
จับโป๊ะ ‘บัญชีม้า IO’
เมื่อปม ‘ชายแดน’ กลายเป็นสนามลอนช์
ขยายความเกลียดชังระดับชาติ
“มันเป็น ‘ฟาร์มเพาะ IO’ แชร์พร้อมๆ กัน เพื่อเพิ่มการมองเห็น
นำมาสู่การ ‘จับโป๊ะไอโอ’ ใครเป็นผู้บงการเบื้องหลังกันแน่
เพราะมีบางส่วนที่อิน สนใจ หรือสะใจ จึงแยกยากมากขึ้นระหว่าง การแชร์จัดตั้ง กับ ออร์แกนิค’”
คือเสียงของ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยสถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) ซึ่งหยิบยกข้อค้นพบจากงานวิจัยทั้งในไทยและสากล
เห็นวิวัฒนาการของไอโอในช่วงหลังที่เริ่มมีคนธรรมดาตั้ง หรือซื้อบัญชีขึ้นมาเพื่อหาตังค์
การรับมือในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อนขึ้น
ไม่นานมานี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดเวที Talk อะ Rights ‘IO: ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข’ ที่ SCC Creative Space ในประเด็น “เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี”
ชวนตั้งคำถามว่าใครควรรับผิดชอบ? เหตุใดนักข่าว นักกิจกรรม หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงตกเป็นเป้าหมาย และเราจะอยู่ในโลกที่มีข้อมูลซับซ้อนอย่างไร โดยไม่สูญเสียสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก
ท่ามกลางผู้ผ่านประสบการณ์ IO โจมตี นักวิจัยที่ศึกษาปัญหานี้ในระดับโครงสร้าง สมาคมวิชาชีพสื่อและผู้กำหนดนโยบาย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองคับคั่ง
สำหรับ ผศ.ดร.จันจิรา พบว่า ในโลกของโซเชียล ปฏิบัติการ Influence Information ไปไกลและซับซ้อนขึ้น แต่มีลักษณะสำคัญคือ ‘พฤติกรรมประสานงานเป็นเครือข่าย’ อาจมีหลายบัญชี โดยฉวยใช้ ‘อัลกอริทึม’ เพื่อเพิ่มเอนเกจเมนต์ในโซเชียล ทำให้เกิดการติดตามในวงกว้าง
มีพฤติกรรมเผยแพร่คอนเทนต์ลักษณะ ‘น้ำท่วมทุ่ง’ เพื่อถมทับข้อมูลที่สำคัญอย่างการเปิดโปงหน่วยงานภาครัฐ ให้ไม่ได้รับการมองเห็น
เมื่อคนเริ่มจับไต๋ได้ ในช่วงหลังจึงค้นเจอว่า มีการใช้ทั้ง ‘บอต และ คน’ ปั่นคอนเทนต์ผสมกัน ซึ่งบางประเทศมีเป็นหมื่นๆ บัญชีที่เชื่อมโยง
“สุดท้ายเราต้องคุยกับแพลตฟอร์มในรูปแบบ Business กับ Human right ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อแพลตฟอร์ม
เมื่อคนเชื่อน้อย คนก็ใช้น้อย ตังค์ก็น้อย” ผศ.ดร.จันจิราหยิบยกกรณี X ที่เผชิญวิกฤตศรัทธา
เรียกร้อง ‘รีพอร์ตปม IO’
หวั่นคอนเทนต์ปั่นชายแดนเดือด
ขณะที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้ง The Reporter บอกเลยว่า จากผลการวิจัยที่นำเสนอนั้น สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่
เนื้อหาของปฏิบัติการ IO มีพัฒนาการรุนแรงขึ้นทางด้านถ้อยคำ ขยับไปถึงโจมตีว่า ‘สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน’ จากประสบการณ์ทำข่าวใน 3 จังหวัดมากว่า 30 ปี ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่า เพจไหนคือ IO
“แต่ช่วงหลังไม่ใช่ มันพัฒนาไปสู่คนที่อยู่นอกพื้นที่ รวมถึงอินฟลูเอนเซอร์ AI ตามด้วยสำนักข่าว เอาคอนเทนต์ที่บิดเบือนนั้นไปขยายต่อ จนทำให้การสร้างความเกลียดชัง กลายเป็นความจริง”
เพราะไม่ใช่เรื่องเล็ก จึงไม่อยากปล่อยผ่าน เดินหน้าไปยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.
ทว่าคอนเทนต์ โจมตีกลับเพิ่มขึ้นมาเต็มฟีด
18 เม.ย. รู้สึกเครียด จึงปรึกษาตำรวจไซเบอร์ ซึ่งแนะนำให้ไป ‘แจ้งความเพจที่หมิ่นประมาท’ เพื่อให้กระทรวงดีอียื่นตรวจสอบ ซึ่งเฟซบุ๊กให้ติดต่อกลับมาพบว่า 1 ใน 9 แอ๊กเคาต์ มีตัวตน แต่การโจมตียังไม่หยุด
“รอบนี้มันหนักหนา กระจายไปรวดเร็ว กลัวถูกลดทอนความน่าเชื่อของการเป็นนักข่าว กลัวที่สุดคือ ‘กลัวไม่ได้ทำข่าวอย่างที่เราอยากทำ’ ซึ่งยังกระทบความเชื่อมั่นต่อสำนักข่าว กระทบจิตใจ พอเห็นมันเยอะขึ้น”
“เราไปร่วมงาน เจอคนเดินมาทักว่า ‘คุณฐปณีย์ตัวจริงใช่ไหมเนี่ย ไปสนับสนุนแบ่งแยกดินแดนเหรอ?’ เราก็อึ้ง ก็บอกว่า ‘ทำข่าวไม่ได้มีอะไรค่ะ’ เขาก็ฮึ่ม! ขึ้นมา บอกว่า ‘อย่าเชียวนะ อย่าไปสนับสนุน ไม่อย่างนั้นจะไม่เอาไว้”
เมื่อเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าที่จะจัดการได้ จึงตัดสินใจไปพบนักจิตวิทยา
ฐปณีย์เล่าว่า บางเพจทำรูป AI หรือแม้แต่ละคร หรือจับเป็นคู่จิ้น นั่นคือ การฆ่ากัน ในทางวิชาชีพฯ เพราะมุ่งเป้าโจมตีชัดเจน เราเห็นแพตเทิร์นที่สมบูรณ์แบบขึ้น อยากให้ใครสักคนทำรายงาน (Report) เรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อเปิดให้เห็นว่า เขาทำด้วยวิธีการเหล่านี้
ขุดแม้แต่รูปที่เก็บไว้เป็นสิบๆ ปี มันมีพัฒนาการ ทำให้คอนเทนต์กลายเป็นความจริง
“ไม่อยากให้มองว่าเป็นแค่เรื่องของฐปณีย์ มันอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทำให้เกิดความแตกแยก
ห่วงที่สุดคือ กรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่อยากให้เรื่องนี้ขยับไปสู่ความรุนแรงอีก”
“ยื่นหนังสือกับมือ คำแรกที่นายกฯทักคือ ‘ครบ 32 นะ’ คิดกันเอาเองว่า คาดหวังกับหน่วยงานรัฐได้แค่ไหน” ฐปณีย์ทิ้งท้ายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

‘สนามลอนช์ IO ระดับชาติ’
วอนเอกชนหยุดหนุนปฏิบัติการ
ในตอนหนึ่ง สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน แชร์ข้อสังเกตส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือ
สิ่งที่รัฐทำไม่ต่างจากปฏิบัติการ IO ของเอกชน เพราะมีโครงสร้างการจัดการที่ดี มีทรัพยากรมากกว่าแต่ก่อน ผสานเนื้อหาทั้งสายขาว-ดำ ผนวกกับการโจมตีสปายแวร์
อีกทั้งยังขอตรวจสอบเอกสารราชการได้ยาก เนื่องจากมักอ้าง ‘เหตุผลด้านความมั่นคง’
โดยเหตุผลที่ทำให้ดูรุนแรงซึมลึก คือ ‘ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา’ ที่เรียกว่าเป็น สนามทดลอง
เป็น ‘จุด Launch ของไอโอระดับชาติ’
“เพราะเราไม่ได้กำลังทะเลาะกับคนไทย มันจึงโอเค ถ้าต่อสู้กับศัตรู ก็อาจมีความชอบธรรมที่จะใช้ไอโอ
จึงคิดว่า ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้ IO พุ่งทะยาน เพราะเขาอาจรู้สึกภูมิใจก็ได้ที่ช่วยคนไทยต่อสู้”
ก่อนหยิบยกกรณีของตนที่มีคำตัดสินออกมาแล้ว เชื่อได้ว่าเอกสารของทางราชการ ‘เป็นคำสั่งที่ให้ทำไอโอจริง’ ซึ่งตนรับไม่ได้ รู้สึกถูกละเมิด จะทวงถามความยุติธรรมต่อไป
‘IO ไทย’ อยู่ในภาวะลอยนวลพ้นผิด เพราะไม่เคยต้องรับผิดชอบใดๆ
“ปฏิบัติการไอโอที่คนน่าจะพอรับได้ คือกรณีไทย-กัมพูชา ซึ่งจริงๆ แล้วซับซ้อนมาก ขัดแย้งกันจริงๆ หรือเป็นเรื่องการเมือง? บทบาทไอโออาจเป็นตัวจุดประกายด้วยหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นเหตุการณ์ที่คนเห็นด้วยกับปฏิบัติการของรัฐมากขึ้น”
นักวิชาการด้านธุรกิจทิ้งท้ายให้ชวนคิด
พร้อมเสนอแนะในช่วงท้าย ให้ยกระดับ ‘Algorithm Awareness’ ในสังคม
“สุดท้าย ให้มันรู้กันไปว่าประเทศนี้หาใครมารับผิดชอบไม่ได้ ทั้งที่จ่ายไปด้วยภาษีของประชาชน”
สำหรับเอกชน ซึ่งมีความตื่นตัวมากกับเรื่องใหม่ เราจึงต้องเชื่อมให้เห็นภาพมากขึ้น ให้การรับ ‘หลักการชี้แนะ’
และเข้าใจในเชิงธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ว่าคุณควรไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ IO

ระบบ-จนท.รัฐ ยังไม่ทันยุค
ชงเก็บสถิติเคส IO
เมื่อถามถึงช่องทางคุ้มครอง?
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ชี้ว่า หลักๆ คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และตำรวจไซเบอร์ มีหน้าที่ติดตามเส้นทางแอ๊กเคาต์ และสืบต้นสายปลายเหตุ
ในส่วนของกรมคุ้มครองสิทธิฯ ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รับเรื่องร้องเรียน คุ้มครองพยาน รวมถึงความช่วยเหลืออื่นๆ เช่น ทนายความ หรือกองทุนยุติธรรม เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การคุกคามในโลกออนไลน์ท้าทายอย่างยิ่งใน 3 ด้านคือ 1.เทคโนโลยีไปไกลกว่ากฎหมาย เรายังไม่มีกฎหมายคุ้มครองเรื่องเอไอ เหมือนอย่างเกาหลี 2.เจ้าหน้าที่รัฐไม่เชี่ยวชาญทางเทคนิคหรือเท่าทันยุค 3.ขาดการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
“เราควรต้องเก็บสถิติให้เห็น Evidence Based เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา การหมิ่นประมาทออนไลน์ ยังโฟกัสแค่ 2 ประเด็นคือ เรื่องเชื้อชาติ กับศาสนา ยุยงให้เกิดการเกลียดชัง หากเราจะยกระดับ ควรเก็บข้อมูลเคส IO มากขึ้น”
นรีลักษณ์เสนอว่า ในเชิงระบบของภาครัฐ ต้องพัฒนาให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญ เท่าทันเทคโนโลยี ขณะที่ประชาชนควรเท่าทันสื่อ รวมถึงต้องเพิ่มการเข้าถึงช่องทางร้องเรียน
ขุดยุทธการ IO
เจอ ‘คู่มือสร้างเรื่องเล่า’ ชี้เป้าตามสืบ
หันไปทาง เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อดีตสื่อมวลชน
ฝากเมสเซจไปถึงบรรดา IO สำหรับคนที่ได้รับเบี้ยเลี้ยง ‘การปฏิบัติการโจมตีพลเรือน’ ขัดแย้งกับเป้าหมาย ที่คุณต้องการสร้างสันติภาพ
ส่วนกรณีที่คุณอยากมีส่วนร่วม วันนี้คุณอาจจะรู้สึกว่ากลไกความมั่นคงต่างๆ อยู่ข้างคุณ แต่วันข้างหน้าคุณอาจถูกมองว่าเป็นคู่ตรงข้ามของรัฐก็ได้
คือความจำเป็นต้องมีสื่อที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอเสียง อยากให้ช่วยกันประคับประคองพื้นที่สื่อนี้
“บางทีเราสืบไม่ได้ ก็ต้องสืบจากท่อน้ำเลี้ยง หรืองบประมาณ ซึ่งใน พ.ร.บ.งบประมาณฯ และเอกสารประกอบ ไม่ค่อยระบุรายละเอียดของโครงการ แต่สิ่งที่ระบุไว้ใกล้เคียงกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร คือ ‘ปฏิบัติการ จวย.* หรือ ‘ปฏิบัติการจิตวิทยา’ ซึ่งในปี 2569 ตัวเลขของกองทัพบก ตัวเลขนี้อยู่ที่ราว 8 ล้านบาท กองทัพเรือ มี 7 ล้านบาท แต่งบอาจไปอยู่ในรูปแบบอื่นๆ เช่น งบลับ”
อีกส่วนหนึ่งที่อาจยืนยันได้ว่ากองทัพถึงเรื่องนี้ คือ เอกสาร ‘คู่มือการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ ของกองทัพไทย’ ของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ออกเมื่อปี 2559 เขียนเป็นคู่มือเผยแพร่บนเว็บไซต์ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ ในตัวสารบัญจะเห็นเรื่องการสร้าง Narrative บทบาทของเรื่องเล่า
“ถ้าเลื่อนไปที่หน้า 10 จะเขียนไว้ชัดเกี่ยวกับ ‘การสื่อสารทางยุทธศาสตร์’ ซึ่งวาง 3 เป้าหมายในการพัฒนาปฏิบัติการข่าวสาร, ปฏิบัติการจิตวิทยา และกิจกรรมสาธารณะต่างๆ โดยเรียกยุทธการนี้รวมๆ ว่า ‘War of Perception’ สงครามแห่งทัศนคติ” คือหลักฐานที่ ส.ว.ผู้นี้พยายามขุดหาเท่าที่จะสามารถ
อย่างไรก็ดี ในสภามีกลไก ‘กรรมาธิการ’ ที่ ส.ส.สามารถขอเรียกเอกสารให้เปิดเผยรายละเอียดของโครงการ เพื่อดูว่าใช่ IO หรือไม่
นอกจากกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) ที่ยังไม่ครอบคลุมการโจมตีโดย IO
เทวฤทธิ์หยิบยกอีกหนึ่งกลไกที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยถูกใช้อย่าง ‘ป.วิอาญา มาตรา 161/1’ ซึ่งเปิดให้มีการไต่สวนได้หากมีกรณีกลั่นแกล้ง เจตนาไม่สุจริต
ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อปฏิบัติการไม่ได้มีแค่ทหาร แต่ยังจ้างเอเยนซี่ทำ ซึ่งติดตามเรื่องประเด็นวาไรตี้ด้วย จึงส่งตรงถึงคนทั่วไปได้ดี
“ต้องเรียกร้องส่งเสียงใน หลักการ Open Government Partnership (OGP) ที่เราไปเป็นสมาชิก มีหลักเกณฑ์บางอย่างที่เราต้องปฏิบัติ ในการเปิดเผยข้อมูล
“จะเปิดอย่างไร ให้เรารู้ถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารด้วยไม่ใช่ติดข้ออ้างเรื่องความมั่นคงเท่านั้น อีกข้อควรระวัง คือ ‘อย่ายกอำนาจในการปกป้องให้รัฐทั้งหมด’ ต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้และตรวจสอบ”

จี้เร่งกฎหมาย Anti-SLAPP
ร่วมกันเทกแอ๊กชั่น
“ก่อนอื่นต้องให้กำลังใจ คุณแยม ฐปณีย์ เพราะสื่อวิชาชีพแบบนี้เหลืออยู่น้อยเต็มทน
กรณีนี้เรียกได้ว่าเป็นการคุกคามสื่อมวลชนอย่างชัดเจน บูลลี่ กระทบจิตใจ ทำให้ท้อถอยไม่อยากทำหน้าที่นี้ต่อไป
เราจึงต้องหาวิธีมาป้องกันไม่ให้สื่อมวลชนต้องเผชิญสถานการณ์แบบนี้”
คือเสียงของ ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
ที่ผ่านมาคอยมอนิเตอร์และติดตาม เร่งออกแถลงการณ์เพื่อสกัดกั้น
“2 สัปดาห์ที่แล้ว เราทำหนังสือถึง Meta ในสิงคโปร์ ให้ยกระดับมาตรการดูแลปัญหา IO แม้เขาจะอ้างว่ามีการปิดบัญชี แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะทำให้พื้นที่ของ Meta ไม่ปลอดภัย”
นอกจากนั้น ยังลงนาม MOU กับสภาทนายความ เพื่อจัดหาทนายมาช่วยเหลือฟรี กลไกเหล่านี้แม้ดูไม่มาก แต่สามารถช่วยป้องกันสิทธิและความกังวลใจได้ในระดับหนึ่ง
พร้อมตั้งคำถามว่า ส.ส.ของพรรคประชาชาติ ถูกลอบยิง เหตุใดจึงไม่รู้ข้อมูลเลยหรือว่า ผู้บงการคือใคร?
“ผ่านมาเกือบเดือนยังไม่สามารถตามตัวผู้บงการได้เลย มีคำถามว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่ หรือกองทัพหรือเปล่า ถ้ารัฐบาลมีความกระจ่าง เรื่องมันก็คงจบ” ชัยฤทธิ์ชี้
พร้อมเน้นย้ำว่า เรื่องนี้กระทบเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ด้วยพลังการตรวจสอบที่อ่อนแรงของสื่อ กลุ่มทุนและรัฐ เข้ามาแทรกแซงสื่อทางอ้อม จึงจำเป็นต้องคงพื้นที่สื่ออิสระเอาไว้
“ทางสมาคมสื่อฯ ได้หารืออย่างเข้มข้น จึงนำมาสู่การเรียกร้องเมื่อ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมาย หยุดใช้เครื่องมือในการฟ้องร้องปิดปากสื่อมวลชน หรือประชาชนที่ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ
ต้องการให้รัฐบาลนายอนุทิน รีบผลักดันกฎหมาย Anti-SLAPP”
ด้วยเห็นพัฒนาการในระยะหลัง ทั้งนักการเมือง กลุ่มทุน ฟ้องประชาชน หลายร้อยคดี จึงอยากให้ผลักดันกฎหมายนี้ที่ค้างเติ่งตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งกฎหมายยังไม่ตรงจุด คุ้มครองผู้ที่ชี้เบาะแสทุจริตมากกว่า ไม่ได้ปกป้องภาพใหญ่ อย่างผู้ที่ตรวจสอบนโยบายสาธารณะ
“เรื่อง IO ไม่สามารถแก้ได้ลำพัง ต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเรียกข้อมูล ตรวจสอบ ผ่านช่องทางกรรมาธิการ รวมถึง กสม.ก็ควรจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเทกแอ๊กชั่นได้มากกว่านี้” ชัยฤทธิ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยความคาดหวัง
อธิษฐาน จันทร์กลม
