หน้าแรก ประชาชื่น ทอดน่องท่องเท...

ทอดน่องท่องเที่ยว สู่ปีที่ 10 ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เกาะ ‘ภูมิรัฐ(ประวัติ)ศาสตร์’ โยงสถานการณ์โลก-อาเซียน-ไทย ทะลุไตรมาส

21.05.26 | 12:13 น.
ทอดน่องท่องเที่ยว สู่ปีที่ 10 ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เกาะ ‘ภูมิรัฐ(ประวัติ)ศาสตร์’ โยงสถานการณ์โลก-อาเซียน-ไทย ทะลุไตรมาส

ทอดน่องท่องเที่ยว สู่ปีที่ 10
ขรรค์ชัย-สุจิตต์ เกาะ ‘ภูมิรัฐ(ประวัติ)ศาสตร์’
โยงสถานการณ์โลก-อาเซียน-ไทย ทะลุไตรมาส

(จากซ้าย) เอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี, ขรรค์ชัย บุนปาน และสุจิตต์ วงษ์เทศ พร้อมด้วย พระฐานิสสรธีโร (ภาณุพงศ์ ชลสวัสดิ์) รุ่นน้องคณะโบราณคดี ถ่ายภาพร่วมกัน ครั้งถ่ายทำ ณ ท่าเรือวัดโพธิ์ ท่าเตียน
หลบร้อน เดือนเมษา ทอดน่องโถงตึกมติชน อาณาจักรประชาชื่น
กล้องพร้อม ไฟพร้อม วิทยากรก็พร้อม 2 กุมารสยาม แอ๊กชั่นรายการคุณภาพสู่ 1 ทศวรรษ

 

‘ฟ้าแลบแปล๊บเดียว’ มาแล้ว 10 แปล๊บ

กะพริบตาไม่กี่ที รายการคุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ อย่าง ‘ขรรค์ชัย-
สุจิตต์ ทอดน่องท่องเที่ยว’ ก็ก้าวย่างอย่างแข็งแรงมาแล้วสู่ปีที่ 10

ยึดหลักการเดิม คือ นำเสนอความจริง อิงหลักฐาน ไม่หวั่นทัวร์

Advertisement

ขรรค์ชัย บุนปาน ประธานบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ตั้งมั่น

สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ไม่หวั่นไหว

แม้ในห้วงเวลาที่โลกเลี้ยวขวา บรรยากาศแห่งชาตินิยมย้อนยุคหวนคืนมาอย่างไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

1 ไตรมาสนิดๆ ของปี 2569 ขวบปีที่เยื้องย่างอย่างว่องไว สู่ 1 ทศวรรษ

2 กุมารสยามในอดีต 2 ส.ว. ที่ย่อมาจากผู้สูงวัยในวันนี้ ยังเกาะสถานการณ์โลกอย่างไม่ลดละ

ไม่ทิ้งลาย ‘นักหนังสือพิมพ์’ รุ่นเก๋า พร้อมหยิบยกเชื่อมโยง ‘ภูมิรัฐ (ประวัติ) ศาสตร์’ มาสมาส สนธิ ต่อจิ๊กซอว์ให้เห็นฉากทัศน์แห่งอดีตกาลที่ทาบทับอยู่กับปัจจุบันและอนาคต อย่างมิอาจแยกขาด

พระปรางค์วัดอรุณฯ มีต้นแบบจากปราสาทนครวัดในกัมพูชา สื่อถึงเขาพระสุเมรุ หลักโลก โดยมีเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ล้อมรอบ

จาก ‘ปราสาทขอม’ สู่ ‘พระปรางค์วัดอรุณฯ’
เปิดจุดพีค สื่อศูนย์กลางจักรวาล

ย้อนบรรยากาศครั้งเปิดปฐมฤกษ์เบิกโรง ตอนแรกของปี 2569 ณ ท่าเรือวัดโพธิ์ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ในเกาะรัตนโกสินทร์ ด้วยตอน ‘ไทย-กัมพูชา ปราสาทหินมาจากไหน?’ ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร์ เชิดธรรมธร พิธีกรมติชนทีวี ออนแอร์เมื่อ 29 มกราคม

วันนั้นขรรค์ชัยมาไวเช่นเดิม เดินชมวิวริมเจ้าพระยาอย่างชิลๆ อ่านเอกสารผลงานสุจิตต์ที่หนาปึ้กมาแล้วจากบ้าน ก่อนเริ่มการบันทึกเทป

สุจิตต์เกริ่นว่า จุดนี้คือ ‘ท่าเรือขาว’ ถัดออกไปคือ ‘ท่าเรือเขียว’ และ ‘ท่าเรือแดง’ ตามลำดับ รวมทั้งสิ้น 3 ท่า ซึ่งสมัยยังเป็นเด็ก ตนยังเคยลงเรือท่าวัดโพธิ์ตอน 5 ทุ่มไปถึงบางบัวทองตี 5 โดยย่านนี้คึกคักด้วยการเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางน้ำที่คับคั่ง อีกทั้งยังมีตลาดท่าเตียนซึ่งเป็นตลาดใหญ่

จากนั้นกล่าวถึงเหตุผลที่เลือกจุดดังกล่าวในการถ่ายทำ เนื่องจากฉากหลังมองเห็นพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ซึ่งมีต้นตอมาจาก ‘ปราสาทหิน’ โดยเป็นจุดสุดท้ายของพัฒนาการ กล่าวคือ พระปรางค์ในไทยดัดแปลงจากปราสาทขอม หลัง พ.ศ.1800 เช่น พระปรางค์ประธานวัดมหาธาตุ อยุธยา

นอกจากนี้ ยังมีพระปรางค์ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี), เมืองสุโขทัยกับเมืองศรีสัชนาลัย (สุโขทัย), เมืองสุพรรณบุรี, เมืองราชบุรี, เมืองเพชรบุรี เป็นต้น โดยข้อมูลทางวิชาการระบุว่า พระปรางค์ในไทยมีลักษณะสถาปัตยกรรมเทียบได้กับปราสาทในเมืองพระนคร (กัมพูชา) ยุคหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

สำหรับพระปรางค์วัดอรุณฯ คือ ‘มหาธาตุหลวง’ ของกรุงเทพฯ สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยมีต้นแบบจากปราสาทนครวัดในกัมพูชา ซึ่งสื่อถึงเขาพระสุเมรุ หลักโลก โดยมีเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ล้อมรอบ

ขรรค์ชัย ฟังแล้วอิน ชายตามองพระปรางค์อันงดงามอย่างมีความหมาย สุจิตต์ ปิดจบชวนฟินด้วยข้อมูลจาก รศ.ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงรูปแบบศิลปะ ว่าพระปรางค์วัดอรุณมีรูปทรง

แบบ ‘จอมแห’ คือ สูงเรียวแอ่นเว้า แต่ฐานแผ่กว้าง ระบบผังสื่อถึงความเป็นศูนย์กลางจักรวาล มีปรางค์บริวาร มณฑปทิศ สร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อความโดดเด่น ถือเป็นพัฒนาการสูงสุดของปรางค์สมัยรัตนโกสินทร์

เปิดประวัติศาสตร์ ‘ไพร่’
ยุคดึกดำบรรพ์ ก็มี ‘ชนชั้น’ แม้แต่ ‘หลุมศพ’ ยังไม่เหมือนกัน

ถัดมาในเดือนแห่งความรัก ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ขอแสดงความรักอย่างเท่าเทียมสำหรับทุกชนชั้น โชว์ธีมคนเท่ากัน ในตอน ‘แรงงานไพร่ในประวัติศาสตร์’

ขรรค์ชัย-สุจิตต์ ร่วมกันนำเสนอเรื่องราวของ ไพร่สร้างเมือง สร้างวัด สร้างวัง แต่กลับไม่มีที่ยืนในประวัติศาสตร์ ความหมายของไพร่ เป็นคำโบราณ หมายถึง ชาวเมือง พลเมืองสามัญ คนที่ไม่ใช่ผู้ดี ปัจจุบันใช้เป็นคำเรียกอย่างเหยียดหยาม หมายถึง มีฐานะ หรือมีกิริยามารยาทต่ำทราม

“ไพร่มีต้นตอจากคำว่า ‘ปาย’ ในภาษาไทดำ หรือผู้ไทในเวียดนาม ผมได้ข้อมูลจาก อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แปลจากหนังสือภาษาอังกฤษ From Lawa to Mon, from Saa’ to Thai ของ ศาสตราจารย์ ยอร์ช กองโดมินาส” นายสุจิตต์กล่าว

“สังคมไทยมีชนชั้น ที่ต้องย้ำเพราะตลอดเวลาสมัยเป็นนักศึกษา แต่เวลาคุยกับคนอื่น กับพวกอนุรักษนิยม เขาบอกว่าสังคมไทยไม่มีชนชั้น ผมบอกว่ามี ไม่อย่างนั้น จะมีไพร่ทาสได้อย่างไร แม้แต่ภาษา ยังมีชนชั้น

ชนชั้นมีตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดูได้จากหลุมฝังศพที่ไม่เหมือนกัน

ชนชั้นในสังคมไทย อย่างน้อยที่สุดมี 2 ชนชั้นคือ ชนชั้นนำกับชนชั้นสามัญชน จำนวนไพร่แสดงอำนาจ เมื่อตีเมืองได้ ก็เกณฑ์ไพร่ไป ชีวิตไพร่ไม่คงที่ มีการโยกย้ายถ่ายเทตลอดเวลา หากนายทำความผิด โดนริบไพร่ กรุงแตกทีหนึ่ง ไพร่หนีเข้าป่าไปตั้งชุมชน” นายสุจิตต์กล่าว

“ในประวัติศาสตร์สังคมล้วนมีคนเขมร ลาว มอญ ญวนที่ร่วมสร้างกรุงเทพฯ เมื่อสร้างแล้วไม่ได้กลับ แต่มีลูกหลานกลายเป็นประชากรกรุงเทพฯ สืบมา” สุจิตต์ทิ้งท้าย

คนพื้นเมืองสองฝั่งโขงนุ่งผ้าห้อยชาย เหมือนลายเส้นบนกลองสำริด เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว

เกาะสถานการณ์โลก ย้อนเหตุ ‘อิหร่าน’ ร่วมสร้างความเป็นไทย
คัลเจอร์เปอร์เซียหลั่งไหลราชสำนักอยุธยา

ถัดมาในเดือนมีนาคม เมื่อสงครามอ่าวเปอร์เซียยุคใหม่คุกรุ่น รายการในตอน ‘อิหร่าน อารยัน สร้างสรรค์ ความเป็นไทย’ จึงถูกสร้างสรรค์ขึ้น

สุจิตต์เล่าว่า อิหร่านในประวัติศาสตร์ไทยมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมาก แต่ไม่ค่อยถูกพูดถึง เรามักให้ความสำคัญกับยุโรป สมัยตนและขรรค์ชัยยังเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เดินทางอยุธยา ยังมีคำอธิบายว่า ประตูวงโค้ง (มียอดแหลม) ของวัดกุฎีดาว นอกเกาะเมือง ซึ่งสร้างสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นก็มีผู้คัดค้านว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ยังไม่มีคำอธิบายอย่างอื่น ต่อมาจึงมีข้อมูลว่า รับจาก ‘อิหร่าน-เปอร์เซีย’ จึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่หมด

“เปอร์เซียคือชื่อเก่าของอิหร่าน สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับความจริงตามหลักฐานคือ การเป็นแอ่งอารยธรรมโลก รุ่นเดียวกับกรีก โรมัน เมโสโปเตเมีย มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามาแต่อดีต

อิหร่าน คือคำเดียวกับคำว่า อารยัน หมายถึงผู้เจริญ ผมได้ข้อมูลจากหนังสือ กุหลาบเปอร์เซียในแดนสยาม ของศาสตราจารย์ ดร.กุสุมา รักษมณี

อิหร่าน มีส่วนสร้างสรรค์ความเป็นไทย พูดอย่างนี้ หลายคนคงหงุดหงิด ไม่สบายใจ ต้องอธิบายให้ชัดว่าความเป็นไทยมาจากการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลาย ไม่ได้อยู่โดดๆ ผสมมาแต่ดึกดำบรรพ์ โดยเฉพาะอยุธยา

ต้องย้ำว่าความเป็นไทยไม่ชำนาญการค้า การเดินเรือทะเล ชำนาญแต่แม่น้ำ พอออกปากน้ำเจอคลื่นก็ไม่ไหวแล้ว พระเจ้าแผ่นดินอยุธยาต้องทรงจ้างคนที่มีความสามารถในการค้าทางทะเล มาเป็นขุนนางกรมท่าขวา กรมท่าซ้าย” สุจิตต์อธิบายยาว

ก่อนกล่าวต่อไปว่า กรมท่าขวา คือ ขุนนางมลายู จุฬาราชมนตรี กรมท่าซ้าย คือ จีน โชฎึกราชเศรษฐี

“จีนกับแขกดูแลการค้า แสดงว่าฟักตัวในสังคมสยามมานานเป็นพันปี ส่วนที่เกี่ยวกับอิหร่าน คือราชสำนักอยุธยาที่รับวัฒนธรรมอิหร่านมาสร้างความเป็นไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ลอมพอก, ปี่ไฉน, ปี่ชวา, ปี่มอญ, ซอสามสาย, แกงมัสมั่น และขนมสัมปันนี เป็นต้น ความเป็นไทย ไม่ต่อต้านวัฒนธรรมนานาชาติ จึงเจริญรุ่งเรือง” สุจิตต์ปิดท้าย ส่วนขรรค์ชัยพยักหน้าเห็นพ้องทุกประการ

เรือนไม้ไผ่ของชาวบ้านอยุธยา (ลายเส้นจากหนังสือจดหมายเหตุลาลูแบร์)

ไทยเมิน ‘ประวัติศาสตร์ประชาชน’
สังคมต้องซื่อตรงหลักฐาน อย่าใช้แต่อารมณ์

จากนั้นเข้าสู่เดือนเมษา ขรรค์ชัย-สุจิตต์ รับฤดูร้อน ด้วยตอน ‘ประวัติศาสตร์ประชาชน’

สุจิตต์นำภาพลายเส้นหญิงจูงเด็ก ผลงาน ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส และประติมากรรมดินเผารูปเด็กเปลือยมาแสดง โดยกล่าวว่า นี่คือภาพของชาวบ้านอยุธยา ปัญหาคือประวัติศาสตร์ของประชาชนในไทย ไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร

“ประวัติศาสตร์ประชาชน คือ เรื่องราวบอกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในวิถีชีวิตของประชาชนที่ส่งผลกระทบต่อชนชั้นนำ

คำว่า ประวัติศาสตร์ประชาชน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคนอื่น ยืนยันว่ามี และสัมพันธ์กันตลอด คำนี้ พูดกันหลัง 14 ตุลา 2516 เพราะมีการวิพากษ์ว่า ประวัติศาสตร์ที่พูดกันอยู่ ไม่มีประชาชน มีแต่วัดกับวัง ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ก็เน้นแต่พระพุทธรูป ประวัติศาสตร์ที่สอนกันในโรงเรียนและราชการ ก็ไม่มีประชาชน เพราะประวัติศาสตร์ไทย ไม่ได้ถูกสร้างมาในความหมายทางสากล ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์สังคม เศรษฐกิจ การเมือง มีคนทุกชนชั้น” สุจิตต์ขยี้

ก่อนเขย่าต่อไปโดยความเห็นชอบของขรรค์ชัยว่า ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่มีประชาชน มีแต่สงคราม วีรบุรุษ ทั้งหมดนี้ สื่อมวลชนก็ตกอยู่ภายใต้ ‘สตอรี่’ แบบนี้จึงคิดว่าถูกต้อง

“ในการเรียนการสอน ศาสนาผี ถูกตัดออกไป มีแต่พุทธกับพราหมณ์ ผมพูดความจริง ไม่เชื่อก็แล้วแต่ ไม่อย่างนั้นสังคมไทยจะไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีหลัก ไม่มีฐาน” สุจิตต์จัดหนัก

จบ 1 ไตรมาส บวก 1 เดือนเกิดของทั้งขรรค์ชัยและสุจิตต์ ส่วนเดือนพฤษภาคมนี้ จะวาร์ปไป ณ แห่งหนตำบล อำเภอใด ติดตามได้จากสื่อในเครือมติชนทุกช่องทาง พร้อมรับชมรายการในทุกพฤหัสบดีสุดท้ายของเดือน เวลา 2 ทุ่มตรง ผ่านเฟซบุ๊ก ‘มติชนออนไลน์’, ข่าวสด, ศิลปวัฒนธรรม และยูทูบ ‘มติชนทีวี’ เช่นเดิม ตลอด 10 ปีและอนาคต

พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร