หน้าแรก ประชาชื่น บูรณะ พัฒนา ป...

บูรณะ พัฒนา ปฏิสังขรณ์ ‘พระตำหนักเขียว’ วัดอมรินทรารามวรวิหาร บางกอกน้อย

25.05.26 | 11:07 น.

บูรณะ พัฒนา ปฏิสังขรณ์
‘พระตำหนักเขียว’
วัดอมรินทรารามวรวิหาร บางกอกน้อย

ดำเนินการมาแล้วราว 3 เดือน นับแต่เริ่มต้นบูรณปฏิสังขรณ์ ‘พระตำหนักเขียว’ วัดอมรินทรารามวรวิหาร ย่านบางกอกน้อย กรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยการการจัดสรรงบประมาณจากกรมศิลปากร (งบอุดหนุน) ประจำปี 2569

ย้อนไปเมื่อ 17 มีนาคม ฤกษ์ดี 09.19 น. กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี กรมศิลปากร เริ่ม ‘โครงการบูรณะและพัฒนาพระตำหนักเขียว’ อย่างเป็นทางการ ในวันนั้น พระสุนทรกิจจาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดอมรินทรารามวรวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในพิธีอันเป็นมงคล

ล่าสุด อธิบดีกรมศิลปากร นำทีมคณะกรรมการ ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน ลุยเช็กและตรวจรับงานงวดแรก ดังปรากฏภาพความคืบหน้าที่ได้รับการเผยแพร่ให้สาธารณชนได้ยลโฉม

วัดอมรินทรารามวรวิหาร ตั้งอยู่ในแขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร มีสถานะเป็นโบราณสถานประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา ประกาศรายชื่อโบราณสถาน 140 149ง 23 มิถุนายน 2566

Advertisement

ส่วน ‘พระตำหนักเขียว’ เดิมเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี พระเชษฐภคินี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ ณ เขตพระราชฐานชั้นใน พระบรมมหาราชวัง

ข้อมูลจากหนังสือ ‘ราชสกุลวงศ์ พระนามเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้าในกรุงรัตนโกสินทร’ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี โปรดให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปรียชาติสุขุมพันธุ์ พระนัดดา เมื่อปีขาล พ.ศ.2469 ระบุว่า

‘สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระยาเทพสุดาวดี พระนามเดิมว่า สา เสด็จอยู่มาจนรัชกาลที่ 1 สิ้นพระชนม์เมื่อ ณ วันศุกร์ เดือน 12 แรมค่ำ 1 ปีมะแม พ.ศ.2342 พระชันษา 70 เศษ’

ครั้นล่วงสู่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพระตำหนักเขียวมาปลูกเป็น ‘กุฏิสงฆ์’ ณ วัดอมรินทรารามฯ

พระสุนทรกิจจาภิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดอมรินทรารามวรวิหาร และ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร
พระตำหนักเขียวก่อนการบูรณะ
สภาพภายในที่ทรุดโทรม

ดังปรากฏในหนังสือ ‘ตำนานเรื่องวัตถุสถานต่างๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนา’ จัดพิมพ์ในงานพระศพ พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา ครบศตมาห ณ วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2472

ความตอนหนึ่งว่า

‘วัตถุสถานที่ทรงสร้างเฉลิมพระราชอิสริยยศ ได้แก่ พระราชมนเทียรในหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เดิมมุงกระเบื้องดีบุกเปลี่ยนเป็นมุงกระเบื้องเคลือบ พระมหามนเทียรหมู่พระที่นั่งจักพรรดิพิมานในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเดิมเป็นเสาไม้ เปลี่ยนเป็นเสาใหญ่ก่ออิฐ ทำซุ้มแกลด้านนอก ผนังด้านในพระที่นั่งไพศาลทักษิณโปรดให้เขียนรูปต่างๆ ตำหนักข้างในพระบรมมหาราชวัง รื้อตำหนักทั้งปวงสร้างเป็นตึกทั้งหมด ย้ายตำหนักเขียวของกรมพระยาเทพสุดาวดีสร้างเป็นกุฏิสงฆ์ที่วัดอมรินทราราม ….’

เมื่อ พ.ศ.2559 หรือราว 10 ปีก่อนเคยมีการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ พร้อมเศษถ่านไม้ซึ่งคาดว่าเป็นไม้จันทน์บริเวณชุดฐานพระปรางค์วัดระฆังโฆสิตาราม เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ขณะคนงานกะเทาะพื้นผิวปูนด้านนอกเพื่อบูรณะตามโครงการบูรณฏิสังขรณ์วัด ซึ่ง ผศ.นพ.ถนอม บรรณประเสริฐ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นอัฐิของผู้สร้างปรางค์องค์นี้ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี เพราะหากไม่ใช่บุคคลสำคัญจริงๆ คงไม่ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในพระปรางค์องค์สำคัญของวัด จึงอยากให้ผู้รู้ร่วมกันตรวจสอบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา

ครั้งนั้น บุญเตือน ศรีวรพจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวว่า ถ้าเก็บในสถานที่แบบนี้ ไม่ใช่คนธรรมดา อีกทั้งเศษไม้เผาไฟที่พบซึ่งคาดว่าเป็นไม้จันทน์นั้น ใช้เฉพาะเผาศพเจ้านาย จึงเชื่อว่าอัฐิ หรืออังคารดังกล่าว เป็นของเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี เนื่องจากวัดระฆังโฆสิตารามอยู่ในพื้นที่ส่วนของ ‘วังหลัง’ ซึ่งผู้ครองวังหลังผู้อุปถัมภ์วัดดังกล่าวมาโดยตลอดคือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข หรือท่านทองอิน โอรสของกรมพระยาเทพสุดาวดีนั่นเอง

อดีต ผอ.สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ยังระบุว่า ตนยังทราบมาว่าทางวัดมีการทำบุญเพื่อถวายพระราชกุศลให้กรมพระยาเทพสุดาวดีทุกปี โดยต้องโยงสายสิญจน์ไปยังพระปรางค์องค์ที่พบอัฐิด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกต อย่างไรก็ตาม ยังมีเจ้านายพระองค์อื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับวัดระฆัง แต่ตนไม่เชื่อว่าจะถูกบรรจุไว้ในพระปรางค์องค์นี้

“พระศพเจ้านายองค์สำคัญ ส่วนใหญ่เผาที่วัดระฆัง เช่น เจ้าครอกทองอยู่ ซึ่งมีเขียนอยู่ในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ แต่น่าจะบรรจุไว้ในเจดีย์แยกออกไปต่างหาก เท่าที่รู้ วัดระฆังมีการทำบุญทุกปี โดยถวายพระราชกุศลให้เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี พระเชษฐภคินีในรัชกาลที่ 1 น่าสังเกตว่าต้องโยงมาที่พระปรางค์องค์นี้” บุญเตือนระบุ

ผ่านมา 10 ปี แม้ไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่เป็นอีก 1 จิ๊กซอว์ปริศนาที่ชวนให้ร่วมประกอบสร้าง

ส่วนพระตำหนักเขียวหลังเสร็จสิ้นการบูรณะ จะงดงามเพียงใด ต้องรอชม

พรรณราย เรือนอินทร์

ขอขอบคุณภาพจาก ‘กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี กรมศิลปากร’