หน้าแรก ประชาชื่น สิทธิเดช มัยล...

สิทธิเดช มัยลาภ มองโอกาสธุรกิจ Aviation Tech ปี 2570

17.05.26 | 11:09 น.

สิทธิเดช มัยลาภ
มองโอกาสธุรกิจ
Aviation Tech ปี 2570

“ผมว่าเรายังมีโอกาสที่จะเห็น…แสงสว่างปลายอุโมงค์”

ประโยคเปิดของ “สิทธิเดช มัยลาภ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท SKY ICT อาจฟังดูสวนทางกับบรรยากาศโลกในเวลานี้ ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะจบลงเมื่อไร

สงครามทำให้ต้นทุนพลังงานผันผวน เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน และธุรกิจการบินทั่วโลกต่างได้รับแรงกระแทกเต็มๆ แต่สำหรับ “สิทธิเดช” เขากลับมองอีกมุมหนึ่งว่า ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ ประเทศไทยอาจกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของโอกาสครั้งใหม่

ไม่ใช่เพราะมองโลกในแง่ดีเกินจริง หากแต่เป็นมุมมองจากคนที่อยู่กลางระบบ Aviation ของประเทศ ในฐานะผู้ช่วยบริหารจัดการสนามบินให้กับการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT) และกรมท่าอากาศยานไทย (Department of Airports-DOA) ดูแลสนามบินรวม 13 แห่งทั่วประเทศ

Advertisement

ตั้งแต่สนามบินหลักของ AOT ทั้งสุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ ไปจนถึงสนามบินภายใต้กรมท่าอากาศยานอีก 7 แห่ง ทั้งกระบี่ อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น พิษณุโลก ตรัง และนครศรีธรรมราช

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเลขจริงในระบบกลับ “ไม่เป็นอย่างที่หลายคนคิด”

“ตอนแรกเราคิดว่าคนเดินทางน่าจะลดลง แต่ข้อมูลกลับตรงกันข้าม” สิทธิเดชเล่า พร้อมยกข้อมูลจากระบบบริหารจัดการสนามบินของ SKY ขึ้นมาอธิบาย

เดือนมีนาคมปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สนามบินภายใต้ AOT ทั้ง 6 แห่ง มีจำนวนผู้โดยสารเติบโตเฉลี่ยราว 8% ขณะที่สนามบินภายใต้กรมท่าอากาศยานอีก 7 แห่ง เติบโตไม่ต่ำกว่า 15% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่การเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย รวมถึงการเดินทางภายในประเทศ กลับยังขยายตัวต่อเนื่อง

เขามองว่า ไตรมาสแรกของทุกปีมักเป็นช่วงพีคของการเดินทางอยู่แล้ว ส่วนไตรมาสสองจะมีแรงส่งจากเทศกาลสงกรานต์ ก่อนจะเริ่มชะลอลงในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน และเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาสสาม

แต่สิ่งที่ต้องจับตา คือผลกระทบระยะยาวจากสงครามและราคาน้ำมัน

อย่างไรก็ตาม สิทธิเดชยังเชื่อว่า “สถานการณ์อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กังวล” หากปัจจัยทางการเมืองโลกเริ่มคลี่คลาย และประเทศไทยยังบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้ดี ก็มีโอกาสที่ไตรมาสสองจะไม่ตกแรงเหมือนที่หลายฝ่ายประเมิน

“เราพยายามมองวิกฤตให้เป็นโอกาส” เขาพูดเรียบๆ แต่ชัดเจน

สำหรับ SKY สิ่งที่เริ่มทำทันที คือการ “ปรับทัพภายใน” ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะทุกบาทที่ลดได้ คือกำไรของบริษัทแบบเต็ม 100% ข้อได้เปรียบสำคัญของ SKY คือเป็นธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการ จึงไม่ได้แบกรับต้นทุนน้ำมันโดยตรงเหมือนสายการบิน ทำให้ยังสามารถเดินหน้าพัฒนาโซลูชั่นระยะยาว เพื่อช่วยลูกค้าบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญ คือการมุ่งสู่ “Green Airport” และ “Smart Airport” รองรับแนวคิด Net Zero ปี ค.ศ.2050

ทั้งการพัฒนาระบบประหยัดพลังงานในอาคารสนามบิน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการการเดินทางของผู้โดยสารอย่างแม่นยำมากขึ้น

โครงการที่ SKY ให้ความสำคัญมาก คือ “Smart Flows” หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลผู้โดยสารอัจฉริยะ

ระบบนี้ทำหน้าที่ติดตามการเดินทางของผู้โดยสารตั้งแต่ลงรถ เช็กอิน ผ่านจุดตรวจค้น ไปจนถึงหน้าเกต เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและคาดการณ์ “จุดแออัด” ล่วงหน้า

เช่น รู้ได้ว่าทุกวันจันทร์เวลา 08.00 น. หรือวันอังคารเวลา 10.00 น. จุดตรวจค้นใดจะเริ่มหนาแน่น ผู้บริหารสนามบินจึงสามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปเตรียมพร้อมได้ก่อนที่ปัญหาจะเกิด

จากเดิมที่บางกระบวนการอาจมีถึง 10 ขั้นตอน ระบบสามารถช่วยลดเหลือเพียง 6-7 ขั้นตอน

ประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากรบุคคลได้ถึง 20-30%

สิทธิเดชเล่าด้วยน้ำเสียงสนุกว่า ทุกวันนี้ระบบรู้ละเอียดถึงขั้นว่า ผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิวันละประมาณ 60,000 คน มีพฤติกรรมอย่างไร

รู้ว่า 10% จะลงไปใช้บริการร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านสะดวกซื้อที่ชั้น 3

รู้ว่าใครเป็นกลุ่มผู้โดยสารโลว์คอสต์

รู้ว่าใครมักเช็กอินแล้วรีบเข้าเกตทันที

หรือใครเป็นกลุ่มผู้โดยสารระยะไกลที่นิยมใช้เลานจ์ก่อนขึ้นเครื่อง

แม้แต่เรื่องเวลาการเดินทางมาสนามบิน ระบบก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้โดยสารกี่เปอร์เซ็นต์มาถึงก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง หรือแม้แต่ 4 ชั่วโมง

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ “ข้อมูลน่าสนใจ” แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารสนามบินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อีกด้านหนึ่ง SKY ยังเตรียมเดินหน้า Green Business และ Green Energy อย่างจริงจัง โดยใช้โมเดลลงทุนแบบ Service Model หรือ Project Finance

พูดง่ายๆ คือ ภาครัฐไม่จำเป็นต้องลงทุนก้อนใหญ่ตั้งแต่ต้น SKY จะลงทุนระบบเทคโนโลยีให้ก่อน แล้วค่อยรับค่าบริการเป็นรายไตรมาสในระยะยาว ช่วยลดภาระงบประมาณของลูกค้า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้บริษัทไปพร้อมกัน

สิทธิเดชยังเล่าถึงบทสนทนากับ AirAsia ที่สำนักงานใหญ่ ประเทศมาเลเซีย ที่สะท้อนภาพของอุตสาหกรรมการบินได้ชัดเจน

ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมหาศาล ทำให้สายการบินต้องหาวิธีลดต้นทุน บางส่วนเลือกพักเครื่องบินบางลำ และพยายามเพิ่มอัตราบรรทุกผู้โดยสารให้เต็มที่สุดในทุกเส้นทางบิน

แต่ในอีกมุมหนึ่ง วิกฤตนี้อาจกลายเป็น “โอกาส” ของประเทศไทย

เมื่อหลายสายการบินไม่สามารถใช้ฮับในตะวันออกกลางได้เหมือนเดิม เที่ยวบินจำนวนมากจึงเริ่มเบนเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ทั้งไทย สิงคโปร์ และฮ่องกง

“นี่คือช่วงแจกแซมเปิล” สิทธิเดชเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพ

เหมือนเวลาห้างแจกขนมให้ลองชิม หากลูกค้ารู้สึกว่าดี เขาก็อาจกลับมาซื้อซ้ำ

ประเทศไทยจึงต้องใช้จังหวะนี้ให้ดีที่สุด ทั้งบริการ โปรโมชั่น ค่าหลุมจอด หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อทำให้สายการบิน “ติดใจ” และเลือกใช้ไทยเป็นฐานบินระยะยาว

“ถ้าสงครามจบแล้วทุกอย่างกลับไปเหมือนเดิม แสดงว่าเราเสียโอกาส”

เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนย้ำว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การดึงคนเข้ามา แต่ต้องทำให้เขา “อยากอยู่ต่อ”

ตัวเลขล่าสุดสะท้อนภาพนั้นได้ไม่น้อย

ภูเก็ตวันนี้แน่นจนเกือบล้นระบบ รองรับได้ราว 25 ไฟลต์ต่อชั่วโมง ขณะที่ดอนเมืองรองรับได้ประมาณ 45 ไฟลต์ต่อชั่วโมง ส่วนสุวรรณภูมิรองรับได้ราว 80-85 ไฟลต์ต่อชั่วโมง และยังมีพื้นที่เติบโตได้อีกมาก

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก SKY จึงกำลังเร่งสร้างระบบ Aviation อัจฉริยะ ทั้งด้านความปลอดภัย การบริหารจัดการ และประสบการณ์ผู้โดยสาร เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินสำคัญของภูมิภาค

“จะสำเร็จหรือไม่…ก็คงต้องรอดู”

สิทธิเดชทิ้งท้ายสั้นๆ ก่อนลุกไปประชุมต่อ ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน แต่สำหรับเขา ดูเหมือนว่า “โอกาส” ยังซ่อนอยู่ในทุกวิกฤตเสมอ

กรรณิการ์ ฉิมสร้อย

เทคโนโลยี Smart Flow
จัดการความแออัด-ลดเวลารอคอย

เทคโนโลยี “สมาร์ท โฟลว์” เป็นระบบจัดการกระแสผู้โดยสารอัจฉริยะ ที่ใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) และข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric) เพื่อติดตามพฤติกรรมผู้โดยสารแบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงข้อมูลทุกจุดในท่าอากาศยาน ช่วยบริหารจัดการความแออัด ลดเวลารอคอย และทำให้การเดินทางของผู้โดยสารสะดวกมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เช็กอินไปจนถึงประตูขึ้นเครื่อง

องค์ประกอบสำคัญของเทคโนโลยีสมาร์ท โฟลว์ ได้แก่

-ระบบ Biometric & Facial Recognition ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในขั้นตอนต่างๆ เช่น การเช็กอิน การโหลดกระเป๋า หรือผ่านจุดตรวจค้น ทำให้ผู้โดยสารเดินทางได้โดยไม่ต้องแสดงเอกสารซ้ำซ้อน

-ระบบ Real-Time Passenger Movement Tracking เป็นการติดตามการเคลื่อนไหวของผู้โดยสารตั้งแต่จุดลงรถ เช็กอิน จุดตรวจค้น ตม. ไปจนถึงหน้าเกต เพื่อให้ทราบปริมาณคนและป้องกันจุดคอขวด

-ระบบ Data Analytics เป็นการนำข้อมูลมหาศาลมาวิเคราะห์ เพื่อคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารและบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประโยชน์ของระบบสมาร์ท โฟลว์ ช่วยลดความแออัดและช่วยกระจายผู้โดยสาร การบริหารคิวตรวจค้น/ตม. ทำให้ลดเวลารอคอย ยกระดับการเดินทางที่ต่อเนื่องรวดเร็ว เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารและนักท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล ICAO และ IATA สำหรับในประเทศไทย ระบบสมาร์ท โฟลว์ ถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับท่าอากาศยานสู่การเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) และพัฒนาให้เป็นสมาร์ท แอร์พอร์ต

‘เน็ต ซีโร่ แอร์พอร์ต’
(Net Zero Airport)
เป้าหมายเต็มรูปแบบปี 2587

บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม ตอบสนองต่อนโยบายระดับชาติของรัฐบาล ในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีการบินโลก โดยการดำเนินงานและเป้าหมายมีแนวทางที่ชัดเจน เพื่อขับเคลื่อนให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินหลักของไทยให้ก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการบิน” ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการลงนามข้อตกลงร่วมกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อพัฒนามาตรฐานสิ่งแวดล้อม วางเป้าหมายระยะสั้นในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2573 และบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ในกลุ่มสนามบินหลักทั้ง 6 แห่งภายในปี 2587 (สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ภูเก็ต และหาดใหญ่)

การทำให้สนามบินของไทยเป็น เน็ต ซีโร่ คือการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการท่าอากาศยาน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ โดยบริษัท AOT ได้ตั้งเป้าหมายเร่งด่วนเพื่อนำร่องสู่การเป็น “กรีน แอร์พอร์ต” ครอบคลุมแนวทางปฏิบัติสำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่

1.การใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เป็นการใช้พลังงานสะอาดในช่วงกลางวัน โดยติดตั้งโซลาร์เซลล์เต็มรูปแบบ ทั้งแบบโซลาร์รูฟท็อปบนอาคารผู้โดยสาร อาคารจอดรถ และโซลาร์ลอยน้ำ ในเขตสนามบิน

2.เปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า กำหนดให้รถยนต์จดทะเบียนใหม่ภายในสนามบิน ทั้งรถของผู้ประกอบการให้บริการภาคพื้น รถบัสรับส่ง รถลิมูซีน และรถแท็กซี่ เปลี่ยนมาเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งจะเร่งติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า รองรับการใช้งานของยานพาหนะทุกประเภทภายในท่าอากาศยาน

3.สนับสนุนเชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน โดยใช้เชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเครื่องบินที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้สูงสุดถึง 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันเจ็ตทั่วไป

4.อาคารประหยัดพลังงานและการจัดการขยะ จะมีการออกแบบอาคารใหม่อย่างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1 (SAT-1) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมปรับปรุงระบบปรับอากาศและเปลี่ยนไฟส่องสว่างรันเวย์/ลานจอด

เป็นหลอดแอลอีดี ซีโร่ และทำระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้หมุนเวียนในระบบส่วนกลาง และบริหารจัดการขยะจากเที่ยวบินอย่างเป็นระบบ

แนวทางการดำเนินการนี้วางแผนให้บรรลุเป้าหมายทั้งหมดภายในปี 2587