หน้าแรก ประชาชื่น สถาบันพระบรมร...

สถาบันพระบรมราชชนก ลุยเชิงรุกเตรียมพร้อมแพทย์เพิ่มทักษะ ปักหมุดสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา

12.05.26 | 13:31 น.

ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งสังคมผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการ การเสริมความแข็งแรงจากด่านหน้า จึงไม่ใช่เพียงนโยบาย หากแต่เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบสุขภาพอย่างยั่งยืน

หนึ่งในกลไกสำคัญนั้นคือ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากพระราชดำริอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ห่างไกล และได้กลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบ Primary Health Care ของประเทศ

สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) ในฐานะสถาบันการศึกษาและพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ เลือกลงมือทำผ่านโครงการนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะไปปฏิบัติงาน ณ สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า การทำให้ระบบปฐมภูมิเข้มแข็ง ต้องเริ่มจากการออกแบบ ‘บทบาทของคน’ ให้สอดคล้องกับ ‘บริบทของพื้นที่’

‘บทบาทคน’สอดรับ‘บริบทพื้นที่’
เตรียม‘แพทย์เพิ่มพูนทักษะ’พร้อมทำงานชุมชนจริง

Advertisement

สบช. โดย สำนักงานบริหารผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (9 หมอ) ได้จัดการประชุมโครงการบริหารจัดการการรับและเตรียมความพร้อมแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เมื่อวันที่ 27-29 เมษายน 2569 เพื่อนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะไปปฏิบัติงานสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการอบรมทางวิชาการ แต่คือกระบวนการเปลี่ยนมุมมองของแพทย์จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การดูแลสุขภาพประชาชนแบบองค์รวมในชุมชน

แนวคิดของโครงการนี้ไม่ได้ตั้งต้นจากการส่งแพทย์ไปประจำพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งต้นจากคำถามเชิงระบบว่าแพทย์ควรอยู่ในระบบสุขภาพปฐมภูมิอย่างไร และควรทำงานร่วมกับชุมชนแบบใด

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ การพัฒนาแพทย์เพิ่มพูนทักษะให้ไปทำงานที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ไม่ได้หมายถึงการเพิ่มภาระ แต่เป็นการวางบทบาทใหม่ให้แพทย์ทำงานเชิงรุก ทำงานเป็นทีม และทำงานเป็นเครือข่ายกับชุมชนอย่างแท้จริง

ภายใต้การออกแบบเช่นนี้ แพทย์ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ทำงานร่วมกับทีมสุขภาพและระบบสนับสนุน ทั้งด้านวิชาการ เทคโนโลยี และนโยบาย

ไม่ใช่แค่ฝึกประสบการณ์ แต่เรียนรู้การเป็นแพทย์ในระบบปฐมภูมิ

สำหรับ สบช. สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษานวมินทราชินี ไม่ใช่เพียงแหล่งฝึกประสบการณ์ แต่เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้ของระบบสุขภาพปฐมภูมิ’

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก กล่าวถึงความหมายของโครงการนี้ว่า “นี่คือการเตรียมความพร้อมแพทย์ให้เข้าใจระบบสุขภาพชุมชนจริงๆ ตั้งแต่การดูแลแม่และเด็ก ทันตสุขภาพ การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ไปจนถึงการสร้างชุมชนสุขภาวะ ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากการดำเนินงานเชิงระบบผ่าน สบช.โมเดลที่ผ่านมา สะท้อนผ่านข้อมูลว่าสามารถการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 400 ล้านบาท ซึ่งชี้ชัดว่าปฐมภูมิที่เข้มแข็งคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งหมดนี้คืออนาคตของระบบสุขภาพปฐมภูมิ การนำแพทย์เพิ่มพูนทักษะมาปฏิบัติงานในพื้นที่จริง จึงไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ทางคลินิก แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตของชุมชน และเรียนรู้ความหมายของการเป็นแพทย์ในระบบปฐมภูมิ”

ลดเหลื่อมล้ำ เพิ่มศรัทธาบริการใกล้บ้าน
จากห้องตรวจ สู่‘หน้าด่านแรก’แห่งชีวิต

ด้าน นายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ “แพทย์ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องออกไปออกแบบการส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรก ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน” คำกล่าวนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ

ในมุมมองของ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ให้ภาพคุณค่าของโครงการนี้ปรากฏชัดในระดับประชาชน ว่าการมีแพทย์ประจำในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งใกล้บ้านเป็นที่ปรึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานีอนามัยจึงไม่ใช่เพียงสถานที่รักษา แต่เป็นพื้นที่สร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนในระยะยาว

นี่คือการตอบสนองระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนผู้รับบริการ แต่ด้วยความเชื่อมั่นและความผูกพันระหว่างระบบกับชุมชน

เสียงจากแพทย์ คุณค่างอกงามด้วยความตั้งใจ
เมื่อการทำงานมีความหมายมากกว่าเดิม

แพทย์หญิงปณิดา เสนธรรม แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเพชรบูรณ์ สะท้อนว่า การเข้าร่วมโครงการทำให้เข้าใจปฐมภูมิมากขึ้น จากเดิมที่เคยทำงานในโรงพยาบาลเป็นหลัก การมาปฏิบัติงานในสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ ทำให้เห็นระบบการดูแลประชาชนในมิติที่ลึกขึ้น และรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมาสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงของผู้คนได้

ด้าน นายแพทย์ธีรวุฒิ ไหลมี แพทย์เพิ่มพูนทักษะ จากโรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ มองว่าโครงการนี้คือโอกาสสำคัญ เพราะเปิดพื้นที่ให้แพทย์ที่ไม่ได้มีหน้าที่รักษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังได้ทำงานในเชิง การส่งเสริม ป้องกัน และรักษา ตั้งแต่ด่านแรกของระบบ ร่วมกับสหวิชาชีพและชุมชน

มุมมองนี้ตอกย้ำบทบาทใหม่ของแพทย์ปฐมภูมิ ในฐานะผู้ทำงานเชิงรุก เข้าใจบริบทพื้นที่ และเชื่อมโยงคนกับระบบสุขภาพ

ผลงานของ สบช. โดย สำนักงานบริหารการผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ (9 หมอ) อาจมองเห็นได้จากจำนวนบุคลากรที่ลงพื้นที่หรือขอบเขตการดำเนินงานที่ขยายออกไปในหลายพื้นที่ห่างไกลของประเทศ แต่คุณค่าที่แท้จริงนั้นลึกซึ้งเกินกว่าจะประเมินด้วยตัวเลขเพียงอย่างเดียว คุณค่าดังกล่าวอยู่ที่การร่วมกันสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่ห่วงใยผู้คน

ระบบที่มองเห็นชุมชนเป็นศูนย์กลาง มองสุขภาพเป็นมากกว่าการรักษาโรค และมองคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำงาน ดังปรัชญาสถาบันที่ว่า ปัญญาเพื่อชุมชน