หน้าแรก ประชาชื่น จากหอสมุดแห่ง...

จากหอสมุดแห่งชาติสู่รัฐสภา คำระบายใจ ‘ด้อยค่าดังเศษธุลี’  เหตุเกิดเพราะทัศนคติ หรือปัญหาเชิงระบบ?

23.05.26 | 12:17 น.
จากหอสมุดแห่งชาติสู่รัฐสภา คำระบายใจ ‘ด้อยค่าดังเศษธุลี’  เหตุเกิดเพราะทัศนคติ หรือปัญหาเชิงระบบ?

จากหอสมุดแห่งชาติสู่รัฐสภา
คำระบายใจ ‘ด้อยค่าดังเศษธุลี’
เหตุเกิดเพราะทัศนคติ หรือปัญหาเชิงระบบ?

กลายเป็นทอล์กออฟเดอะวงการประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม ด้วยการกระหน่ำแชร์นับพัน

เมื่อ ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ ดีกรีนักวิจัย มหาวิทยาลัยนอร์ท แคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ระบายใจผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งค่าสาธารณะ เปิดประเด็นการให้บริการของ ‘หอสมุดแห่งชาติ’ กรุงเทพฯ ที่ชวนให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า

แม้ไม่ระบุส่วนงานชัดแจ้ง แต่ลายแทงที่ให้ไว้ก็ปักหมุดได้ไม่ยาก ว่าหมายถึง ‘กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก’ ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 4 อาคารหอสมุดที่รีโนเวตใหม่ เก๋ไก๋โมเดิร์น

เนื้อความทุกคำในโพสต์ของนักวิชาการท่านนี้ ทัชใจผู้มีประสบการณ์ร่วมเชิงลบมากมาย จนมวลมหาประชาชนนักค้นคว้าต่างประสานเสียงเห็นพ้อง มีเพียงคอมเมนต์กระเส็นกระสายที่มองต่าง

Advertisement
‘กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก’ ชั้น 4 หอสมุดแห่งชาติ กลายเป็นไวรัลจากโพสต์ ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ ที่มวลมหาประชาชนคนสายสังคมศาสตร์มากมาย เคยสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน

‘ต่ำต้อยด้อยค่าดุจเศษธุลี’
ความในใจผู้ใช้บริการ ‘(ชั้น 4) หอสมุดแห่งชาติ’

เนื้อหาในโพสต์ของ ดร.รังสิมา กระชับ ได้ใจความ และชวนให้จินตนาการตามได้โดยง่าย ที่สำคัญคือ สะท้อนทัศนคติที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เจเนอเรชั่นสู่เจเนอเรชั่นของบุคลาการได้เป็นอย่างดี ส่วนที่มาของทัศนคตินั้นจะถูกชี้เป้ากล่าวโทษไปยังโครงสร้างอันบิดเบี้ยว หรือมาจากเบื้องลึกอื่นใด ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ในภายหลัง

ข้อความที่ว่า มีดังนี้

‘ทุกครั้งที่ไปค้นข้อมูลที่หอสมุดแห่งชาติ จะได้รับความรู้สึกสลดหดหู่ ต่ำต้อยด้อยค่า เหมือนเป็นเศษธุลี กลับมาทุกครั้ง ตั้งแต่สี่สิบกว่าปีก่อนที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ไม่ว่าหอสมุดแห่งชาติจะเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพไปอย่างไร แต่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของการบริการแบบเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ส่งต่ออัตลักษณ์นี้มายังคนรุ่นใหม่ได้อย่างเหลือเชื่อ น่านับถืออย่างยิ่งว่าสามารถปรับจูนทัศนคติของพวกเขาไปได้อย่างไร

ทำไมจึงต้องตอบคำถามที่น่าเกลียดแบบเดียวกันซ้ำๆ มาได้หลายสิบปีแบบนี้

1.จะมาขอดูสมุดไทย หรือเอกสารโบราณไปทำไม

2.มีสังกัดหรือเปล่า

3.มีจดหมายแนะนำตัวหรือเปล่า

4.คราวนี้จะอนุญาต อนุโลมในฐานะเป็นประชาชนก็ได้ แต่ให้ดูแค่ 5 นาทีนะ เพราะจะปิดห้องพักเที่ยงแล้ว ห้ามถ่ายรูปนะ อยากได้สำเนาต้องกรอกแบบฟอร์มให้เราถ่ายให้เท่านั้น แต่ต้องมาเอาวันหลังนะ ทำไมจึงคิดว่าทุกคนที่มาค้นคว้าเขาอยู่ใกล้ๆ หอสมุดนะ เชื่อว่า 90% มาจากดินแดนอันไกลโพ้น เขาวิ่งมาหาท่านได้วันเดียวนี่แหละ

แต่ข้าพเจ้าผู้ซึ่งไม่เคยเข็ดหลาบ ข้าพเจ้าจะไปแบบฐานะคนธรรมดาต่อไป จะไม่ยอมไปในฐานะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอันดับไหนในโลกทั้งนั้น จนกว่าบรรณารักษ์จะรู้สึกภาคภูมิใจที่มีผู้มาใช้งานในสถานที่ของท่าน เพราะเกือบทุกครั้งที่ไป ท่านก็แทบไม่มีใครไปค้นงานอยู่แล้ว

เอกสารที่ท่านยื่นมาให้กรอก หรือการที่ index นั้นไม่ลำดับตัวอักษรทั้งๆ ที่รู้ว่ามันค้นยาก ทำไมไม่ทำใหม่ ยึดติดใช้ของเก่าอยู่ได้ ทำไมมีความอดทนขนาดนี้ และไม่มีน้ำใจที่จะจัดการให้

เครื่องอ่านไมโครฟิล์มขยายไม่ได้ หน้าจอดำ อ่านไม่ออก อยากให้ลงทุนกับเครื่องมือมากกว่าไปตกแต่งอาคารให้หรูหรา (ไม่ได้คิดฝันไปถึงว่าท่านจะให้สแกนและส่งไฟล์เข้าอีเมล์ฟรี)

เอกสารฉีกขาดไม่ซ่อมแซม หรือเอกสารสำคัญก็ไม่มี ตกอยู่ในมือเอกชนหมด ทำไมไม่ไปต่อสู้ประมูลมาให้ประชาชนได้อ่านหรือเก็บไว้เป็นสมบัติของชาติ

ท่านน่าจะเคยไปดูงานห้องสมุดมาหลายที่ British Museum, Library of Congress ใช้การสมัครเป็นนักวิจัยล่วงหน้าก่อนเข้าใช้ จองเอกสาร โดยไม่ต้องมาถามหรอกว่าจะใช้เอาไปทำอะไร คำตอบก็คือค้นคว้าวิจัยอยู่แล้ว

ข้าพเจ้ากำลังจะมีที่พักอยู่ถนนเดียวกับหอสมุดแห่งชาติในเร็วๆ นี้ จึงขอแสดงความยินดีกับพวกท่านด้วยที่ท่านจะได้พบเจอข้าพเจ้าบ่อยๆ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จงเตรียมตัวตื่นเต้นทุกเดือน’

ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา ส.ส.พรรคประชาชนและคณะ แถลง ‘หอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรอำนวยความสะดวกให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้’

เทอะทะ เชื่องช้า ยุ่งยาก
ปัญหา ‘เชิงระบบ’ อย่าให้เจ้าหน้าที่รับบาป?

โพสต์ข้างต้นไม่ได้จบลงแค่คอมเมนต์ของประชาชนชาวสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ผู้เคยได้ดื่มด่ำขำขื่นกับรสชาติการให้บริการเช่นนั้น หากแต่แว่วมาว่า เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ในวันนั้นโดน ‘ย้ายยกแผง’ ในที่สุด

คำถามคือ นั่นเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนหรือไม่?

ประเด็นนี้ความเห็นที่น่าสนใจมาจากเพจ ‘อดีตกินได้’ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเจ้าของเพจ คือคนในวงการโบราณคดีระดับสากลที่ไม่ได้สังกัดกรมศิลปากร

แอดมินเพจดังกล่าวชวนให้มองปัญหาที่ซับซ้อนไปกว่าตัวบุคคล การย้ายเจ้าหน้าที่อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ พนักงานระดับปฏิบัติการอาจต้อง ‘รับบาป’ จากปัญหา ‘เชิงระบบ’

ดังเนื้อหาตอนหนึ่งว่า

‘สาเหตุหลักของเรื่องนี้คือปัญหาเชิงระบบของราชการไทยเอง ที่วางระบบการเข้าใช้งานห้องสมุดให้มีกระบวนการเทอะทะ เชื่องช้า ยุ่งยาก เมื่อเทียบกับการเข้าใช้ห้องสมุดอื่นๆ ในประเทศ

แถมการใช้ศัพท์แสงในเอกสารขออนุญาตที่ต้องกรอก ก็ดูราวกับว่าผู้เข้าใช้บริการต้องจำยอมเป็นเบี้ยล่างขอความกรุณาใช้เอกสารอยู่ร่ำไป

ถ้าจะมีการจัดลำดับคุณภาพการให้บริการของห้องสมุดในประเทศไทย ห้องสมุดแห่งใดจะอยู่ท้ายตาราง?

เชื่อว่าทุกคนรู้คำตอบนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะความเห็นของประชาชนที่เกิดขึ้นอย่างเอกฉันท์ในไวรัลโพสต์นั้นก็แสดงถึงระดับบุพกรรมของหอสมุดฯ ในอดีตอย่างชัดเจน’ 

นอกจากนี้ เจ้าของเพจอดีตกินได้ ได้หยิบยกประสบการณ์ส่วนตัว (ที่คงไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วย) ว่า ไม่เคยพบเจ้าหน้าที่ให้บริการที่ไม่เป็นมิตรหรือไม่เป็นมืออาชีพมาก่อนเลยแม้แต่หนเดียว ท่ามกลางการใช้งานเอกสารอย่างเข้มข้นในห้วงปีที่ผ่านมาผ่านกลุ่มหนังสือ ตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ ชั้น 4

‘ทุกคนในแผนกให้ความช่วยเหลือเราในฐานะประชาชนไร้สังกัดที่เป็นผู้ใช้บริการมือใหม่ในการช่วยนำทางให้เราส่งเรื่องตามระบบระเบียบราชการที่ซับซ้อนและเทอะทะอย่างยิ่งเหล่านี้ เพื่อขออนุญาตให้เราได้ข้อมูลไปศึกษาค้นคว้าอย่างราบรื่น

สิ่งนี้แสดงว่าเจ้าหน้าที่ในแผนกนี้ต้องรู้จักกฎระเบียบราชการทั้งหลายดีพอที่จะตอบสนองกับความต้องการใช้งานข้อมูลอันหลากหลายได้ด้วย

พร้อมกับจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาต่างๆ ในเอกสารโบราณในคลังเพื่อตอบปัญหาของผู้ใช้ได้ เช่น ในกรณีลืมชื่อเอกสารโบราณ แต่จำได้แค่ใจความสำคัญ

ถึงรู้แค่นี้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเหล่านี้ก็ช่วยหาเอกสารมาจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่บริการส่วนมากได้คลุกคลีกับคลังเอกสารมากว่าสิบปี จนรู้ไส้รู้พุงคลังเอกสารโบราณ

หากย้ายเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์และความรู้เหล่านี้ไปยกแผนก อาจทำให้เกิดช่องว่างเรื่องคุณภาพและระดับการให้บริการแก่ผู้เข้าใช้บริการสืบค้นเอกสารโบราณได้ เนื่องจากการให้บริการแบบนี้ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางที่ไม่สามารถสร้างหรือฝึกขึ้นมาทดแทนได้ในเวลาอันสั้น’

แอดมินเพจเดียวกันนี้ย้ำอีกว่า สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดไม่ใช่คนแต่เป็นระบบที่บังคับให้เจ้าหน้าที่ต้องถามคำถามประหลาดๆ ด้วย ‘ภาษาราชการ’ ที่มีนัยไม่ค่อยเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานอย่างซ้ำซาก และเป็นระบบเดียวกันนี้ที่ให้สิทธิบางอย่างแก่คนที่ ‘มีสังกัด’ มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เจ้าหน้าที่แม้จะมีจิตใจบริการสาธารณะอย่างไร หากต้องอยู่ใต้ระบบนี้แล้วต้องใช้ภาษาราชการ ผู้ใช้บริการก็ยังสามารถสัมผัสถึงความไม่เท่าเทียมได้ชัดโดยระบบอยู่ดี เพราะระบบถูกออกแบบมาเช่นนั้น

เมื่อ ส.ส.แถลงข่าว ‘ประวัติศาสตร์ต้องเข้าถึงได้’
จี้ วธ. 3 ข้อ ยกระดับ ปรับบทบาท ควบรวมเพื่อประสิทธิภาพ

ยัง ยังไม่จบเพียงเท่านั้น สำหรับปรากฏการณ์ในครั้งนี้ที่สุดท้ายไปโผล่ถึงรัฐสภา เกียกกาย เมื่อ ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และคณะ กล่าวถ้อยแถลงถึงประเด็นดังกล่าว ว่าด้วยปัญหาการใช้บริการ การจัดระบบฐานข้อมูล และการจัดเก็บเอกสารของหอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยย้ำว่า หอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ควรอำนวยความสะดวกให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้

ช่วงต้นของถ้อยแถลงดังกล่าว เกริ่นที่มาด้านพันธกิจของหอสมุดแห่งชาติ ว่าเป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจเพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ศึกษา ค้นคว้า วิจัยแก่ประชาชน เป็นคลังสิ่งพิมพ์ของชาติ และเป็นหน่วยรับจดแจ้งการพิมพ์ หรือการขอเลข ISBN ตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ แต่ในขณะเดียวกันหอสมุดแห่งชาติก็มีหน้าที่ในการเก็บรักษา และให้บริการเข้าถึงเอกสารโบราณ สมุดไทย หนังสือหายาก และเอกสารจดหมายเหตุด้วย ซึ่งถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่คล้ายคลึงกับหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ขณะที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ มีพันธกิจโดยตรงคือ การอนุรักษ์รักษาเอกสารจดหมายเหตุให้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรม เป็นศูนย์ข้อมูลสารสนเทศเอกสารจดหมายเหตุ พร้อมทั้งพันธกิจในการให้บริการด้วยข้อมูลที่ทันสมัย

หอสมุด และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จึงเป็นอีกกรณีของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ทับซ้อนกัน ต้องแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติตามพันธกิจ โดยใช้อัตรากำลังที่มากขึ้นเป็น 2 เท่า สำหรับ 2 หน่วยงาน ทั้งที่สามารถควบรวม หรือปรับบทบาทหน้าที่ ให้การอนุรักษ์รักษาเอกสารเก่าทั้งหมดอยู่ในการกำกับดูแลของหอจดหมายเหตุ เพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน ซึ่งงานจดหมายเหตุถือเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ความเข้าอกเข้าใจ และความเชี่ยวชาญสูง

ส.ส.พรรคประชาชนมองประเด็นปัญหาตามที่แพร่ไปในสังคมออนไลน์ว่า นอกจากเรื่องความยากในการขอเข้าใช้บริการ หรือระบบฐานข้อมูลที่เข้าใจได้ยาก ยังมีการอ้างถึงการชำรุดของเอกสารที่หอสมุดแห่งชาติจัดเก็บ ซึ่งเอกสารเก่ายิ่งผ่านเวลา ยิ่งเสี่ยงต่อความชำรุด จากตัวแปรไม่ว่าจะเป็น ความเปราะบางของกระดาษ วิธีการเก็บรักษา อุณหภูมิ ความชื้น รวมถึงการใช้บริการ ซึ่งแม้จะมีการสวมถุงมือเพื่อหลีกเลี่ยงความชื้น แต่การสัมผัสเอกสารโดยตรงบ่อยครั้งย่อมส่งผลกระทบต่อสภาพเอกสาร

“ผมขอยกตัวอย่างหน่วยงานที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ คือหอภาพยนตร์ ทำหน้าที่เก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งเป็นสมบัติชาติ เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าประวัติความเป็นมาของชาติในแต่ละยุคสมัย ขณะเดียวกัน ฟิล์ม ก็เป็นวัสดุที่เสี่ยงต่อความเสียหาย โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้จัดเก็บในอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม ปัจจุบันหอภาพยนตร์ได้แยกไปเป็นองค์การมหาชน และมีห้องเก็บรักษาฟิล์มภาพยนตร์โดยเฉพาะ ควบคุมอุณหภูมิอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเสื่อมสลายของฟิล์มที่เรียกว่า Vinegar Syndrome กลิ่นเปรี้ยวเหมือนน้ำส้มสายชู ของฟิล์มเมื่อเสื่อมสภาพ” ส.ส.ณพัฎน์อธิบาย

จากนั้นใช้ประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยปฏิบัติงานในหอจดหมายเหตุประจำมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สื่อสารข้อเสนอไปยังกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำกับดูแลทั้งหอสมุดและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ 3 ข้อ ได้แก่

1.ควรมีการทบทวนเพื่อโอนหน้าที่ในการอนุรักษ์รักษาเอกสารโบราณ สมุดไทย หนังสือหายาก เอกสารจดหมายเหตุ และเอกสารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาในบางส่วน ให้เป็นของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อประสิทธิภาพในการสงวนรักษาเอกสาร และไม่ต้องสูญเสียอัตรากำลังไปกับหน้าที่ที่ซ้ำซ้อนกัน พร้อมกับยกระดับการจัดเก็บเอกสาร ให้มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นที่เหมาะสม ลดความเสื่อมสภาพของเอกสารให้น้อยที่สุด

2.ควรทำกระบวนการ Digitize เอกสารจดหมายเหตุทั้งหมด ซึ่งเอกสารจดหมายเหตุถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเปราะบาง มีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากตัวแปรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการจับต้องด้วยมือบ่อยครั้ง การสแกนเอกสารให้เป็นไฟล์ดิจิทัล นอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงความเสียหายต่อเอกสารโดยตรงแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกต่อผู้ใช้บริการ และถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่ประกาศไว้เช่นกันคือ การให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

3.ควรมีการทบทวนการจัดระบบฐานข้อมูลจดหมายเหตุ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากผู้ใช้บริการว่าสืบค้นยาก แตกต่างจากห้องสมุดโดยทั่วไปซึ่งมีระบบดิวอี้ หรือมีระบบรัฐสภาอเมริกัน ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในห้องสมุดทั่วโลก การปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และลดความซับซ้อนสับสน นอกจากจะเป็นความสะดวกต่อผู้ใช้บริการยังเป็นความสะดวกต่อการจัดเก็บ โดยเฉพาะในอนาคตที่เอกสารจดหมายเหตุย่อมเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน

“ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเล่าเพียงชุดเดียว แต่คือการประกอบเข้าด้วยกันของข้อเขียน บันทึก เรื่องเล่า จารึก แผนที่ และเอกสารอีกมหาศาล หากส่วนหนึ่งส่วนใดหายไป ย่อมกระทบต่อความสมบูรณ์ทางแง่มุมของประวัติศาสตร์ชุดนั้นๆ ดังนั้น การให้ความสำคัญกับงานจดหมายเหตุ จึงชี้วัดถึงการให้ความสำคัญของภาครัฐ ต่อประวัติศาสตร์ของประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

งานด้านวัฒนธรรมจะเดินหน้า ไม่อาจทำได้เพียงส่งเสริมวัฒนธรรมผ่านการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่การอนุรักษ์รักษาอย่างเข้าอกเข้าใจ พร้อมกับส่งเสริมให้ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ศึกษาได้จากหลายมุมมอง จากเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย และที่สำคัญคือประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวกเท่าเทียม ถือเป็นงานส่งเสริมวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน” ส.ส.หนุ่มแห่งพรรคประชาชน กล่าวแทนประชาชน

นับเป็นอีกหนึ่งมูฟเมนต์น่าสนใจที่ย้ำชัดว่าประวัติศาสตร์โบราณคดีหาใช่ ‘ไม่เกี่ยวการเมือง’ อย่างที่ใครเขาหลอกลวง

พรรณราย เรือนอินทร์