เป็นผู้มากมิตรในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะในหมู่ผู้นำทุกระดับ ส่งผลให้แทบทุกครั้งที่มีความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชาเกิดขึ้น มักจะมีร่างเงาของชายคนนี้อยู่เสมอ
ในช่วงที่ประเทศเพื่อนบ้านเผชิญกับภาวะสงคราม เขารับหน้าที่อยู่แนวหน้าดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือดังมิตรสหายกับผู้นำและประชาชนผู้ลี้ภัยสงครามจากกัมพูชาแทบทุกกลุ่ม ยังผูกสัมพันธ์เรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
กำลังพูดถึง พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา
เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2489 ในระดับอุดมศึกษาเลือกเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพราะอยากเป็นทหาร หลังเรียนจบปี 2516 เข้ารับราชการทหารครั้งแรกที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เขตบางเขน
“ไปอยู่กรมทหารราบที่ 11 มีคำสั่งให้ขึ้นไปปฏิบัติการในพื้นที่ ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีสงคราม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกำลังเข้าบุกในประเทศไทย หลายจังหวัดเป็นพื้นที่สีแดง ภารกิจของผมต้องขึ้นไปปฏิบัติงานรบที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์”
การเข้าปฏิบัติงานจริงครั้งนั้น เป็นผู้บังคับหมวดอยู่แนวหน้าที่กองพันที่ 2 ทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในพื้นที่การรบจริง มีการบาดเจ็บเสียชีวิตจริง พล.อ.วิชิตเล่าว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เกิดการสูญเสียอย่างมากของทหารไทยในพื้นที่การรบ ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่ อ.หล่มสัก อ.นครไทย หรือ เขาค้อ เฉลี่ยแล้วปีละประมาณ 800-900 ศพ
อยู่ในพื้นที่รบ 1 ปี พล.อ.วิชิต ก็กลับมาประจำที่หน่วยบางเขนอีก 1 ปี ก่อนได้รับพระราชทานยศเป็น ร.ท.วิชิต ยาทิพย์ และได้ลงไปปฏิบัติการราชการพิเศษใน “โครงการ 315” รักษาความสงบบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
นับเป็นจุดเริ่มต้นของ พล.อ.วิชิต เมื่อครั้งเป็นนายทหารใหม่
ต่อมายังดำรงตำแหน่งสำคัญอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม, รองผู้บัญชาการทหารบก ตลอดจนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา
พร้อมให้การช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประเทศไทย-กัมพูชา ยกระดับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

– ไปปฏิบัติงานบริเวณชายแดนกัมพูชาได้อย่างไร?
หลังได้รับยศ ร.ท. มีความคิดอยากจะหาประสบการณ์การทำงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในช่วงประมาณปี 2518 สงครามเวียดนามก็เบาบางลง สงครามเกาหลีก็ไม่มีแล้ว เลยไปสมัครทำงานที่ส่วนโครงการ 315
โดยขณะนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มียศเป็นพันเอกพิเศษเป็นหัวหน้าโครงการ 315 ดูแลความสัมพันธ์ไทย กัมพูชา ผมก็ไปรายงานตัวอยู่กับท่าน แล้วทำงานกับท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
– รู้จักหรือเคยทำงานกับ พล.อ.ชวลิต มาก่อนหรือเปล่า?
เป็นการทำงานกับท่านครั้งแรกครับ ไม่รู้จักท่านมาก่อน ตอนไปสมัคร มีทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า “ไปทำงานกับจิ๋วเขา” แล้วก็ส่งมาทำงานที่หน้าห้องท่าน คอยเขียนจด กลั่นกรองงานหนังสือ ไปเช่าหนังสือจีนมาให้ท่านอ่านบ้าง จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2518 ฝ่ายเขมรแดงได้รุกเข้ามาในกัมพูชาแล้วยึดกัมพูชา ซึ่งผมทำงานด้านการข่าวอยู่มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดน โดยเริ่มจากรับผู้อพยพจากชายแดนกัมพูชามาอยู่ที่ เขาอีด่าง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ก็ทำงานอยู่ตรงนั้นมาเป็นเวลาพอสมควร
– ใช้นามแฝงลงพื้นที่ปฏิบัติการด้วย?
ครับ ใช้นามแฝง รณยุทธ์ ลงปฏิบัติการพิเศษ ส่วนใหญ่จะคุมกำลังกลุ่มต่อต้านแต่ถึงที่สุดแล้วก็คือการรักษาความสงบ ความเรียบร้อยตามแนวชายแดนของเรา เพื่อไม่ให้กองกำลังของเขมรแดงเข้ามาในพื้นที่ มีการประสานงาน มีการหาข่าว ซึ่งหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องงานข่าว โดยรายงานข่าวขึ้นมายังกอง บก.506 ที่อรัญประเทศ และ บก.315 ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกว่า ขณะนี้มีกองกำลังของฝ่ายตรงข้าม เคลื่อนไหวเข้ามาประชิดชายแดนเรา มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาในเขตไทย แล้วจะมีอันตรายกับประชาชนเราไหม มีผลต่อประชาชนในพื้นที่หรือเปล่า
– กับผู้นำกลุ่มต่างๆ ของกัมพูชาเป็นอย่างไร?
ยังไม่ได้รู้จักมาก เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร สิ่งที่ผมทำได้ในช่วงนั้นคือจะรับกลุ่มอพยพหนีภัยเข้ามาจากกัมพูชาเเละส่วนหนึ่งจากเวียดนาม ซึ่งมีทหารหลายท่านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น พลโท เตียแบน อดีตผู้บัญชาการกองกำลังเขมร, พล.ท.เสก สมเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดพระตะบอง, พันเอกคิง เมน ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญเป็นแกนนำสำคัญสมัยนายพลลอน นอล และเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ผมต้องดูแล
สำหรับผู้นำกลุ่มต่างๆ ก็มีการกระชับความสัมพันธ์กันมาโดยตลอดถึงปัจจุบัน ซึ่งผู้นำของกัมพูชาที่ผ่านมามีหลายขั้นตอนด้วยกันทั้งช่วงเขมรแดงเข้ายึดกัมพูชา ช่วงฝ่ายกัมพูชา นำรัฐบาลเฮง สัมริน ขึ้นมาปราบปรามเขมรแดงและปกครอง ซึ่งตอนนั้นสมเด็จฮุน เซน เริ่มเข้ามามีบทบาท เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยนั้นขณะอายุ 27 ปี ตอนหลังก็มาจัดระเบียบภายใน ในส่วนกลุ่มต่างๆ มี 4 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มเขมรแดง ของนายพล พต กลุ่มนายซอน ซาน กลุ่มเจ้านโรดม สีหนุ และกลุ่มของสมเด็จฮุน เซน
– อย่างกลุ่มเขมรแดง มีการติดต่อโดยตรงหรือเปล่า?
ด้วยความสัมพันธ์และเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยเมื่อมีกลุ่มเขมรแดงอพยพลี้ภัยเข้ามา เราก็ต้องดูแลเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นท่านเอียง ซารี ผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นสมาชิกระดับสูงของเขมรแดงเราก็รับมาดูแลจนเหตุการณ์สงบก็เดินทางกลับประเทศกัมพูชา ไปอยู่ที่จังหวัดไพลิน
– ค่อนข้างสนิทกับพล.อ.เตีย บัน?
กับ พล.อ.เตีย บัน รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยต่อสู้กับเขมรแดง ได้ให้ความคิดในการต่อสู้เพื่อจะเอาประเทศชาติรอดได้อย่างไรและมีการสนับสนุน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ซึ่งการติดต่อประสานงานกับ พล.อ.เตีย บันค่อนข้างจะง่าย เพราะท่านเป็นคนเกาะกง พูดภาษาไทยได้เลยเชื่อมต่อกันง่ายและท่านก็ได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จฮุน เซน อย่างมาก การประสานงานส่วนใหญ่จึ่งผ่านทาง พล.อ.เตีย บัน นอกจากความช่วยเหลือด้านต่างๆ ยังมีเรื่องการแลกเปลี่ยน เช่น ด้านการทหารก็มีการรับทหารมาฝึกบ้าง
– ตอนอพยพคนไทยในเขมรจากโปเชนตง เลยติดต่อกับ พล.อ.เตีย บัน?
ใช่ครับ ในช่วงนั้นมีเรื่องการเผาสถานทูตเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจสำหรับรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ที่ไม่ใช่ความผิดของใคร รัฐบาลกัมพูชาเองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขนาดนั้น
ตอนนั้น พล.อ.ชวลิต เป็นรองนายกรัฐมนตรีกลาโหม เราก็ประสานงานกับผู้ใหญ่กัมพูชาตลอด ทั้งพล.อ.เตีย บัน และสมเด็จฮุน เซน จนมีการช่วยเหลือและสามารถนำเครื่องบินไปช่วยคนไทยประมาณ 800 คน ที่ติดอยู่ที่พนมเปญกลับมาได้อย่างปลอดภัย เป็นเรื่องที่อะลุ่มอล่วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องช่วยกันแก้ สุดท้ายทางกัมพูชาก็ช่วยสร้างสถานทูตขึ้นใหม่
– ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาทั้งระดับประชาชนและผู้นำเป็นอย่างไร?
ในส่วนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จฮุน เซน ก็มีความใกล้ชิดกัน ผู้นำในทุกระดับชั้นมีความใกล้ชิดกัน ส่วนประชาชนต่อประชาชน ก็มีการไปมาหาสู่กัน ในประเทศไทยก็มีชาวกัมพูชาเข้ามาเที่ยว มาทำงานกันเต็มไปหมด แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีมากของไทยกับเพื่อนบ้านในช่วงนี้ ส่วนมุมมองทัศนคติดีหมด เรื่องเผาสถานทูตก็ไม่มีความข้องใจกันเเล้ว และมีความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น อีกทั้งการเปิดอาเซียนทำให้ความสัมพันธ์เราไม่มีพรมแดน
– มีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาปี2547ด้วย?
ช่วงนั้นการเลือกตั้งมี 2 พรรค คือ พรรคประชาชนกัมพูชาหรือ พรรคซีพีพี ของสมเด็จฮุน เซน และ พรรคฟุนซินเปก ของสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ มีคะแนนใกล้เคียงกัน แต่พรรคใดพรรคหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพราะคะแนนไม่มากพอ จึงจำเป็นจะต้องรวมพรรค ปรากฎว่าท่านรณฤทธิ์ หลบไปอยู่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อหัวหน้าพรรคไม่กลับมาก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามกฎหมายกัมพูชาเป็นปี ก็มีคนใกล้ชิดของท่านรณฤทธิ์ นำท่านกลับมาประเทศไทยเพื่อที่จะเจรจากับสมเด็จฮุน เซน เลยต้องมีคนกลางประสาน พล.อ.ชวลิต ก็เป็นตัวกลางให้ในการติดต่อประสานงาน จนกระทั่งสมเด็จฮุน เซน ยินยอมให้มีการพูดจากัน นำไปสู่ความร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล โดย 2 พรรค ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีรัฐมนตรีร่วม และทุกกระทรวงจะมีรัฐมนตรีร่วมหมด
จุดนี้อยากจะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลโดยสมเด็จฮุน เซน ยอมทุกอย่าง แม้กระทั่งมีนายกรัฐมนตรี 2 คน เพื่อให้ระบบการเลือกตั้งอยู่ได้และเดินไปได้ เรื่องนี้ยกย่องท่านที่มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
– เหตุการณ์ไหนสำคัญมากที่สุด?
มันสำคัญทุกตอนเลยครับ (หัวเราะ) เกือบทุกครั้งมีความสำคัญหมด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้เขาไม่เกิดการทะเลาะกันได้ ซึ่งเป็นแนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ที่ต้องการสร้างความปรองดอง ไม่อยากให้มีใครทะเลาะขัดแย้งกันแล้วสร้างความเดือดร้อน
แล้วหลายครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น เราสามารถช่วยคนไทยกลับมาได้ อันนี้เป็นความภูมิใจ

– ความน่าสนใจของกัมพูชา อยู่ตรงไหน?
ประการแรกคือการเมืองของเขามั่นคง ภายใน 30 ปีมานี้มีสมเด็จฮุน เซน เป็นนายกอยู่ท่านเดียว เมื่อการเมืองมั่นคงทุกอย่างมันก็เรียบร้อย นักลงทุนเข้าไปก็มั่นใจเพราะบ้านเมืองมั่นคง ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ ประการที่สอง คือแรงงานของกัมพูชาที่ยังถูกอยู่ ประการที่สามคือ มีทรัพยากรมาก
– เรื่องไหนบ้างที่เราต้องปรับตัว?
ประเด็นสำคัญคือเด็กไทยไม่สู้งาน ไม่ชอบงาน ไม่อยากทำงานโดยเฉพาะงานด้านบริการ เดี๋ยวนี้ตามโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร จะมีคนกัมพูชา ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ตรงนี้เป็นเรื่องน่าห่วง ว่าเด็กไทยจะตกงาน หรือในอนาคตก็อาจจะไปเป็นกรรมกรเยอะขึ้นแทนคนกัมพูชาก็ได้
– บทบาทสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา มีความสำคัญอย่างไร?
ต้องยกย่องกระทรวงต่างประเทศที่จัดให้มีสมาคมมิตรภาพเชื่อม 4 ประเทศ สปป.ลาว ,เวียดนาม, พม่า และ กัมพูชา ซึ่งผมได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชาประมาณ 2 ปี
ความมุ่งหมายของสมาคม คือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการติดต่อของกระทรวงต่างประเทศ นอกเหนืองานปกติ ที่บางครั้งบางคราวสถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยสงบ จะใช้สมาคมประสานงานโดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวติดต่อ
– การขับเคลื่อนของสมาคมเป็นอย่างไร?
สมาคมเราทำทุกเรื่อง ที่ผ่านมาช่วยประสานในสิ่งที่กัมพูชาอยากให้เราประสานงาน เช่น การนำทีมฟุตบอลไทยลีกของเราคือ บุรีรัมย์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นแชมป์ไปเตะฟุตบอลกระชับความสัมพันธ์กับทีม ออลสตาร์ ของกัมพูชา ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง มีคนดูเยอะมากเพราะคนกัมพูชาดูทีวีไทยและเป็นแฟนคลับทีมบุรีรัมย์ ครั้งนั้นสนามโอลิมปิกบรรจุคนได้ประมาณ 50,000 คน แต่มีคนมาชมการแข่งขัน 60,000-70,000 คน ส่งผลต่อความสัมพันธ์ดี นอกจากการกีฬาที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์แล้ว หลายๆ ครั้งเราก็จัดดนตรีไปแสดงบ้าง และมีเรื่องของศิลปะวัฒนธรรม
อย่างในขณะนี้มีการจัดโครงการ “ธรรมยาตรา 5 แผ่นดิน ตามรอยพระอริยสงฆ์แห่งลุ่มน้ำโขง” เป็นการร่วมมือโดยสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมพระพุทธศาสนา มีสุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบัน ร่วมกับสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา และมูลนิธิวีระภุชงค์ จัดขึ้นโดยมีสื่อมวลชนหลายสำนักร่วมทำข่าวทุกวัน
กิจกรรมนี้เป็นการเอาพระพุทธศาสนาเป็นแกนในการยึดโยงกับประชาชน เลือกประเทศในกลุ่มอาเซียนที่นับถือศาสนาพุทธคือ ไทย กัมพูชา สปป.ลาว พม่า และเวียดนาม เริ่มเดินทางเยือนประเทศต่างๆ และสิ้นสุดวันที่ 4 มิถุนายนนี้
ในระหว่างที่พระสงฆ์ทั้ง 5 ประเทศเดินทางก็มีคนมาใส่บาตรมากมาย โดยเฉพาะประเทศที่ไม่คิดว่าจะมาสนใจพระพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ แล้วก็มีคำสั่งจากศูนย์กลางของทุกประเทศให้ดูแลพระสงฆ์ให้ดี แสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาสามารถเชื่อมทั้ง 5 ประเทศเข้าด้วยกันได้ อย่างเห็นชัดเป็นรูปธรรม
– จะมีการต่อยอดกิจกรรมอย่างไร?
มีการคุยว่าหลังจบกิจกรรมแล้วน่าจะมีการขยายผลต่อว่าทำอย่างไรให้คนนับถือศาสนาพุทธด้วยกันได้ไปมาหาสู่กัน เราอยากให้ธรรมยาตราฯ ส่งสัญญาณต่อไปถึงสหประชาติว่าอันนี้เป็นแนวทางสร้างสันติภาพรูปแบบใหม่ที่น่าสนใจ โดยใช้ศาสนาพุทธเป็นหลักยึดโยงกับประชาชน
– ด้านการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นอย่างไร?
มีการจัดโครงการให้นักธุรกิจรุ่นใหม่เสริมสร้างความสัมพันธ์กับกัมพูชา โดยครั้งแรก ฮุน มาเนต ลูกชายของนายกฯฮุน เซน และคณะคนรุ่นใหม่มาเยือนเมืองไทย ผมในฐานะนายกสมาคมจึงจัดให้พบกันนักธุรกิจไทย ก็ได้สร้างความสัมพันธ์กัน จากนั้นก็พานักธุรกิจไทยประมาณ 40-50 คนไปเยือนกัมพูชา ก็ได้รับมิตรภาพและเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่ด้วยกัน ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดีในความร่วมมือ มีการจับคู่ทำธุรกิจได้หลายเจ้าด้วยกัน
ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ดีของรัฐบาลกัมพูชา ที่มองเห็นว่าต่อไปต้องใช้คนรุ่นใหม่ประสานงาน และเชื่อว่าการเลือกตั้งคราวหน้าคนรุ่นใหม่จะขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้ามากขึ้น เช่น เป็นรัฐมนตรีช่วยหรือรัฐมนตรี ส่วนคนรุ่นเก่า รุ่นอายุ 70 ปีน่าจะถอยไปข้างหลังไปเป็นที่ปรึกษา
– ธุรกิจSMEไทยเข้าไปลงทุนมากขึ้นหรือเปล่า?
มีมากขึ้น หลายกระทรวงเริ่มที่จะเข้าไปไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าระหว่างประเทศ พยายามนำนักธุรกิจเข้าไปจัดแสดงสินค้า ออกบูธ ต่างๆ ทางสมาคมเราก็มีการนำนักธุรกิจไปจัดจำหน่ายสินค้า 2-3 ครั้ง ถือว่าเป็นบทบาทสมาคมที่ทำให้ธุรกิจ SME ได้มีโอกาสนำสินค้าไปจัดจำหน่าย ก็ประสบความสำเร็จอย่างดี
– กัมพูชาสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศแค่ไหน?
สนับสนุนมาก ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่สนับสนุนหลายประเทศทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน มากเป็นอันดับ 1 คือ ประเทศจีน รองลงมาเป็นประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ยุโรป ไต้หวัน เวียดนาม ส่วนประเทศไทยอยู่ประมาณอันดับที่ 5-6 หลักๆ จะมีกลุ่มของเอสซีจี กลุ่มซีพี กลุ่มเจริญโภคภัณฑ์
– แนวโน้มในอนาคต?
น่าจะมีการลงทุนร่วมกันมากยิ่งขึ้น เพราะศักยภาพของสินค้าไทย รวมถึงธุรกิจประเภทอสังหาริมทรัพย์เจริญเติบโตมาก คนกัมพูชาอยากมีบ้านสวยๆ แบบไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ชอบสินค้าอุปโภคและบริโภคของไทยมาก ผมเคยติดต่อกลุ่มร้านอาหารเอสแอนด์พี แบล็คแคนยอน รวมถึงร้านกาแฟอเมซอน ไปเปิดก็ได้รับความนิยมสูง มีคนเข้าคิวเยอะมากในแต่ละวัน ร้านหนึ่งขายได้ประมาณ 2,000 แก้ว
“พฤติกรรมการบริโภคของคนกัมพูชาเขามองคนไทยนะ เพราะเขาดูทีวีไทย พฤติกรรมการบริโภคเหมือนไทย เราชอบอะไร เขาก็ชอบแบบนั้น”


