“ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ 3E” คือ “Empathy” ความเข้าอกเข้าใจความต้องการและสภาพปัญหาคนกรุงเทพฯอย่างแท้จริง, “Enhancement” การพัฒนาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ให้กรุงเทพฯดีขึ้นกว่าเดิมอย่างมียุทธศาสตร์ที่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม หรือการมีนวัตกรรมเชิงนโยบายที่สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นกว่าเดิม และ “Empowerment” การกระจายอำนาจ กระจายโอกาส ส่งเสริมแรงพลังบวกให้การมีส่วนร่วมกับพลเมืองกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น
กรุงเทพมหานครกับการยกระดับนวัตกรรมนโยบายเชิงโครงสร้าง “กรุงเทพฯอัจฉริยะ” ที่ขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ผ่านมา ทำดีกว่าเดิมได้อีก หรือถ้ายังไม่ทำ เริ่มทำและทำอย่างจริงจัง ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นโยบายหลากหลายพรรคและกลุ่มอิสระมีหลายร้อยนโยบายแต่ “ทำอย่างไรให้คนเมืองกรุงดีกว่าเดิมจริง? Checklist อะไรที่ทำไปแล้ว อะไรที่ยังขาดหายไปต้องเติมเต็ม หรือทำไปแล้วแต่ยังไม่ดีพอ?” การเปลี่ยนนโยบายให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องรับรู้ได้ ด้วยการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่จะเข้าไปกำหนดนโยบาย มาตรการ โครงการต่างๆ การบริหารจัดการเมืองหลวงประเทศไทย “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งจะต้อง “ร่วมมือกันทำงาน” และ “ร่วมแก้ไขข้อบกพร่อง” รวมทั้ง “ร่วมสร้างโอกาสให้คนกรุง” พลิกวิกฤตสร้างจุดเปลี่ยนให้เป็นโอกาสของการยกระดับสู่ “มหานครแห่งความยั่งยืน” ด้วยการสร้าง “Bangkok 3E” คือ
1.‘Economy’การยกระดับเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร
ในการสร้างความเข้มแข็งเอสเอ็มอี 544,821 รายสู่ความยั่งยืน แบ่งเป็นนิติบุคคล 330,713 ราย บุคคลธรรมดา 213,930 ราย และวิสาหกิจชุมชน 178 ราย (ฐานข้อมูลของ สสว.2568) ซึ่งเอสเอ็มอีประเภทบุคคลธรรมดาจำนวนสูงกว่านี้มาก โดยเอสเอ็มอีกรุงเทพฯจ้างงาน 3,593,449 ราย
“ทุนค้าขายคนกรุง” ด้วย “กองทุนพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” สำหรับกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอีและแรงงานเพื่อได้รับแหล่งทุน Soft loan ในระบบสถาบันการเงินและแก้ปัญหาแหล่งทุนนอกระบบในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำควบคู่กับกลไกการพัฒนา ทักษะของผู้ประกอบการและแรงงานที่เข้าถึงฐานเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจโดยการเชื่อมโยงความร่วมมือหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นระบบ ยกระดับ “สำนักพัฒนาสังคม” สู่ “สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม”
“จากฟาร์มสู่ร้านอาหาร กทม.” ยกระดับ Farm to table platform ของ NECTEC สวทช.ที่จัดเมนูอาหารในโรงเรียนและเชื่อมคลังข้อมูลเกษตรกรสู่อาหารนักเรียนในโรงเรียน ด้วยการยกระดับนำไปใช้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร ภัตตาคารต่างๆ ในการส่งเสริมการลดต้นทุน ช่วยให้ระบบนิเวศร้านอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านยกระดับสุขอนามัยห้องน้ำในสถานประกอบการร้านอาหารสู่มาตรฐานห้องน้ำห้าง เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและสุขอนามัยที่ดี ซึ่งมีร้านอาหารในกรุงเทพฯจำนวน 47,418 ราย
“สมาร์ทโชห่วย กทม.” ยกระดับร้านค้าปลีกหรือโชห่วยรายย่อย ร้านค้าชุมชนสู่ “ร้านโชห่วยอัจฉริยะ” การใช้ระบบ POS การใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ Inventory การใช้ AI ส่งเสริมการขายเพื่อการบริหารจัดการระบบการขาย การตลาดและคลังสินค้าในร้านอย่างเหมาะสมซึ่งมีร้านขายของชำในกรุงเทพฯจำนวน 24,422 ราย
“ท้องถิ่นสู่สากล” ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกรุงเทพ มหานครให้ยกระดับจากท้องถิ่นสู่สากล “Local to Global” ด้วยการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานสินค้า บริการ ความสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมมาขยายผล การสร้างแบรนด์และตลาดเชิงรุกเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
2.‘Education’การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนากรุงเทพฯ (ประเทศไทย)
– “Library to literacy” เปลี่ยนห้องสมุด กทม.สู่ Bangkok Smart Co-working Space แหล่งชุมชนคนทำงานและ Start up เป็นศูนย์กลางการ Upskill และ Reskill ของประชาชน แรงงาน ผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ การส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล AI Cybersecurity เพื่อการประกอบอาชีพและการทำงานรวมทั้งการดำรงชีวิต การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายชุมชน
– “World Class Education” ระบบการศึกษาที่ยกระดับคุณภาพ มาตรฐานการเรียนการสอน โรงเรียน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยในสังกัด กทม.ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันและอนาคต เพิ่มโอกาสทางการศึกษาคนกรุงเทพฯแบบ Lifelong learning ที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เครื่องมือ AI และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้ การศึกษา การวิจัย และการพัฒนากำลังคนทั้งระบบของกรุงเทพมหานคร
3.‘ESG’ กับการสร้าง DNA หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในนวัตวิถีเมืองกรุง
เพื่อความยั่งยืนของกรุงเทพมหานครและขยายผลเมืองต้นแบบสู่ระดับประเทศ
– Environment + Energy (E) การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด โซลาร์รูฟท็อป อาทิ ตลาด กทม.และตลาดเอกชนรวมทั้งสถานที่ราชการและภาคเอกชนในกรุงเทพฯที่พร้อมสู่ Green Economy ด้วยแหล่งทุน Green Finance หรือทุนความยั่งยืน, เปลี่ยนผ่านเกษตรกรดั้งเดิมสู่เกษตรแม่นยำและปลอดภัย สร้าง “Green Farmer”, การบริหารจัดการขยะสู่ “โรงไฟฟ้าพลังงานขยะ” และการคัดแยกขยะสู่การ Up-cycling Recycle Reuse ขยะอย่างเป็นระบบในการนำความสร้างสรรค์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่า และเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้กับกลุ่มเปราะบาง, การแก้ไข “ปัญหาจราจร” ด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะเชื่อมโครงข่ายสัญญาณไฟจราจรและการใช้ AI ในการวิเคราะห์และบริหารจัดการจราจรอย่างชาญฉลาด ลดภาระตำรวจจราจรและเพิ่มการไหลลื่นของระบบจราจรในกรุงเทพฯ ทั้งการประหยัดเวลาและพลังงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย เป็นต้น
– Social + Stakeholder (S) อาทิ ระบบสาธารณสุขในการยกระดับศูนย์อนามัยสาธารณสุขเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชุมชน ดูแลผู้สูงอายุและเด็กก่อนวัยเรียน การสร้างกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนสูงวัยและผู้สูงวัย รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน “Bangkok Wellness” ตรวจสุขภาพ การฟื้นฟูสุขภาพจิตและร่างกายให้คนกรุงเทพฯ เป็นต้น
– Governance (G) กับ Zero Corruption การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นเจ้าหน้าที่รัฐ (บางส่วน) ใน กทม.อย่างจริงจัง ส่งเสริมภาพลักษณ์ “กทม.เศรษฐกิจและสังคมสีขาว” และการดำเนินธุรกิจในกรุงเทพมหานครที่ลดปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบ การพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม ที่ไม่ใช่แค่เพียงปลูกต้นไม้ในสวนสาธารณะหรือเกาะกลางถนนแต่ต้อง “ปลูกต้นไม้ในใจคนเมืองกรุง”ให้ร่วมกันเป็น “พลเมืองยั่งยืน” ที่ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ชุมชน คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และปลูกจิตสำนึกของ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิต
การสร้างความเปลี่ยนแปลงให้คนกรุงเทพฯต้องเชื่อมโยงยุทธศาสตร์สู่กลยุทธ์ที่มีมาตรการ โครงการความร่วมมืออย่างรอบด้านกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทลายข้อจำกัด ลดปัญหาและอุปสรรค โดยสามารถวัดผลที่เป็นรูปธรรมกับการขับเคลื่อนนโยบาย มาตรการ โครงการนั้นๆ ที่ส่งผลถึง “ผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม” อย่างไร? สร้างประโยชน์ความคุ้มค่ากับประเทศอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
คนกรุงเทพฯหวังว่าผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.ใหม่ จะร่วมกันขับเคลื่อนมหานครของประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และดีกว่าเดิม
แสงชัย ธีรกุลวาณิช
ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย



