หน้าแรก ประชาชื่น เมื่อ NSTDA ว...

เมื่อ NSTDA วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ พลังงาน (สะอาด) ที่สร้างเองได้ อนาคตปากท้องเกษตรกรไทย

18.05.26 | 12:00 น.

เมื่อ NSTDA วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ พลังงาน (สะอาด) ที่สร้างเองได้ อนาคตปากท้องเกษตรกรไทย

‘พืชเศรษฐกิจ’ คำสั้นๆ ที่ชวนให้นึกถึงผลผลิตอย่าง ‘ข้าว ยาง มัน อ้อย ปาล์ม’ หรือแม้แต่ทุเรียน

ที่เราเห็นความพากเพียรในการผลักดันจากทางภาครัฐเสมอมา

แต่ต้องยอมรับว่า พืชผลหลายชนิดในรัศมีเพื่อนบ้าน พัฒนารุดหน้า

เห็นได้จาก ‘ข้าวเวียดนาม’ ที่ไต่แรงก์ส่งออก เบียดแซงหน้าไทยแลนด์เป็นที่เรียบร้อย

Advertisement

ในความถดถอย ยังมีความก้าวหน้า

เพราะล่าสุด นักวิจัยไทยได้ค้นพบ Hidden Gem ที่เราอาจมองข้าม แต่ปลูกง่าย เห็นได้ตามรายทางอย่าง ไผ่

คืออนาคตของ เกษตรมูลค่าสูง ที่อาจกลายเป็นวัสดุสำคัญใน ‘โครงสร้างพื้นฐาน’

อีกทั้งยังหมุนเวียนเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้ในหลายอุตสาหกรรม

สำคัญคือมี ‘ความกรีน’ เป็นคุณสมบัติเด่น สอดรับกับเทรนด์ เศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจ ในวันที่โลกเสียบาลานซ์ ระหว่างความต้องการบริโภค กับ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

‘พลังงานสะอาด’ อาจเป็นทางรอดเดียว ที่เราต้องโฟกัส

ระบบตรวจวัดน้ำ ‘Smart sense Smart care’

แต่จะทำอย่างไรให้เดินไปได้แบบคู่ขนาน สร้างประโยชน์แบบ 2 IN 1 ในทางเศรษฐกิจ

จากการประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 21 NAC 2026 ของ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ NSTDA ซึ่งปีนี้มาในธีม “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”

สิ่งที่สะท้อนเด่นชัด คือ มิชชั่นใหม่ ในการมุ่งแก้โจทย์ที่ว่า

‘เราจะเก็บข้อมูลคาร์บอนเครดิตได้อย่างไร’ ?

เพื่อพิชิตเป้าหมาย ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายใน 39 ปีข้างหน้า

มากไปกว่านวัตกรรมที่อัดแน่น จัดเต็มทั้ง 40 หัวข้อสัมมนา 100 นิทรรศการ ตอบโจทย์เศรษฐกิจยั่งยืน ครบครันด้วยนวัตกรรม 5 มิติ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรยั่งยืน, พลังงานสะอาด, คุณภาพชีวิตดี, อุตสาหกรรมสีเขียว และการจัดการของเสียอย่างชาญฉลาด

ทาง NSTDA ยังได้ทดลองวัดผลเป็นรูปธรรม ประเมินค่า Carbon Emissions (การปล่อยคาร์บอน) จากการเดินทาง ของผู้เข้าร่วมงาน

บรรยากาศงาน NAC 2026 จัดขึ้นระหว่าง 24-28 เมษายนที่ผ่านมา ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี

‘เกษตรยั่งยืน’ ด้วยเทคโนโลยี

สร้าง Cloud ลดนำเข้า-เคลมคาร์บอนเครดิต

เริ่มจากเกษตรยั่งยืน

ซูมไปดู สายประมงเพาะเลี้ยง รอบนี้เสิร์ฟนวัตกรรม สารชีวภาพ AQ35-VAC แก้ปัญหากุ้งติดเชื้อ EHP (ทำให้ได้ไซซ์เล็กลง)

พร้อม ‘ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย เพื่อสร้างมูลค่า’ แก้ปัญหาผลผลิตลดลงเหลือ 28 ล้านตัน ด้วยวิจัยเจาะไปถึงราก 600 กว่าสายพันธุ์ เกิดเป็นแพลตฟอร์ม ‘Cassavastore Database’ หรือ ฐานข้อมูลพันธุกรรม ไปจนถึง การลดเชื้อ ที่ทำให้เกิดใบด่าง โดยมี SLCMV-ICG Strip test คล้าย ATK ตรวจโควิด แต่ใช้ตรวจโรคพืช

เพื่อเข้าถึงเกษตรกรได้ง่าย จึงเพิ่มช่องทาง LINE ‘ไลน์บอตโรคมัน’ สำหรับรีเช็กโรค รวมถึงแนะนำสภาพแวดล้อมให้พร้อมปลูก

แน่นอนว่าความ ‘ออร์แกนิค’ เป็นตัววัดความพรีเมียม จึงพัฒนา ชุดตรวจคุณภาพดิน แบบพกพา นำร่องที่ภาคอีสาน ซึ่งมันสำปะหลังอินทรีย์เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในปลายทาง

ปิดท้ายด้วยปลายน้ำ อย่าง ‘TreFast’ เทคโนโลยีผลิตน้ำตาลฟังก์ชั่น ทรีฮาโลส ซึ่งเป็นสารแต่งเติมความหวานในแทบทุกอุตสาหกรรมอาหาร เป็นเทคโนโลยีกึ่งนำร่อง ที่จะช่วยลดการนำเข้าจากจีนได้ในอนาคต

โดยยังนำของเสียจาก ‘กาก’ มาผลิตเป็นพลังงานชีวภาพ หมุนเวียนใช้เป็นพลังงานต่อ เช่น ใช้ปั่นไฟ แก้ปัญหากากมันสำปะหลัง ที่เมื่อเน่าเสียจะเปลี่ยนเป็นก๊าซ Co2 ได้อีกทาง

ต่อด้วยบริการอย่าง dSERPV แพลตฟอร์มบริการผลิตและวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพ BCG อาทิ โปรตีนทางเลือกจากพืช อาหารเสริม อาหารสัตว์ ไข่ไก่ DHA ฯลฯ

‘เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อยกระดับมูลค่าข้าวไทย’ ด้วยการปรับปรุงสายพันธุ์ อาทิ ข้าวเจ้าพันธุ์ไบโอเทค 1, พันธุ์หอมสยาม ที่มีความทนแล้งมากกว่า หอมมะลิถึง 2 เท่า และหอมสยาม 2 เหมาะปลูกในพื้นที่น้ำหลาก ท่วมบ่อย ช่วยลดการสูญเสียหากอนาคตต้องเผชิญกับภัยพิบัติ

โดยหากปลูกสลับกับ ‘พันธุ์ไบโอเทค 1’ และ ‘หอมชลสิทธิ์ 2’ (เปียกสลับแห้ง) จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 50% สามารถเคลมได้ว่าเป็น ข้าวคาร์บอนต่ำ เกษตรกรได้ทั้งผลผลิตและคาร์บอนเครดิตไปพร้อมกัน

‘ยกระดับเห็ดเศรษฐกิจ สู่ความมั่นคงทางอาหาร’ ด้วยนวัตกรรมเพาะเห็ดครบวงจร ซึ่งพบว่าเห็ดแครง โปรตีนสูง รวมถึงอยู่ระหว่างวิจัยเห็ดฟาง (หาได้ง่ายในชุมชน) โดยส่งเสริมชาวบ้านที่ จ.ตาก ศรีสะเกษ และลำปาง ให้ปลูกเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนสร้างรายได้เพิ่ม ปัจจุบันพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ‘โจ๊กเห็ดระโงก’ ซึ่ง waste จากการผลิตเห็ด ยังสามารถใช้ทำ ‘วัสดุคอมโพสิต กระทงเส้นใยเห็ด’ ได้อีกด้วย

Herbal Wellness for all Life ด้วยการพัฒนาสมุนไพร เป็นเวชสำอาง Anti-Aging เซรั่มสำหรับลดผมหลุดร่วง สเปรย์ลดการอักเสบ สมานแผลในสัตว์ และผลิตภัณฑ์ยับยั้งเชื้อรา ครีมสมุนไพรต้านเต้านมอักเสบในโคนม

Smart sense Smart care ระบบตรวจวัดน้ำ เพื่อควบคุมสารโลหะหนัก ตะกั่ว สารหนู ที่ปัจจุบันพบในแม่น้ำกกสูงมาก อ่านผลได้ใน 1-2 นาที

โดยข้อมูลสามารถเก็บในระบบ Cloud ระดับประเทศ ส่งตรงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ ‘กำหนดนโยบาย’ ได้อย่างง่ายดาย

วัสดุคอมโพสิต ‘กระทงเส้นใยเห็ด’ จาก Waste

ไบโอชาร์-ไม้โตเร็ว

อนาคตโครงสร้างพื้นฐาน ‘พลังงานที่สร้างได้เอง’

แน่นอนว่าไม่พูดถึงไม่ได้

ในยุคที่ราคาน้ำมัน ผันผวนอย่างกับทองคำ

หรือหากเกิดเวิร์สต์เคส นำเข้าเชื้อเพลิงไม่ได้

ไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร คืออนาคตของพลังงานที่สร้างได้เอง จากพืชบ้านเราอย่าง ‘ไผ่’

เป็นเทรนด์อนาคตที่ทั้งท้าทาย และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

บูธ ฐานข้อมูล ไบโอชาร์ไทย พาเราอัพเดตความร่วมมือระหว่าง MTEC NECTEC และกรมวิชาการเกษตร/พัฒนาที่ดิน ร่วมด้วยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ล่าสุดมีการพัฒนา ต้นแบบผลิตไบโอชาร์ใช้ในแหล่งชุมชน โดยติดตัววัด Heat Wave ที่เตาเผา เข้าสู่ตัววัดเกณฑ์ ส่งข้อมูลขึ้น Cloud สามารถแสดงผลเป็นแผนที่ Dashboard หรือกราฟได้ โดยบอกละเอียดถึงระดับตำบล อีกทั้งยังวิเคราะห์ข้อมูลได้ทั้งประเทศ

สิทธิสุนทร สุโพธิณะ รองผู้อำนวยการเอ็มเทค เห็นอนาคตของ ไม้ Glulam และจุดที่ต้องขับเคลื่อนต่อร่วมกับเชิงพาณิชย์

คือหากผลักดันให้มีมาตรฐานรองรับ ในอนาคตไม้ต่างๆ ไม่เฉพาะไผ่ หรือ ยางพารา แค่เพียงเป็นไม้โตเร็ว ก็สามารถเป็น ‘ไม้โครงสร้างได้’ ซึ่งมีหลายบริษัทเอกชนที่สนใจ แต่ต้องทำงานกับหลายภาคส่วนอย่างมาก

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผลักดัน เพราะไม้เหล่านี้มูลค่าสูงกว่าไม้สังเคราะห์ปกติ จึงต้องมีกระบวนการที่ทำให้ราคาเหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่ใช้งานในรีสอร์ตระดับพรีเมียม แต่เราจะทำให้ต้นทุนถูกลงได้อย่างไร เพื่อให้ใช้งานทั่วไปได้ด้วย”

ซึ่งในฝั่งที่ส่งเสริมเกษตรกรในการปลูก โดยเฉพาะภาคเหนือ มีลำปาง เชียงใหม่เริ่มนำร่องแล้ว เตรียมขยายไปที่อุดรธานี ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรี

โดยตั้งเครื่องจักรที่ลำปาง เป็น ‘Living Lab’ ให้เอกชนทดลองใช้ หรือหากใครมีสูตรผลิตไผ่ในรูปแบบต่างๆ ก็ยินดีเปิดพื้นที่ทดลอง

“ในแง่ของการส่งเสริมนั้น ไม่ยาก แต่หลายๆ ครั้งเราส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกนั่นปลูกนี่ แล้วทิ้งเขาไว้

ไม่อยากให้ ‘ไผ่’ เป็นแบบนั้น MTEC จึงเข้ามาดูแลในส่วนของการแปรรูป เพราะการตั้งโรงงาน ใช้ทุนค่อนข้างสูง เรานำเครื่องจักรเข้ามา ราว 10 ล้านบาท ซึ่งถ้ามองตลาดเอกชนยังไม่มีใครกล้าลงทุน”

ในฐานะภาครัฐ รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ จึงมองว่า เอ็มเทค น่าจะรับบทบาท แบกรับความเสี่ยงตรงนี้แทน

โดยปัจจุบันเกษตรกรขายไม้ไผ่ได้ ลำละประมาณ 60-80 บาท

เพื่อสร้างมูลค่าให้ได้มากกว่านั้น จึงต้องหาทางให้ ‘ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน’

“ไผ่ จะใช้ได้แค่ช่วงกลาง อายุ 5 ปีขึ้นไป ส่วนโคนกับปลาย เอามาแปรรูปไม่ได้ เราต้องมีกระบวนการทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นพลังงาน ทำเป็นชีวมวล หรือ ‘ไบโอชาร์’ ซึ่งใน จ.ลำปาง เราก็มีแนวคิดนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงกับเตาเผา ในศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก โดยในพาร์ตนี้จะร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

ทุกส่วนของไผ่ ต้องใช้ประโยชน์ให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่คุ้ม ถ่านไบโอชาร์ คือส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนส่วนโคนของไผ่ ให้เป็นพลังงานสิทธิ” สุนทรเล่าทิศทางที่เห็นเค้าลางความเป็นไปได้

ก่อนลงลึกถึงดีเทล ‘ไผ่’ ที่เหมาะแปรรูปเป็น ‘ไม้เทียม’

ที่ดีที่สุดคือ ไผ่ซางหม่น ลำใหญ่ ข้างในหนา โตได้ดีในพื้นที่ภาคเหนือ ลำปาง เชียงใหม่ ปราจีนบุรี

มาถึงคำถามสำคัญ แล้วทำไมต้องเป็น ‘ไผ่’?

สิทธิสุนทรชี้ว่า เพราะปลูกง่าย โตไว ไม่ต้องดูแลมากชาวบ้านสามารถปลูกได้ตามปลายนา เก็บหน่อมากินได้ด้วยซึ่ง ประเทศจีน มีโมเดลทำให้เห็นแล้วว่า ‘ไผ่ เป็นพืชเศรษฐกิจได้’

“ไผ่ ทางจีนก็โตได้แค่ทางใต้ของประเทศเขา บ้านเรามี ‘ไผ่ซางหม่น’ ที่คล้ายๆ ไผ่โมโซ ในหนังจีน ลำโตเหมือนกัน ของเราดีกว่าตรงที่หนากว่า ความแข็งแรงจะดีกว่าในแง่การทำโครงสร้าง และเราปลูกได้ง่ายกว่า เพียงแต่ต้องบริหารจัดการแปลงปลูกให้ดี”

คือภาพอนาคต ที่ส่อแววจะเกิดขึ้นได้จริง

เทคโนโลยีเปลี่ยนกากมัน-น้ำเสีย เป็น ‘Biogas’

โจทย์ที่รัฐ ควรซับซิไดซ์

หนุนเกษตรกร ขายคาร์บอนได้

แต่หากพิชิตเป้าหมายนี้ได้แล้ว ความท้าทายคือวัดกันที่ ‘ต้นทุนค่าตัดและขนส่ง’

โดยโมเดลของไทย อาจแก้ด้วยการแยกกระบวนการ Green Process แปรรูปขั้นต้น ใกล้กับแหล่งปลูก ก่อนเข้าสู่โรงงาน (เพื่อลดการขนส่ง)

ซึ่งค่อนข้างชัวร์ว่า ปลูกพืชชนิดนี้ เกษตรกรไทยได้เงินทุกวัน

สิ่งที่เราจะต้องไปต่อ หลังส่งเสริมให้ปลูก คือ ‘ต้องขายคาร์บอนได้’ ซึ่งจะทำให้ไทยน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนทันที

จึงเป็นงานที่ MTEC ต้องอุดช่องว่างตรงนี้ ให้สามารถวัดเป็น ‘ตัวเลข’ ได้จริง

รวมถึงงาน สนับสนุนให้เกษตรกรขึ้นทะเบียน เพื่อประเมินฐานคาร์บอน

“ต้นทุนไม่ได้ถูก อยู่ที่หลัก 400,000-600,000 บาท เพื่อขึ้นทะเบียน มองว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้ ในฐานะหน่วยงานรัฐสามารถซับซิไดซ์ได้หรือไม่ เหมือนการขอขึ้นทะเบียน มาตรฐาน ISO ที่ถ้าปล่อยให้ชุมชนทำกันเอง คงเกิดขึ้นได้ยาก เป็นภาครัฐที่ต้องเข้าไปช่วย absorbed ต้นทุนส่วนนี้

ที่สำคัญ ต้องปลูกในปริมาณที่มากพอขาย บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ รวมทั้งกระบวนการ Verify ขึ้นทะเบียน” สิทธิสุนทรเน้นย้ำ

แน่นอนว่า สเต็ปต่อไปคือ ‘ตลาด’ ที่จะเข้ามารองรับ

คือหนึ่งในโจทย์ที่ภาครัฐต้องคิดต่อ ว่าควรเดินต่อไปโดยใช้มาตรการทางธุรกิจ หรือควรส่งเสริมด้วยนวัตกรรมที่รัฐมี

‘TreFast’ เทคโนโลยีที่จะช่วยลดการนำเข้า สารแต่งเติมความหวาน

มิชชั่นต่อไป ทำฐานข้อมูลระดับชาติ

เริ่มที่ ‘จัดซื้อจัดจ้างสีเขียว’

หนึ่งในเรื่องที่ผลักดัน เป็นวาระสำคัญอย่าง Zero Waste

หลังทำงานในเรื่องนี้มา 3 ปี สิทธิสุนทร พบว่ากระบวนการนำ Waste มาเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์นั้น ไม่ยากเท่า ‘ต้นทุนในการบริหารจัดการ Waste’

“เราจะจัดการพาร์ตนี้อย่างไร ดังนั้น การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เป็นอีกช่องทางที่เราจะต้องขับเคลื่อน ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนโดยใช้ Green Label กับคาร์บอนฟุตพรินต์ แต่ยังไม่ใช่เกณฑ์สากล ต้องใช้ค่า Emission Factor ซึ่งเป็นที่สิ่งที่ทาง ดร.นงนุช พูลสวัสดิ์ กับ กรมควบคุมมลพิษ ต้องทำฐานข้อมูลนี้ให้กับประเทศ”

ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นได้ ทางกรมบัญชีกลาง ก็พร้อมรับลูก กำหนดเป็นเกณฑ์

แต่ความยากของการทำ Emission Factor คือ ต้องไปข้อมูลจาก กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน

สิทธิสุนทรแง้มว่า จริงๆ ก็มีตัวนำร่อง ที่ทางกรมบัญชีกลาง และกรมควบคุมมลพิษ อยากให้เราเร่งทำก่อน เช่น พวกสี ปากกา หมึกพิมพ์ เป็นสิ่งที่ภาครัฐเบิกใช้ในสำนักงานเยอะๆ

รองลงมาคือ กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง อย่างซีเมนต์ เซรามิก เหล็ก อะลูมินัม พลาสติก ที่พยายามเร่งเดินหน้าให้บรรลุภายในปีนี้

นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยจุดประกายให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถนำไปต่อยอดสู่วงกว้างได้เป็นอย่างดี ในวันที่คำว่า Sustainability ถูกพูดซ้ำในทุกเวทีธุรกิจ สิ่งที่ขาดอาจไม่ใช่วิสัยทัศน์ หากแต่เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้จริง

อธิษฐาน จันทร์กลม