หน้าแรก ประชาชื่น IOโจมตีคดีกอง...

IOโจมตีคดีกองเพียบ? หยุดเทรนด์‘หว่านความผิด’ ก่อนพลเมืองไทยไร้สิทธิ-เสียง

5.05.26 | 13:20 น.
ที่ 3 จากซ้าย พรชิตา ฟ้าประทานไพร

‘แพตเทิร์นเดียวกัน’

คือคำจำกัดความสั้นๆ ที่ เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย

ให้นิยาม สถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2568/69 ที่เห็นวิกฤตใน 155 ประเทศ

ในขณะที่ไทยและอาเซียน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

คือ ‘พื้นที่ภาคประชาสังคมเริ่มแคบลง’

Advertisement

แม้สถานการณ์เปลี่ยนไป แต่รูปแบบการละเมิดเหมือนเดิม เป็น ‘การกระทำซ้ำ’ อย่างเป็นองค์รวมในทุกภูมิภาค สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ต่างจากต่างจังหวัด เชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างจากผลกระทบเรื่อง ‘น้ำมัน’

หากรีแคปสถานการณ์ในประเทศไทยในปีนี้ แบ่งเป็น 6 ประเด็นคือ

1.สิทธิการแสดงออกชุมนุม 2.นักปกป้องสิทธิ 3.การปฏิบัติอย่างทรมานและโหดร้าย 4.สิทธิผู้ลี้ภัย 5.สิทธิชนเผ่า และ 6.สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี

“2 ประเด็นสุดท้ายเราเพิ่มขึ้นมา เนื่องจากเป็นผลกระทบที่ทำประเทศเดียวไม่ได้ สิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบจากต่างประเทศมากมาย จึงต้องเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งซัพพลายเชน เพื่อจัดการกับผลกระทบ” ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์เผย

หวั่น นักโทษการเมืองทะลุ 100
แค่ 3 เดือนเข้าคุก 8 คน

“ถ้าหากผู้ต้องขังได้รับสิทธิ จะไม่มี ‘ฟรีดอมบริดจ์’”

เสียงของ ปฐมพร แก้วหนู หัวหน้าโครงการฟรีดอมบริดจ์ ในเวที ‘Voice of Rights: แม้ถูกปิดเสียง ถูกละเมิดสิทธิ แต่ยังยืนหยัดเคียงข้างสิทธิมนุษยชน’ ที่จัดขึ้นโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้

ปฐมพร แก้วหนู

กับหนึ่งในคำถามที่น่าจับตา คือนักโทษการเมืองเกือบ 50 ชีวิต ยังมีหวังบ้างไหม?

ในฐานะกลุ่มที่ทำงานกับผู้ต้องหาทางการเมือง ปฐมพรบอกตรงๆ ว่าเห็นคนนับร้อยถูกฟ้องจากการออกมาใช้เสรีภาพ เข้าไม่ถึงสิทธิพื้นฐาน จึงต้องช่วยประสานงานกับทนายความ รวมถึงสนับสนุนทุกด้านให้ได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แม้แต่หลังพ้นโทษ

โดยปัจจุบันมี 104 คนที่เข้า-ออกเรือนจำอยู่ตอนนี้ มี 63 คนเป็นคนธรรมดา, 50 คนไม่เคยขึ้นเวทีปราศรัย บางคนแค่แชร์ พิมพ์ 1 วลี ก็อยู่ในเรือนจำได้ วันนี้มี 3 คนรอได้รับสิทธิประกัน ว่า 63 คนจะขึ้นไปเป็น 66 คนหรือไม่

มี 30 คน ยืนยันสู้คดี แต่ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว โดยโทษสูงถึง 30 ปีขึ้นไปถึง 10 คน

“ผู้ได้รับผลกระทบมากจริง อยู่ในเรือนจำ 33 คน บางคนเขามีสมาชิกในครอบครัว 3-4 คน ซึ่งคนที่อยู่ข้างในต้องหาเลี้ยงครอบครัว ส่งผลกระทบไปหมด บางครอบครัวหย่าร้างแตกแยก เด็กต้องไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ทั้งพ่อและแม่” คือผลกระทบที่เกิดขึ้น

ก่อนลงลึกถึงดีเทล ในแต่ละปีมีคำพิพากษา 70-100 ครั้ง เฉพาะปี 2568 มีผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น 23 คน และใน 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังเพิ่มแล้ว อีก 8 คน

“ทุกวันนี้ยังมีกิจกรรมไปเรียกร้องให้ปล่อยตัว ‘ยืน หยุด ขัง’ หน้าศาลอาญา หน้าเรือนจำ ถ้ามีการลงชื่อ เสนอ/แก้กฎหมายบางอย่าง ก็ช่วยกันสนับสนุน รวมถึงอาจจะริเริ่มสร้างกิจกรรมที่ตนถนัด เพื่อไม่ให้พวกเขาถูกลืม”

“การเขียนจดหมายร่วมกับแอมเนสตี้ก็สำคัญ ให้เขายังมีแรงใจสู้ต่อในเรือนจำ รวมถึงถ้าไม่สะดวกทำกิจกรรม สามารถสนับสนุนการดูแลผู้ต้องขัง หรือไปให้กำลังใจเวลาขึ้นศาล รวมถึงช่วยกันแชร์ข่าวสารได้

แอบกระซิบว่า ที่เจอมากขึ้นในเรือนจำคือ ‘จำกัดการส่งและรับจดหมาย’ ซึ่งเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดในการให้กำลังใจ

ถามถึง การส่งหนังสือเข้าไปในเรือนจำ ยังสามารถทำได้?

ปฐมพรบอกตรงๆ สามารถส่งได้ ‘ที่เดียว’ คือ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และส่งหนังสือได้แค่เดือนละเล่ม ส่งได้แค่วันที่ 1-10 ของเดือนเท่านั้น แถมยังต้องใช้เวลาตรวจอีก 2 เดือน

“ปีนี้เรื่องเดียวที่ต้องเฝ้าระวัง คือผู้ต้องขังทะลุ 100 คน ถ้าไม่ได้ประกันตัวสักครึ่ง คงต้องเอาเท้าก่ายหน้าผาก ด้วยสถานการณ์โลก คนอาจให้ความสนใจและให้ความสำคัญคนที่อยู่ข้างในน้อยลงด้วย”

คือข้อห่วงใย ของคนที่ทำงานกับผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิของ
ตัวเอง

คนไร้บ้านยังโดนฟ้อง?
จี้‘ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุม’ก่อนเรียกร้องอะไรไม่ได้

ขยับมาทาง จำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) บอกเลยว่า

สมัยนายกฯก่อนหน้าที่มาจากการเลือกตั้ง โดนฟ้องคดีเยอะมาก

จำนงค์ หนูพันธ์

“คดีที่ 2 จำคุก 2 เดือน รอลงอาญา 2 ปี หมายหัวไว้เลยว่า ถ้าออกมาในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบ จะโดนขังเลย”

ส่วนปี 2563 คดีจากการชุมนุม เมื่อจำนงค์ลองรับสารภาพ สุดท้ายปรับ 5,000 บาท จำคุก 2 เดือน รอลงอาญา 2 ปี เหมือนเดิม

“คือจะใช้แบบนี้ซ้ำๆ จนไม่สามารถออกมาขออนุญาตชุมนุมในรัศมี 50 เมตรจากทำเนียบได้ ต้องเดินทางมาสู้คดี ซึ่งแกนนำหลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องดูแลลูก ดูแลผู้พิการ มันทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้าออกมาร่วมเรียกร้อง ทั้งที่เกิดจากการเมือง”

กระทั่งเห็นตัวการที่แท้ว่าตราบใดที่ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะยังคงอยู่ ก็ยังโดนแบบนี้

“เพราะในระดับจังหวัดและกระทรวงแก้ไม่ได้แล้ว ต้องมาที่รัฐบาลกลาง มันเป็นเรื่องจำเป็น คนที่ตัดสินใจได้คือ ครม. ถ้ามันเป็นอย่างนี้ เรายื่นข้อเสนอ ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ไปเลย”

จำนงค์ยังเล่าถึงการต่อสู้คดี แม้แต่ผู้ที่ไปให้กำลังใจ เจ้าของเครื่องเสียงก็โดน

เจ้าหน้าที่ระบุชื่อได้หมด หมายความว่าไปเรียกร้องอะไรไม่ได้แล้ว

พร้อมตั้งคำถามว่า การที่ไม่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความ แต่กลับโดนคดี เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร?

ไม่อย่างนั้นต่อไปเจ้าหน้าที่เดินผ่าน อยากฟ้องก็ฟ้องเลยโดยไม่สนอะไร

“เพราะมันมีตัวอย่างแล้ว แค่คนขับรถก็โดน คนไร้บ้านก็ยังโดน ปี 2569 ประชาชนต้องระวังทุกเรื่อง กับรัฐบาล กับสถานการณ์แบบนี้ ขนาดมี 21 ล้านเสียง (ประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่) ก็ยังไม่สามารถส่งเสียงสะท้อนเสียงอะไรได้เลย”

“ท่ามกลางสงครามโลก การแย่งชิงพลังงาน เราใช้ชีวิตอย่างลำบากมากขึ้น ผมว่าปี 2569 องค์กรอิสระก็ไม่อิสระจริง ยุติธรรมไม่จริงในประเทศนี้ การต่อสู้ของเราจะหนักหนาสาหัสมากในอนาคต”
ประธานพีมูฟทำนายอนาคตอันใกล้

IO โจมตี คดีกองเพียบ
จี้รัฐคุ้มครองนักปกป้องสิทธิ

หันมาทาง อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภาและผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สังเกตเห็นมูฟเมนต์ของประเทศในพักหลัง เริ่มมีการเขียนกฎหมายใหม่จำกัดสิทธิเสรีภาพ ทั้งๆ ที่ไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนหลายฉบับมาก

อังคณา นีละไพจิตร

อย่าง พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ ยังมีข้อจำกัดด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและศาสนา จนมาถึง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ที่ทำให้คนไม่อยากแจ้งการชุมนุม ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะเขียนให้สิทธิไว้ แต่จะมีท้ายมาตราที่เขียนระบุไว้ว่า ‘ทั้งนี้ เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ’ ‘ให้คำนึงถึงความมั่นคงของประเทศ’

ถือเป็นสิ่งที่ถดถอยมาก และเป็นเหตุผลที่เราควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อังคณาชี้ว่า เมื่อก่อนปัญหาที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเผชิญ ไม่ว่าการทรมาน การอุ้มฆ่า สังหารนอกกระบวนการยุติธรรม แต่วันนี้เทรนด์เปลี่ยนไป ใช้กฎหมายเพื่อคุกคาม มากขึ้น

“อย่างคดีตัวเองตอนเป็นกรรมการสิทธิฯ ก็ถูกบริษัทฟาร์มไก่ฟ้อง ตั้งแต่ปี 2562 จนปีนี้ 2569 ผ่านมา 7 ปี คดียังอยู่ในชั้นอุทธรณ์อยู่เลย ทุกวันนี้ตัวเองก็ยังเป็นจำเลยในคดีอาญาอยู่ ถูกฟ้อง 2 คดี มันกระทบกับชีวิตประจำวันมาก”

เมื่อถามถึงความเข้มข้นในเทรนด์การใช้กฎหมายละเมิดสิทธิฯในไทย เมื่อเทียบระหว่างปี 2568 กับปี 2565-2567 เพิ่มขึ้นมากน้อยขนาดไหน?

อังคณาอ้างอิงจากรายงานของแอมเนสตี้ฯ ถือว่า มีการฟ้องร้องดำเนินการนับร้อยคดี เป็นการสร้างภาระที่เกินจำเป็นให้ชาวบ้าน ในการเดินทางไปศาล เพราะบางทีฟ้องข้ามจังหวัด ต้องมานอนค้าง ไหนจะค่าทนายความ

“ของฟรีไม่มีในโลก และในท้ายที่สุดก็มักจะยกฟ้อง ด้วยเหตุว่าจำเลยแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แต่กว่าจะใช้เวลาพิสูจน์ในศาลชั้นต้น ก็ 3-4 ปี ส่งไปศาลอุทธรณ์ ก็อีกหลายปี ชาวบ้านได้รับผลกระทบมาก เวลาจะไปสมัครงานที่ไหน ถือว่าคุณมีประวัติอาชญากรรม เพราะถูกฟ้องคดีอาญา” คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ในช่วงขวบปีที่ผ่านมา ส่วนตัวก็พบแรงเสียดทานในการปกป้องสิทธิ ด้วยการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) รวมทั้งเฟคนิวส์

“โดนขนาดที่ว่า มีคนไปแก้ประวัติในวิกิพีเดียว่าเป็นคนประเทศกัมพูชา โห อันนี้ร้ายแรงมาก ก็ต้องขอบคุณหลายคนที่ปราถนาดีไปแก้ให้ มีการแสดงความคิดเห็นด้วย Hate Speech สร้างความเกลียดชัง เรียกร้องให้ฆ่า ใช้คำพูดที่ชักชวนไปสู่การใช้ความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศด้วย ซึ่งเรื่องแบบนี้ในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก”

อังคณาเผย โดยเมื่อร้องเรียนไปยังกรรมการสิทธิมนุษยชน กลับไม่รับตรวจสอบ ส่งไปให้ตำรวจอีก

การเข้าถึงความยุติธรรมของคนทำงานด้านสิทธิฯ เรียนตามตรงว่าไม่ง่าย

พร้อมตั้งคำถามไปถึงหน้าที่ของรัฐว่าให้ความคุ้มครองพลเมืองอย่างไรบ้าง?

อย่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เมื่อไปแจ้งความ รู้สึกไม่ได้รับการคุ้มครอง กลายเป็นภาระทั้งหมดไปตกอยู่ที่ผู้เสียหาย

“ที่จริงประเทศไทยมีหลายอย่างน่ายกย่อง อย่าง พ.ร.บ.ทรมานฯ แต่ผ่านมา 3 ปี การปฏิบัติการหาตัวผู้กระทำผิดยังไม่คืบหน้า กระทรวงที่มีอำนาจยังนั่งเถียงกันว่า ใครคือนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยมองว่าเป็นศัตรูของรัฐ

“กรณีของคุณแยม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย แม้เป็นสื่อแต่ทำงานปกป้องสิทธิเช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครอง”

ก่อนทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอแนะ กรณีนักโทษทางการเมืองในชั้นอุทธรณ์ใช้เวลานานมาก คดีกองรวมกันเป็นคอขวด บางคดีเกือบ 3 ปียังไม่มีวี่แววว่าจะมีคำพิพากษา

“คนที่ไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นปัญหาของกระบวนการยุติธรรม ที่จะต้องเร่งรัดในชั้นอุทธรณ์”

สำหรับ อังคณา ‘กระแสชาตินิยม’ คือสิ่งที่ควรต้องจับตาดู ในปี 2569

“ข้อท้าทายของรัฐบาลไทย คือในขณะที่แถลงนโยบาย จะเข้าไปเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ให้ได้ ยังต้องแสดงให้เห็นถึงความเคารพในหลักนิติรัฐและนิติธรรม” อังคณาเน้นย้ำ

ชวนจ้อง‘แรร์เอิร์ธ’เล่าอินไซด์สัมปทานเหมือง
ชง‘ใครก่อมลพิษ เป็นผู้จ่าย’

ซูมไปดูสถานการณ์ทางภาคเหนือ

พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนผู้ปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองและสิทธิชุมชน ในฐานะตัวแทนพี่น้องชาติพันธุ์ ในหมู่บ้านกะเบอดินใน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เล่าปัญหาการขอสัมปทานเหมืองแร่

ทำให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเก็บข้อมูล ในปี 2563-2564 เพื่อต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ รวมถึงใช้กระบวนการยุติธรรม เช่น ฟ้องศาลปกครอง เพื่อเพิกถอน EIA ซึ่งปัจจุบันศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เท่ากับว่าบริษัทไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้ จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอื่น

“ช่วงปี 2568-2569 ที่ผ่านมา แม้ไม่มีสถานการณ์ใดเกิดขึ้น แต่ในทางปฏิบัติเรารู้สึกว่าฝ่ายบริษัท (ผู้จัดการบริษัทแห่งหนึ่ง) ติดตามในเพจที่ชุมชนจัดทำขึ้น รวมถึงคุกคามพื้นที่ส่วนตัว เช่น แอดเพื่อน หรือทักข้อความมา แม้จะดูไม่รุนแรง แต่สร้างความกังวลใจในความปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทุนพยายามให้ชุมชนสยบยอมต่อข้อเสนอ”

พรชิตาเล่าว่า จากการต่อสู้ มีคนถูกดำเนินคดีในช่วงปี 2562 ที่ผ่านมามีโครงการเหมืองแร่ถ่านหิน ที่ อ.อมก๋อย ซึ่ง 4 คนเป็นนักศึกษา ม.แม่โจ้ อีก 2 คนเป็นตัวแทนชาวบ้าน อีก 1 คนเป็นนักวิชาการอิสระ ทำให้ถอยห่างจากขบวนการต่อสู้ เพื่อไม่ให้กระทบกับครอบครัว เป็นต้น

“หลังจากกระบวนการต่อสู้ เราใช้กลยุทธ์ที่ค่อนข้างเซฟตัวเอง หลังมีการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิ เราก็ต้องประเมินความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ไม่เอ่ยชื่อบริษัท หรือเวลาออกไปข้างนอกก็แจ้งคนที่ไว้ใจได้ คอยบอกว่าตอนนี้ถึงหรือยัง”

โดยในช่วงปี 2567-2568 แม้มีคำสั่งศาลให้คุ้มครอง ทว่ายังมีทนายความทักแชตมาหาบ่อยครั้ง (ให้รู้ว่ายังจ้องอยู่) ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

จึงอยากให้ช่วยกันเรียกร้องปกป้องคุ้มครองนักสิทธิฯและอยากให้ผลักดัน แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ให้ ‘ผู้ก่อมลพิษ เป็นผู้จ่าย’ รวมถึงเสนอให้บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบ ระบุเรื่องสิทธิสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้มีบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“เราไม่อยากเห็นการถูกละเมิดสิทธิเพียงเพราะตั้งอยู่ในเขตแร่สำคัญ

ทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความมั่นคง”

เยาวชนชาติพันธุ์เล่าถึงความหนักใจ โดยยังยกเคส ‘เหมืองแร่ฟลูออไรด์’ ที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีการใช้และปล่อยยาเสพติดเพิ่มขึ้นในชุมชน ขโมยเอาวัวในชุมชนมาย่างกิน และอีกสารพัด แม้เหมืองถูกสั่งปิดตัวไป แต่ยังมีความพยายามจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง

พร้อมทิ้งท้ายถึงสิ่งที่ต้องจับตาในปีนี้

“การให้สัมปทานเรื่องเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ เห็นนายกฯของเราไปเซ็น MOU อยากให้ติดตามสถานการณ์นี้อย่างมาก”

อธิษฐาน จันทร์กลม