หน้าแรก ประชาชื่น ควังจู Uprisi...

ควังจู Uprising เผด็จการปราชัย ประชาธิปไตยผลิบาน

27.05.26 | 11:19 น.

ควังจู Uprising
เผด็จการปราชัย ประชาธิปไตยผลิบาน

เล่มใหม่คลอดล่าสุดสดๆ ร้อนๆ ควังจู Uprising เผด็จการปราชัย ประชาธิปไตยผลิบาน มาพร้อมปรากฏการณ์ชาวเกาหลีใต้ลุกขึ้นมาแบนกาแฟแบรนด์ดังหลังออกแคมเปญโฆษณาขายแก้วน้ำเก็บอุณหภูมิที่ถูกมองว่าเป็นการไปแตะโศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดในความทรงจำของผู้คน ทำเอาซีอีโอสาขาเกาหลีโดนเด้ง

‘วันรถถัง (Tank Day)’ และ ‘ทุบโต๊ะดัง ทัก!’ คือชื่อแคมเปญดังกล่าวที่โยงไปถึงเหตุการณ์วันที่ 18 พฤษภาคม 1980 ที่ประชาชนลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยที่ควังจู โดยตำรวจอ้างว่า นักศึกษาผู้ประท้วงเสียชีวิตหลังเจ้าหน้าที่สอบสวน ‘ตบโต๊ะ’ เกิดเสียง ‘ทัก!’

ย้อนกลับไปในวันนั้น การลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในเมือง ‘ควังจู’ กลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของเกาหลีใต้ เมื่อประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการทำรัฐประหารและอำนาจของรัฐบาลทหาร ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการต่อสู้แห่งความหวังที่ปกคลุมทั้งประเทศ การเคลื่อนไหวในครั้งนั้นกลับจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เมื่อรัฐบาลส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในควังจูจึงไม่ได้เป็นเพียง ‘การปราบปรามผู้ชุมนุม’ แต่ยังกลายเป็นบาดแผลร่วมของสังคมเกาหลีใต้ ที่ผู้คนพยายามต่อสู้เพื่อทวงคืนความจริง ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีให้กับผู้สูญเสีย

แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ แต่เรื่องราวของควังจูไม่เคยถูกปล่อยให้เลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน ทั้งผ่านอนุสรณ์สถาน พิพิธภัณฑ์ และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ยังคงหยิบเหตุการณ์นี้กลับมาฉายซ้ำ เพื่อย้ำเตือนว่าประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย แต่เกิดขึ้นได้จากการแลกมาด้วยชีวิต บาดแผล และความเจ็บปวดของผู้คนจำนวนมาก

Advertisement

หนังสือเล่มนี้พาผู้อ่านย้อนสำรวจเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ตั้งแต่บริบททางการเมืองก่อนเหตุการณ์ การต่อสู้ของประชาชน มรดกความทรงจำหลังเหตุการณ์ ไปจนถึงเส้นทางที่นำเกาหลีใต้ไปสู่การสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงและเข้มแข็ง

รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงาน บอกเล่าผ่านคำนำของหนังสือเล่มนี้ โดยเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์รัฐประหารในไทยว่า ในรอบ 2 ทศวรรษ ประเทศไทยเผชิญกับการรัฐประหาร 2 ครั้ง คลื่นความรุนแรงทางการเมืองหลายระลอก และการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 การเมืองไทยถดถอยสู่การเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยมมากขึ้น การเมืองไทยเดินไปสู่การเมืองแบบแบ่งขั้ว (polarization) เป็นเหลืองและแดง มีการปราบปรามประชาชน โดยใช้กำลังในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ยังไม่ทันที่ความขัดแย้งทางการเมืองจะคลายตัวลง ประเทศไทยก็เข้าสู่การเมือง 2 สีเสื้อ ได้แก่ เหลืองและแดง ซึ่งฝ่ายหลังได้ก่อตั้งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ขณะที่ฝ่ายแรกได้พัฒนามาเป็นคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มีบทบาทสำคัญในการปิดหน่วยเลือกตั้งจนทำให้การเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ 2557 ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ ความพยายามปิดกั้นโอกาสความเปลี่ยนแปลงผ่านการเลือกตั้งกลายเป็นเทียบเชิญรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

บรรยากาศภายหลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีการร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ซึ่งแม้จะผ่านการเลือกตั้งถึง 3 ครั้งแล้ว แต่กลับไม่ทำให้การเมืองไทยคืนสู่ทางประชาธิบไตย มิหนำซ้ำยังทำให้คุณภาพบางส่วนของการเมืองไทยถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง

‘ภายใต้บรรยากาศหลังรัฐประหาร 2557 ผมได้ใช้เวลาทบทวนความรู้เกี่ยวกับการเมืองไทยของตัวเอง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมืองและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ผมได้รับทุน US-ASEAN จากมูลนิธิฟูลไบรท์ เข้าร่วมโครงการ Thai Studies ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) ปลายปี 2557 ถึงเดือนเมษายน 2558 เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ความรุนแรงและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในเกาหลีใต้มากขึ้น

เมื่อผมกลับมาประเทศไทย ผมจึงมีโอกาสเข้าร่วมการรำลีกวีรชนควังจูที่ลุกขึ้นสู้กับเผด็จการทหารในเดือนพฤษภาคม 2523 (1980) เป็นครั้งแรกในปี 2558 ชวนให้ผมระลึกถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศไทยคือกรณีพฤษภาคม 2535 และพฤษภาคม 2553 ซึ่งแม้เหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้งจะแตกต่างในเนื้อหาสาระ แต่โดยสถานะก็คือการกระทำความรุนแรงโดยรัฐต่อพลเมืองของตัวเอง เช่นเดียวกับเมืองควังจู’

รศ.ดร.บัณฑิตยังเล่าถึงการเข้าร่วมกิจกรรมในเวทีวิชาการ Asia Democracy Forum มูลนิธิรำลึก 18 พฤษภาคม จนได้รับมอบหมายให้แปลหนังสือ 18 พฤษภาคม การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยซึ่งมีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ ก็ยิ่งทำให้เห็นความเข้าใจที่จำกัดต่อกระบวนการภายหลังการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

‘ผมจึงต้องการศึกษาเหตุการณ์นี้ลึกลงไปในรายละเอียด หลังจากนั้น ผมเดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมของมูลนิธิที่เมืองควังจูเกือบทุกปีเท่าที่จะสามารถทำได้ เมื่อผมได้เข้ามาทำงานที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยิ่งมีโอกาสได้ร่วมงานกับมูลนิธิในหลายโครงการ รวมทั้งเข้าร่วมเสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับรางวัลสิทธิมนุษยชนควังจูด้วย ผมยิ่งเห็นความสำคัญของการอธิบายเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ที่ควังจูให้คนไทยได้รับทราบ

หนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามหนึ่งที่จะถอดบทเรียนจากการต่อสู้ของชาวควังจูและภาคประชาสังคมเกาหลีได้ โดยผมได้ปรับปรุงแก้ไขจากรายงานวิจัยเรื่อง กระบวนการสร้างความปรองดองและสถาปนาประชาธิปไตยในเกาหลีใต้หลังการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เมืองควังจู (2567) โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิเกาหลี ผ่านศูนย์ส่งเสริมการวิจัยในภูมิภาคเอเชียของมูลนิธิเกาหลีเพื่อการศึกษาขั้นสูง สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยโครงการเลขที่ 650216 (COA No.278/65) ลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2565 จากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน กลุ่มสหสถาบัน ชุดที่ 2 สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คำถามวิจัยส่วนหนึ่งมาจากความสงสัยและต้องการทำความเข้าใจความสำเร็จและอุปสรรคต่างๆ ในการปรองดอง และสร้างความทรงจำภายหลังเหตุการณ์กรณีควังจู ซึ่งน่าจะเผยให้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกี่ยวกับความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีควังจูเป็นกรณีที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม’

มาร่วมเปิดบันทึกประวัติศาสตร์ จากบาดแผลของผู้คนสู่รากฐานของประชาธิปไตย และทำความเข้าใจว่าเหตุใด ‘ควังจู’ จึงยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผ่านหนังสือเล่มนี้ในเนื้อหาทั้ง 8 บทสำคัญ

บทที่ 1 เพื่อให้เรื่องราวในเดือนพฤษภาคมได้รับการจดจำ

บทที่ 2 การเมืองเกาหลีใต้ก่อนเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 1980 กับบทบาทของคณะกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง

บทที่ 3 เกาหลีใต้ก่อนการนองเลือดที่เมืองควังจู

บทที่ 4 การปราบปรามประชาชนในเมืองควังจู เดือนพฤษภาคม 1980

บทที่ 5 กระบวนการต่อสู้หลังกรณีควังจู

บทที่ 6 มรดกจากเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เมืองควังจูกับวัฒนธรรมยอดนิยม

บทที่ 7 มรดกและการต่อสู้ช่วงชิงประวัติศาสตร์และความทรงจำ

บทที่ 8 บทสรุปกระบวนการปรองดองและความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน 5.18

คอการเมือง ผู้มีประชาธิปไตยในหัวใจ พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

///////////

ควังจู Uprising เผด็จการปราชัย ประชาธิปไตยผลิบาน
โดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
หนังสือขนาด 143 x 210 มม. หนา 360 หน้า พร้อมภาพประกอบขาว-ดำทั้งเล่ม
ราคาเพียง 298.- จากราคาเต็ม 350.-
สั่งซื้อและติดตามทุกช่องทางของสำนักพิมพ์มติชนที่
www.matichonbook.com
Line : @matichonbook
Youtube: @MatichonBooks
Tiktok: @matichonbook
Twitter: @matichonbooks
Instagram: matichonbook
โทร 02-589-0020 ต่อ 3350-3360