาพ ไปเน้นเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ให้ครบ อย่าให้ใครมาขโมยตัดสายไฟบ่อยๆ น่าจะดีกว่า”

ยังไม่นับชาวเน็ตทั้งประเทศ ที่ร่วมดีเบตผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ กระทั่ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม แจง 1 กรุบ พร้อมหยิก 1 ช็อต ว่า

“การเปลี่ยนหลอดไฟ ใช่ว่าจะทำทั้งหมดได้ในเวลาสั้นๆ ทำอะไรได้ก็ควรทำไปก่อน ท่านผู้วิจารณ์ก็ควรค้านแบบสร้างสรรค์ ดูสถานการณ์โลก ไม่ใช่ค้านมุขเดิมๆ ที่ไม่ทันสถานการณ์แล้ว”

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่ายึดหลักปลอดภัย ควบคู่การประหยัดพลังงาน

แนะใช้มาตรการปลอดภัยควบคู่

‘เครื่องหมายจราจร-สติ๊กเกอร์สะท้อนแสง’ ช่วยเซฟ

ภาคการเมือง ซัดกันนัวไปแล้ว ถึงคิวนักวิชาการ อย่าง ดร.เกียรติบดินทร์ หวังเลิศพาณิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ขอมองแบบทางสายกลางว่า การลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค.69 เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่นควบคู่

ดร.เกียรติบดินทร์ หวังเลิศพาณิชย์

“มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเพื่อประหยัดพลังงานตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งกรมทางหลวงชนบทจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค.2569 นี้ ถือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในสถานการณ์ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปิดไฟแสงสว่างบนถนนจำเป็นต้องใช้ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนร่วมด้วย” อาจารย์ธรรมศาสตร์กล่าว

จากนั้น วิเคราะห์ต่อไปว่า กรมทางหลวงชนบทเองอาจไม่ได้เก็บข้อมูลในส่วนนี้ไว้ทั้งหมดทุกพื้นที่ มีเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยง หรือเกิดอุบัติเหตุซ้ำกันบ่อยครั้ง ซึ่งการขาดข้อมูลดังกล่าวก็จะส่งผลต่อการประเมิน และการวางแผนในการปิดไฟแสงสว่างในแต่ละพื้นที่ ดังนั้น กรมทางหลวงชนบทจึงควรพิจารณาใช้องค์ประกอบอื่นๆ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความปลอดภัยมากขึ้นด้วย เช่น เครื่องหมายจราจรบนพื้นทาง สำหรับทำให้ผู้ขับขี่ต้องชะลอความเร็วลงร่วมด้วยในบางพื้นที่ หรือสติ๊กเกอร์สะท้อนแสง

“หากวางแผนดำเนินมาตรการดังกล่าวได้ดี รวมถึงคำนวณปริมาณไฟฟ้าแสงสว่างที่สมดุลกันระหว่างช่วงที่ปิดและช่วงที่เปิด ก็ไม่น่าจะเพิ่มความเสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยทางถนน เนื่องจากหากไปดูรายละเอียดมาตรการดังกล่าวจะพบว่าไม่ใช่การปิดไฟของถนนทางหลวงสนิททั้งหมดแต่เป็นการปิดไฟแสงสว่างบางดวงในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำซึ่งยังทำให้ผู้ใช้รถยนต์บนท้องถนนทางหลวง และใกล้เคียงมองเห็นเส้นทาง หรือมีทัศนวิสัยที่เพียงพอในการเตรียมตัวเพื่อความปลอดภัยได้และจริงๆ นอกจากแสงสว่างบนท้องถนนแล้วก็ยังมีแสงสว่างจากรถยนต์ของผู้ขับขี่เองด้วย”ดร.เกียรติบดินทร์ระบุ

ต้องเดินหน้า ‘เจรจาเอกชน’ ชี้เป้าร้านสะดวกซื้อ24 ชม.

นักวิชาการท่านเดียวกัน ยังมองต่อไปว่า แม้จะเป็นมาตรการที่เข้าใจได้ และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ แต่หากพิจารณาสัดส่วนของพลังงานที่ประหยัดได้จากการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนท้องถนน หากมองเป็นภาพรวมระดับประเทศอาจจะได้เพียงเล็กน้อย ฉะนั้น ถ้าต้องการจะลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง เพื่อให้การประหยัดพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเดินหน้าเจรจาขอความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ให้มีการพิจารณาลดใช้ไฟฟ้าในบางส่วน เพราะศูนย์การค้า หรือร้านสะดวกซื้อเหล่านี้มีสาขาค่อนข้างเยอะ และกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งหากทุกร้านทำได้ก็ช่วยได้ค่อนข้างเยอะ

ชี้เป้า ‘ลดหย่อนภาษี’ ภาคอุตสาหกรรม

เพิ่มแรงจูงใจ เจาะ ‘ครัวเรือน’ ได้ ยิ่งดี

นอกจากนี้ รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาขอความร่วมมือไปถึงภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากๆ ที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ เช่น ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่หากมีการออกมาตรการเสริมที่สร้างแรงจูงใจได้ก็น่าจะทำให้ภาคเอกชนเองหันมาพิจารณาและช่วยดำเนินการได้ อย่างถ้าง่ายสุดก็คือ มาตรการการลดหย่อนภาษี ที่ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าจะช่วยได้อย่างดี

“ธรรมชาติของทุกคนหากให้ความร่วมมือในการดำเนินการอะไรก็คาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนมาบางอย่าง ฉะนั้นถ้ารัฐบาลจะขอความร่วมมืออย่างเดียวอาจไม่ทำให้นโยบายสำเร็จได้ จำเป็นต้องให้คนที่มาร่วมมือได้รับอะไรบางอย่างด้วย ซึ่งจะช่วยให้นโยบาย หรือมาตรการต่างๆ เดินหน้าไปได้ง่ายกว่า”นักวิชาการธรรมศาสตร์กล่าว

นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายฝากไว้ให้คิดว่า การออกมาตรการสร้างแรงจูงใจดังกล่าวถ้าลงไปถึงขั้นภาคครัวเรือนได้ก็จะยิ่งดี เช่น การจัดประกวดถนนปลอดภัย โดยกำหนดเงื่อนไขว่าถ้าชุมชนไหนสามารถช่วยจัดระเบียบถนนได้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ภายใต้การลดการใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนได้ดี

ชุมชนนั้นๆ ก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาพื้นที่

ทีมข่าวเฉพาะกิจ