ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสังคมผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ การเสริมความแข็งแรงจากด่านหน้า จึงไม่ใช่เพียงนโยบาย หากแต่เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน
หนึ่งในกลไกสำคัญนั้นคือ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบ Primary Health Care ของประเทศ
สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ในฐานะสถาบันการศึกษาและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เลือกลงมือทำผ่านโครงการนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะไปปฏิบัติงาน ณ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า การทำให้ระบบปฐมภูมิเข้มแข็ง ต้องเริ่มจากการออกแบบ ‘บทบาทของคน’ ให้สอดคล้องกับ ‘บริบทของพื้นที่’

‘บทบาทคน’สอดรับ‘บริบทพื้นที่’
เตรียม‘แพทย์เพิ่มพูนทักษะ’พร้อมทำงานชุมชนจริง
สบช. โดย สำนักงานบริหารผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (9 หมอ) ได้จัดการประชุมโครงการบริหารจัดการการรับและเตรียมความพร้อมแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เมื่อวันที่ 27-29 เมษายน 2569 เพื่อนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะไปปฏิบัติงานสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมทางวิชาการ แต่คือกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของแพทย์จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การดูแลสุขภาพประชาชนแบบองค์รวมในชุมชน
แนวคิดของโครงการนี้ไม่ได้ตั้งต้นจากการส่งแพทย์ไปประจำพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งต้นจากคำถามเชิงระบบว่าแพทย์ควรอยู่ในระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างไร และควรทำงานร่วมกับชุมชนแบบใด
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ การพัฒนาแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้ไปทำงานที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มภาระ แต่เป็นการวางบทบาทใหม่ให้แพทย์ทำงานเชิงรุก ทำงานเป็นทีม และทำงานเป็นเครือข่ายกับชุมชนอย่างแท้จริง
ภายใต้การออกแบบเช่นนี้ แพทย์ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับทีมสุขภาพและระบบสนับสนุน ทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนโยบาย
ไม่ใช่แค่ฝึกประสบการณ์ แต่เรียนรู้การเป็นแพทย์ในระบบปฐมภูมิ
สำหรับ สบช. สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี ไม่ใช่เพียงแหล่งฝึกประสบการณ์ แต่เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ’

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก กล่าวถึงความหมายของโครงการนี้ว่า “นี่คือการเตรียมความพร้อมแพทย์ให้เข้าใจระบบสุขภาพชุมชนจริงๆ ตั้งแต่การดูแลแม่และเด็ก ทันตสุขภาพ การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไปจนถึงการสร้างชุมชนสุขภาวะ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานเชิงระบบผ่าน สบช.โมเดลที่ผ่านมา สะท้อนผ่านข้อมูลว่าสามารถการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งชี้ชัดว่าปฐมภูมิที่เข้มแข็งคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งหมดนี้คืออนาคตของระบบสุขภาพปฐมภูมิ การนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะมาปฏิบัติงานในพื้นที่จริง จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางคลินิก แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตของชุมชน และเรียนรู้ความหมายของการเป็นแพทย์ในระบบปฐมภูมิ”
ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มศรัทธาบริการใกล้บ้าน
จากห้องตรวจ สู่‘หน้าด่านแรก’แห่งชีวิต
ด้าน นายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ “แพทย์ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องออกไปออกแบบการส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรก ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน” คำกล่าวนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ
ในมุมมองของ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ให้ภาพคุณค่าของโครงการนี้ปรากฏชัดในระดับประชาชน ว่าการมีแพทย์ประจำในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งใกล้บ้านเป็นที่ปรึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานีอนามัยจึงไม่ใช่เพียงสถานที่รักษา แต่เป็นพื้นที่สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนในระยะยาว
นี่คือการตอบสนองระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนผู้รับบริการ แต่ด้วยความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างระบบกับชุมชน

เสียงจากแพทย์ คุณค่างอกงามด้วยความตั้งใจ
เมื่อการทำงานมีความหมายมากกว่าเดิม
แพทย์หญิงปณิดา เสนธรรม แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเพชรบูรณ์ สะท้อนว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้เข้าใจปฐมภูมิมากขึ้น จากเดิมที่เคยทำงานในโรงพยาบาลเป็นหลัก การมาปฏิบัติงานในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้เห็นระบบการดูแลประชาชนในมิติที่ลึกขึ้น และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงของผู้คนได้
ด้าน นายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ เพราะเปิดพื้นที่ให้แพทย์ที่ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังได้ทำงานในเชิง การส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรกของระบบ ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน
มุมมองนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ
ผลงานของ สบช. โดย สำนักงานบริหารการผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (9 หมอ) อาจมองเห็นได้จากจำนวนบุคลากรที่ลงพื้นที่หรือขอบเขตการดำเนินงานที่ขยายออกไปในหลายพื้นที่ห่างไกลของประเทศ แต่คุณค่าที่แท้จริงนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะประเมินด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว คุณค่าดังกล่าวอยู่ที่การร่วมกันสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ห่วงใยผู้คน
ระบบที่มองเห็นชุมชนเป็นศูนย์กลาง มองสุขภาพเป็นมากกว่าการรักษาโรค และมองคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำงาน ดังปรัชญาสถาบันที่ว่า ปัญญาเพื่อชุมชน

