หน้าแรก ประชาชื่น ผู้ว่าฯกทม.กั...

ผู้ว่าฯกทม.กับโจทย์ที่ไม่อาจเลี่ยง : คนไร้บ้านในมหานครแห่งความเหลื่อมล้ำ

28.05.26 | 12:53 น.
ผู้ว่าฯกทม.กับโจทย์ที่ไม่อาจเลี่ยง : คนไร้บ้านในมหานครแห่งความเหลื่อมล้ำ

ผู้ว่าฯกทม.กับโจทย์ที่ไม่อาจเลี่ยง : คนไร้บ้านในมหานครแห่งความเหลื่อมล้ำ

เ มื่อฤดูกาลเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกำลังจะกลับมา เราจะได้เห็นนโยบายอันหลากหลายของมหานครแห่งนี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณะ ตั้งแต่รถเมล์ไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ระดับโลก ท่ามกลางศัพท์แสงอันสวยหรู ตั้งแต่เมืองของทุกคน เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หรือเมืองที่เป็นธรรม อย่างไรก็ดี ประเด็นหนึ่งที่มักถูกละเลยหรือแม้จะถูกกล่าวถึง แต่มักในฐานะของ “ปัญหาสังคม” หรือ “ปัญหาของเมือง” มากกว่าการทำความเข้าใจอย่างจริงจัง เป็นระบบ และถูกยกระดับขึ้นมาเป็น ‘ความท้าทายเชิงนโยบาย’ ของมหานครอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคือประเด็น “คนไร้บ้าน”

ข้อเขียนชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งจะตอบว่าผู้สมัครคนใดดีที่สุด หรือมีนโยบายคนไร้บ้านที่โดดเด่นที่สุด แต่ชวนตั้งคำถามว่า ในโอกาสที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.กำลังจะมาถึง ผู้สมัครและประชาชนชาวกรุงเทพฯควรมองประเด็นคนไร้บ้านด้วยสายตาแบบใด และจากประสบการณ์ของเมืองต่างๆ ทั่วโลก เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้าง

‘คนไร้บ้าน’ ไม่ใช่ปัญหา แต่คือผลลัพธ์ของปัญหา

ก่อนจะพูดถึงนโยบายเกี่ยวกับ “คนไร้บ้าน” สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ “คนไร้บ้าน” ไม่ใช่ “ปัญหา” โดยตนเองอย่างโดดเดี่ยวที่แยกขาดจากมิติอื่นๆ ของเมือง แต่คือ ‘ผลลัพธ์’ ที่สะสมมาจากความล้มเหลวของระบบในหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำของเมือง ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง ราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูง ระบบสวัสดิการที่ไม่ครอบคลุม ปัญหาสุขภาพที่ขาดการดูแล และความเปราะบางส่วนบุคคลที่ถูกซ้ำเติมโดยโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม

Advertisement

ทั้งนี้ จากการสำรวจนับคนไร้บ้านครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศในปี 2566 โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ พม. สสส. และเครือข่ายต่างๆ พบคนไร้บ้านจำนวน 2,499 คน โดยกรุงเทพมหานครมีสูงสุดถึง 1,271 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 50 ของทั้งประเทศ สาเหตุหลักมาจากการตกงานร้อยละ 44.72 และปัญหาครอบครัวร้อยละ 35.18 ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 45-55 ปี และยังพบคนไร้บ้านหน้าใหม่ถึงร้อยละ 39 ซึ่งสะท้อนให้เห็นโอกาสที่จะดึงพวกเขากลับเข้าสู่การตั้งหลักชีวิตและการพ้นจากภาวะไร้บ้านได้ หากมีนโยบายที่ทันท่วงทีและตรงจุด

กรุงเทพฯ คือ ศูนย์กลางที่ดูดดึงผู้คนจากทั่วประเทศมาหางาน มาแสวงโอกาส และมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อโอกาสเหล่านั้นไม่เป็นจริง หรือเมื่อชีวิตสะดุดพลาดพลั้ง บางคนก็ตกหล่นมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เข้าสู่ภาวะไร้บ้าน ในบริบทนี้ ประเด็นคนไร้บ้านจึงเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากโจทย์ใหญ่ของมหานคร ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาส ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ตลาดแรงงานที่เปราะบางและขาดสวัสดิการรองรับ และระบบสุขภาพจิตที่ยังเข้าถึงยาก ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ที่จะมาบริหารมหานครแห่งนี้จึงไม่สามารถปฏิเสธการมองประเด็นเหล่านี้ หรือมองประเด็น “คนไร้บ้าน” ในมิติของการสงเคราะห์หรือการกีดกันออกจากเมืองได้อีกต่อไป

คำถามที่ผู้บริหารเมืองทั่วโลกต้องเผชิญมาตลอดคือ จะจัดการกับ “ความไม่เป็นระเบียบ” หรือ “เหตุรำคาญ” ที่คนในเมืองบางกลุ่มมองเห็นอย่างเด่นชัดบนพื้นที่สาธารณะได้อย่างไร โดยยังคงเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของ “คนไร้บ้าน” ที่อยู่ตรงนั้นไปพร้อมกัน

นี่ดูเหมือนจะเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก” (dilemma) ที่แท้จริงของนโยบายคนไร้บ้าน ที่ผู้ว่าฯกทม.ทุกคนต้องประสบพบเจอ

ในด้านหนึ่ง ชาว กทม.ส่วนใหญ่ต้องการพื้นที่สาธารณะที่สะอาด ปลอดภัย น่าเดิน และเป็นมิตรกับ “ทุกคน” ภาคธุรกิจในย่านการค้าต้องการภาพลักษณ์ที่ดี (ในความหมายหนึ่ง) ในอีกด้านหนึ่ง คนที่นอนอยู่ใต้สะพาน ในตรอกซอก หรือตามสถานีรถไฟฟ้า ก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่มีสิทธิควรได้รับการดูแล

มาตรการเชิงลงโทษและขับไล่ที่เมืองหลายแห่งในโลกเคยใช้ ทั้งการจัดระเบียบ การปรับ หรือการจับกุม ล้วนพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้แก้ปัญหาแต่อย่างใด เป็นเพียงการย้ายคนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหรือทำให้พวกเขาซ่อนตัวจากสายตามากขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นแม้แต่น้อย และไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ดังนั้น ประเด็นคนไร้บ้านจึงเป็นมากกว่าคำถามว่าจะ “แก้” หรือ “ไม่แก้” แต่ประเด็นหลักคือจะ “แก้อย่างไร” และใครจะต้องรับผิดชอบ เมืองที่อ้างว่าตัวเองเป็น “เมืองน่าอยู่” หรือ “เมืองของทุกคน” แต่ไม่มีคำตอบให้กับโจทย์เหล่านี้ คงมิอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองของทุกคน

บทเรียนจากเมืองและมหานครของโลก

เมืองใหญ่ทั่วโลกเผชิญกับโจทย์เกี่ยวกับคนไร้บ้านมาเป็นทศวรรษ และบทเรียนต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการจัดการและดูแลคนไร้บ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “ความมั่งคั่ง” ของเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “นโยบาย” ที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และตั้งอยู่บนฐานความเป็นมนุษย์ร่วมกัน กรณีศึกษาต่อไปนี้สะท้อนบทเรียนที่แตกต่างและเสริมกัน

เฮลซิงกิ (Helsinki) ประเทศฟินแลนด์ เป็นเมืองต้นแบบด้านนโยบายคนไร้บ้านที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังคงยึดแนวทางเดิมแม้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม ฟินแลนด์ลดจำนวนคนไร้บ้านจากกว่า 18,000 คนในปี 1987 ผ่านแนวทาง Housing First ที่เริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 โดยมี Y-Foundation เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งปัจจุบันบริหารที่อยู่อาศัยกว่า 19,000 ยูนิตในกว่า 50 เมือง รัฐบาลฟินแลนด์ลงทุนกว่า 250 ล้านยูโร เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและเพิ่มบุคลากรสนับสนุน ขณะที่ Y-Foundation ชี้ว่าการป้องกันหรือช่วยเหลือคนไร้บ้านได้อย่างทันท่วงที สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการ สุขภาพ และบริการฉุกเฉินได้ประมาณ 15,000 ยูโรต่อคนต่อปี สะท้อนว่า Housing First ไม่ใช่เพียงนโยบายสังคม แต่ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจด้วย

กรุงโตเกียว (Tokyo) ประเทศญี่ปุ่น คือกรณีที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ในเมืองที่มีประชากร 19 ล้านคน มีคนไร้บ้านที่นับได้อย่างเป็นทางการเพียง 565 คน และในระดับประเทศ การสำรวจของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นในเดือนมกราคม 2025 พบคนไร้บ้านเพียง 2,591 คนทั่วประเทศ ลดลงร้อยละ 8.1 จากปีก่อน และลดลงจากจุดสูงสุดกว่า 25,000 คนในปี 2546 หรือลดลงกว่าร้อยละ 90 ในยี่สิบกว่าปี เบื้องหลังตัวเลขที่น่าสนใจนี้คือระบบสวัสดิการ Seikatsu-Hogo ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ขาดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย โดยกฎหมายกำหนดให้พิจารณาคำร้องภายใน 30 วัน และในทางปฏิบัติมักทำได้ภายใน 14 วัน

มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สะท้อนบทเรียนที่แตกต่างจากหลายเมือง เนื่องจากมีนโยบาย “สิทธิในการมีที่พัก” (Right to Shelter) ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดที่พักฉุกเฉินแก่ผู้ที่ร้องขอ ส่งผลให้นิวยอร์กมีสัดส่วนคนไร้บ้านที่อยู่ในระบบที่พักสูงมาก และมีคนไร้บ้านในพื้นที่สาธารณะ ต่ำกว่าเมืองใหญ่อื่นของสหรัฐ เช่น ลอสแอนเจลิสที่ยังมีคนไร้บ้านจำนวนมากอาศัยอยู่บนท้องถนน ข้อมูลเดือนมีนาคม 2026 จาก Coalition for the Homeless ระบุว่า นิวยอร์กมีผู้อาศัยในระบบที่พักฉุกเฉินประมาณ 89,500 คนต่อคืน รวมเด็กเกือบ 30,000 คน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันคือวิกฤตราคาที่อยู่อาศัยและการขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาที่เข้าถึงได้ โดยอัตราห้องเช่าว่างของนครนิวยอร์กอยู่เพียง ร้อยละ 0.39 ส่งผลให้แม้จะมี “สิทธิในการมีที่พัก” แต่หากไม่มีระบบที่อยู่อาศัยถาวรและราคาที่เข้าถึงได้รองรับ ที่พักฉุกเฉินก็อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหา “ปลายน้ำ” ขณะที่ “ต้นน้ำ” ของปัญหายังคงเป็นความเหลื่อมล้ำและต้นทุนที่อยู่อาศัยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากบทเรียนในกรณีศึกษาข้างต้น มีบทเรียนร่วมที่กรุงเทพฯควรคิดคำนึงและไตร่ตรองร่วมกันอย่างน้อย 4 ประการ คือ หนึ่ง ที่อยู่อาศัยคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่รางวัลสำหรับคนที่พิสูจน์ว่าพร้อมแล้ว สอง การป้องกันย่อมถูกกว่าการฟื้นฟู การสร้างระบบป้องกันเพื่อสกัดกั้นก่อนที่กลุ่มเปราะบางจะเข้าสู่ภาวะไร้บ้านสามารถประหยัดงบประมาณได้มากในระยะยาว สาม ที่พักฉุกเฉินอย่างเดียวไม่พอ หากไม่มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ที่ราคาเข้าถึงได้คอยรองรับ ปัญหาก็จะล้นและวนซ้ำอยู่อย่างนั้น และสี่ ความต่อเนื่องของงบประมาณและเจตจำนงทางการเมืองคือเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าโมเดลจะดีแค่ไหน หากขาดการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ขาดความเข้าใจต่อความซับซ้อนของปัญหา และขาดการสร้างความเห็นอกเห็นใจ (empathy) ต่อเพื่อนมนุษย์จากคนในเมืองอย่างแท้จริง นโยบายก็ยากจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

‘กรุงเทพมหานคร’ ทำได้บ้าง แต่ยังไม่พอ

เมื่อหันมาดูกรุงเทพมหานคร ต้องยอมรับว่าวาระของอดีตผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สร้างนวัตกรรมนโยบายด้านคนไร้บ้านที่น่าสนใจในหลายมิติ ทั้งโครงการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับคนไร้บ้าน จุดสวัสดิการที่ช่วยให้เข้าถึงบริการพื้นฐาน การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและภาคส่วนต่างๆ อย่างเข้มข้น และการเปิดตัว “บ้านอิ่มใจ”

“บ้านอิ่มใจ” เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมประกาศเจตนารมณ์ยกระดับการดูแลคนไร้บ้านให้เป็นมากกว่าที่พักพิงชั่วคราว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสใหม่ในชีวิต บนพื้นที่ของประปาแม้นศรี (เดิม) โดยดำเนินงานผ่านแนวคิด “6 อ” ได้แก่ อาศัย อาหาร อนามัย อาภรณ์ อาชีพ และการสร้างโอกาสกลับคืนสู่สังคม

“บ้านอิ่มใจ” สะท้อนความคิดที่ถูกทิศทาง เพราะไม่ได้มองคนไร้บ้านเป็นภาระ แต่มองว่าคนไร้บ้านเป็นกลุ่มคนที่ “จังหวะชีวิตสะดุดไป” และรัฐมีหน้าที่ “ประคองให้เดินต่อได้” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Housing First ที่พิสูจน์แล้วในระดับสากลในหลายประเทศ

ทว่าความท้าทายสำคัญหลายประการยังคงรออยู่ อย่างน้อยที่สำคัญ 2 ประการ

ประการแรก ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ว่าฯแก้ได้ยาก อำนาจในการดูแลคนไร้บ้านอย่างครบวงจรนั้นกระจัดกระจายอยู่ในหลายกระทรวงและกรม ระบบสวัสดิการสังคมอยู่กับ พม. ระบบสุขภาพจิตอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ระบบสุขภาพอยู่กับหลายหน่วยงาน ระบบทะเบียนราษฎรอยู่กับกรมการปกครองและ กทม. ผู้ว่าฯกทม.ที่อยากดูแลคนไร้บ้านอย่างครบวงจรจึงต้อง “ขอความร่วมมือ” จากหลายหน่วยงาน แทนที่จะมี
อำนาจบูรณาการโดยตรง นอกจากนี้ คนไร้บ้านส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ แต่เป็นประชากรย้ายถิ่นเหมือนกับคนกรุงเทพฯอีกหลายคน ทำให้สิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการตามระบบกลายเป็นกำแพงที่สำคัญ

ประการที่สอง ยังขาดกลไกป้องกันที่ครบวงจร การที่คนจะกลายเป็นคนไร้บ้านไม่ได้เกิดขึ้นในคืนเดียว แต่ส่วนใหญ่จะมีสัญญาณเตือนก่อน ไม่ว่าจะเป็นการค้างค่าเช่า การสูญเสียงาน การอยู่ในภาวะพึ่งพิง หรือวิกฤตสุขภาพ หากมีระบบที่จับสัญญาณเหล่านี้ได้แต่เนิ่นๆ และยื่นมือเข้าไปช่วย ก็อาจป้องกันไม่ให้หลายคนต้องไปถึงจุดที่ไม่มีหลังคาเหนือหัว

สิ่งที่ผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ต้องทำ ‘ทำต่อ ทำให้มากขึ้น และทำร่วมกับทุกคน’

ในฤดูกาลเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่กำลังจะมาถึง คำถามที่ชาวกรุงเทพฯควรถามผู้สมัครทุกคน จึงไม่ใช่แค่ “คุณจะดูแลคนไร้บ้านอย่างไร?” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า “คุณเข้าใจว่าคนไร้บ้านเป็นผลมาจากปัญหาอะไรในเมือง?” และ “คุณมีแผนที่ชัดเจนในการสร้างระบบป้องกัน ดูแล และฟื้นฟูที่ยั่งยืนอย่างไร?”

ประการแรก สิ่งที่ต้อง “ทำต่อ” คือ การสานต่อ “บ้านอิ่มใจ” ที่ได้เริ่มไว้ และต้องยกระดับให้มีความครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่ปรับเปลี่ยนนโยบายทุกครั้งที่มีผู้ว่าฯคนใหม่ ความต่อเนื่องของนโยบายเป็นสิ่งสำคัญมากในการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบาง ควรขยายจำนวนที่พักพิง พัฒนาระบบการช่วยเหลือ (Outreach) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างกระบวนการที่ชัดเจนจากที่พักชั่วคราวสู่ที่อยู่อาศัยถาวรและการมีงานทำ

ประการที่สอง ต้องสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือ (Partnership) อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ หุ้นส่วนความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพต้องมีการแบ่งบทบาทที่ชัดเจน มีระบบการส่งต่อที่เชื่อมโยง มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มีการประเมินผลร่วมกัน และทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมกับภารกิจนี้อย่างแท้จริง กรุงเทพมหานครต้องเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ที่เชื่อมประสานภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชนมาทำงานร่วมกัน

ประการที่สาม ต้องผลักดันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างในระดับชาติ กรุงเทพฯต้องการการแก้ไขกฎหมายที่ทำให้ผู้ว่าฯมีอำนาจบูรณาการการดูแลคนไร้บ้านได้จริง รวมถึงการแก้ไขระบบทะเบียนบ้านที่ทำให้คนไร้บ้านที่ไม่มีทะเบียนในกรุงเทพฯ เข้าถึงบริการสาธารณะไม่ได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องใช้เจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่เข้มแข็ง

ประการที่สี่ ต้องรับฟังเสียงของคนไร้บ้านเอง เพราะคนไร้บ้านไม่ใช่แค่ผู้รับบริการ แต่เป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่าตัวเองต้องการอะไร และนโยบายไหนที่ใช้ได้จริง การมีส่วนร่วมของคนไร้บ้านในการออกแบบนโยบายและบริการจะทำให้เงินทุกบาทที่ลงทุนไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่งท้าย ‘เมืองของทุกคน ต้องดูแลทุกคน’

ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งที่จะถึงนี้ เราอาจได้ยินคำสัญญาว่ากรุงเทพฯจะกลายเป็น “เมืองน่าอยู่ระดับโลก” “มหานครแห่งความหวัง” หรือ “เมืองอัจฉริยะ” แต่คำถามที่สำคัญคือ “น่าอยู่” หรือเป็น “ความหวัง” สำหรับใคร? เมืองที่อ้างตัวเองว่า “น่าอยู่” หรือเป็น “ความหวัง” ในระดับโลก ต้องสามารถตอบคำถามได้ว่า น่าอยู่หรือเป็นความหวังสำหรับ “ทุกคน” หรือแค่สำหรับบางคน

คนที่นอนอยู่ใต้สะพานพระราม 8 ในคืนที่ฝนตก คนที่ไม่มีที่อาบน้ำ ไม่มีที่เก็บของ ไม่มีสิทธิสถานะ คนที่ถูกมองข้ามทุกครั้งที่มีการพูดถึงการพัฒนาเมือง พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯด้วย และนโยบายที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อผู้คนเหล่านี้คือนโยบายที่ยังไม่สมบูรณ์

“บ้านอิ่มใจ” และนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับคนไร้บ้านในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเป็นก้าวแรกที่สำคัญและน่าชื่นชม แต่มันเป็นแค่ก้าวแรก ผู้ว่าฯกทม.คนต่อไปต้องสานต่อและยกระดับให้เป็นระบบที่ยั่งยืน เพราะปัญหาคนไร้บ้านจะไม่หมดไปเองตามกาลเวลา แต่จะหมดลงได้ก็ต่อเมื่อมีผู้นำที่เข้าใจว่ามหานครที่แท้จริงต้องดูแลทุกคน แม้แต่คนที่มักถูกมองข้ามจากผู้คนบนท้องถนน

กรุงเทพมหานครแห่งความหวัง ต้องเป็นความหวังของทุกคน ไม่ใช่เพียงบางคน

 

อนรรฆ พิทักษ์ธานิน
สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง