หน้าแรก ประชาชื่น แท็งก์ความคิด...

แท็งก์ความคิด : ‘หยก’ของเหยื่อ

23.05.26 | 11:07 น.

แท็งก์ความคิด : ‘หยก’ของเหยื่อ

เข้าสู่เดือนพฤษภาคมทีไร หวนนึกถึงเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553

เหตุการณ์ครั้งนั้นผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ผลสะเทือนจากเหตุการณ์ยังคงหลงเหลืออยู่

โดยเฉพาะคนที่เป็นเหยื่อในเหตุการณ์ที่ได้รับผลกระทบ ย่อมไม่ลืมเลือน

คล้ายๆ กับเหยื่อจากเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในปีอื่นๆ

Advertisement

วันก่อนใช้เวลายาวๆ ดูภาพยนตร์ซีรีส์จีนความยาว 40 ตอน ชื่อ “ล่าหยก”

ภาพยนตร์ชุดนี้หลายคนดูกันไปแล้ว ซึ่งถือว่าดีที่มีคนดูไปก่อน ทำให้ได้ฟังความคิดเห็น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ภาพสวย ดาราชายหล่อและดาราหญิงงดงาม มีฉากบู๊สนุก มีฉากรบดุเดือด และมีฉากโรแมนติก

ดารานำ จางหลิงเฮ่อ และเถียนซีเวย แฟนคลับคงหลงใหล

ซีรีส์นี้ กำกับโดย Zeng Qing Jie เขียนบทโดย Zou Yue เพิ่งออกอากาศมีนาคมที่ผ่านมา

ในหลายสิ่งที่ประทับใจ มีสิ่งหนึ่ง คือ การตีความคำว่า “หยก” ที่ถูกล่า

สำหรับจีนแล้ว “หยก” มีมูลค่าเลิศล้ำ หากแต่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอสิ่งที่น่าจะมีค่ามากกว่า “หยก” เสียอีก

นั่นคือการทวงคืนความยุติธรรม

เสน่ห์ของเรื่องหนีไม่พ้นตัวเอก “ฝานฉางอวี้” ที่เป็นหญิง สูญเสียพ่อ หาเลี้ยงตัวเองและน้องสาวต่างวัยด้วยการขายหมู

เป็นพี่น้องที่ถูกเอาเปรียบและกลั่นแกล้ง อยู่ท่ามกลางคนโลภหวังฮุบสมบัติ แต่เธอก็เป็นคนไม่กลัวคน

โชคชะตาของคนดีที่ถูกกระทำ ย่อมมีสิ่งดีๆ มาเกื้อหนุน

การพบกับ “เซี่ยเจิง” ที่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสคือโชคชะตาของ “ฝานฉางอวี้”

แม้ “เซี่ยเจิง” มีสถานภาพทางสังคมสูง แต่ในหมู่บ้านชนบทยากที่จะมีใครรู้

ฝานฉางอวี้ก็ไม่รู้ แต่ด้วยความที่เป็นคนดี จึงดูแลเซี่ยเจิงด้วยเมตตา ก่อเกิดเป็นความผูกพันทางใจ

จากความเห็นใจแปรเปลี่ยนเป็นความรัก

ผนวกกับโชคชะตาผกผันทำให้ทั้งคู่ยิ่งผูกพันและเพิ่มพูนความรักต่อกัน

ความผกผันของชะตา ทำให้ทั้งคู่ได้อยู่คู่กัน แม้ถึงคราวที่ “เซี่ยเจิง” ต้องกลับไปทำหน้าที่ ก็มีเหตุให้ “ฝานฉางอวี้” ต้องออกจากหมู่บ้านไปแนวหน้า

บังเอิญที่ “เซี่ยเจิง” ที่เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ระดับสูง เป็นที่รักของขุนพลมากมาย

บังเอิญที่ “ฝานฉางอวี้” มีวิชาฝีมือติดตัวมา และเป็นวิชาฝีมือชั้นสูงที่พ่อถ่ายทอดให้

และบังเอิญอีกว่า พ่อของ “เซี่ยเจิง” และ “ฝานฉางอวี้” มีความผูกพันกัน เพราะพ่อของทั้ง 2 คนเป็นขุนพล

เพียงแต่คนหนึ่งพลีชีพในสนามรบ ส่วนอีกคนหนึ่งถูกป้ายสีว่าเป็นกังฉิน

มาถึงจุดนี้ภาพยนตร์สะท้อนให้เห็นด้านมืดของการเมืองที่ใช้ “ความเท็จ” เข่นฆ่ากล่าวหา

ใส่ร้ายป้ายสี ทำให้ “คนดี” กลายเป็น “คนชั่ว”

ผลจากการใส่ร้ายป้ายสี นอกจากจะส่งผลร้ายต่อเป้าหมายแล้ว วงศ์สกุลของเขาและเธอยังได้รับผลกระทบด้วย

เพราะข่าวที่ใส่ร้ายป้ายสีชักจูงสังคมให้เข้าใจไขว้เขว

มอง “คนดี” เป็น “คนชั่ว” มอง “สีขาว” เป็น “สีดำ”

มอง “คนชั่ว” เป็น “คนดี” มอง “สีดำ” เป็น “สีขาว”

หากเป็นปัจจุบัน อาจเทียบได้กับการใช้ “ไอโอ” ใส่ร้ายป้ายสี ทำลายชื่อเสียง ทำลายความน่าเชื่อถือ

ปล่อยเฟคนิวส์เข้าใส่อย่างไม่ยั้ง จนเป้าหมายที่ไม่ระวังตัวตกเป็นเหยื่อ

ในภาพยนตร์พ่อของ “ฝานฉางอวี้” โดนเช่นนี้ และตัวเธอเองก็ได้รับผลกระทบ

แต่โชคยังดีที่เมื่อถึงเวลาเหมาะสม การตรวจสอบความจริงได้เกิดขึ้น และสามารถล้างมลทินให้กับผู้เสียหายได้

การได้รับความยุติธรรมกลับคืน คือ “หยก” อันมีค่า

“หยก” ในภาพยนตร์จึงมีค่ามากกว่า “หยก”

เพราะนั่นคือความยุติธรรมที่ได้รับ หลังจากทนอยู่กับความอยุติธรรมมาตลอด

ตอนจบของเรื่อง เหยื่อได้รับการเยียวยาจากความจริงที่ค้นพบ

แต่นั่นคือภาพยนตร์ที่แต่งขึ้น

ในชีวิตจริงจะมีคนที่ถูกใส่ร้ายป้ายสี ถูกทำลายชื่อเสียง สักกี่คนที่ได้รับความยุติธรรมกลับคืน

ยิ่งในโลกปัจจุบันที่เฟคนิวส์เกลื่อนโลก ไอโอเกลื่อนเมือง

จะมีเหยื่อของอธรรมสักกี่รายที่สามารถล่า “หยก” กลับมาได้

จะมีสักกี่ราย จะมีสักกี่ราย

นฤตย์ เสกธีระ