‘สมหมาย ปาริจฉัตต์’ ชี้ทางออกสื่อคุมกันเอง ตั้งผู้ตรวจการฯ-ลงขันกองทุน

5.06.17 | 16:01 น.

ระหว่างที่การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. … ฉบับของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่อยู่ระหว่างการปรับแก้ไขถ้อยคำยังไม่ได้ข้อยุติ ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกด้านหนึ่ง 30 องค์กรวิชาชีพสื่อยังมีความเห็นคัดค้าน

โดยเฉพาะการตั้งสภาวิชาชีพสื่อ ที่จะมีปลัดกระทรวง เป็นตัวแทนจากภาครัฐ เข้ามาเป็นกรรมการสภาวิชาชีพสื่อ และข้อกำหนดอื่นๆที่สะท้อนความต้องการเข้ามาควบคุม มากกว่าคุ้มครองหรือส่งเสริม

ล่าสุด สมหมาย ปาริจฉัตต์ รองประธานเครือมติชน อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฯ พร้อมเสนอแนะแนวทางการกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนทุกแขนงไว้อย่างน่าสนใจ


สมหมายบอกว่า เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนฯ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในประเด็นสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และขณะนี้ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ ดังนั้น สื่อทุกแขนงยังมีโอกาสเสนอแนวทางที่ควรจะเป็นต่อรัฐบาล ทั้งนี้ในความเห็นส่วนตัว อยากให้มองในแต่ละประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ในภาพรวม สภาวิชาชีพจะต้องมีทั้งหนังสือพิมพ์ นิวมีเดีย ออนไลน์ สื่อพลเมือง หมายความว่า ทุกสาขาต้องรวมเป็น 1.สภาวิชาชีพ 2.องค์กรสื่อมวลชน/ผู้ประกอบการ 3.องค์กรวิชาชีพ หมายถึงทั้งสมาคม ชมรม สมาพันธ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

Advertisement

ประเด็นที่สอง ข้อเสนอของ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ ที่จะต้องให้มี ผู้ตรวจการภายใน (Ombudsman) โครงสร้าง องค์ประกอบ ที่มา และคุณสมบัติ คือ ต้องมีตัวแทนผู้ประกอบการ 1 คน บรรณาธิการ 1 คน ผู้ปฏิบัติงาน 1 คน นักกฎหมาย 1 คน ตัวแทนจากองค์กรคุ้มครองผู้บริโภค 1 คน นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน 1-2 คน รวมทั้งสิ้น 7 คน

“เสนอให้มีสัดส่วนของบุคคลภายนอกมากกว่าบุคคลภายใน โดยเฉพาะประธานจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เพื่อให้เข้ามาควบคุม กำกับ” สมหมายยืนยัน

ประเด็นที่สาม โครงสร้างสภาวิชาชีพ องค์ประกอบ ที่มา และคุณสมบัติ ตัวแทนควรมาจากตัวแทนองค์กรสื่อทุกแขนง ผู้แทนองค์กรประกอบการต้องมาจากการคัดเลือก และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก

“แต่ประเด็นที่ยังถกเถียงกันในขณะนี้คือ จะมีกฎหมายรองรับ หรือไม่มีกฎหมายรองรับ มีเฉพาะรัฐธรรมนูญ แต่ในความเห็นส่วนตัวนั้น เห็นว่าวันนี้สื่อถูกรุกเข้ามาแล้วว่าจะต้องมีกฎหมายรองรับ ดังนั้นจะต้องคิดต่อไปว่าจะยอมรับในกติกาที่รัฐบาลกำหนดมาให้ หรือจะมีข้อเสนอที่จะควบคุม กำกับกันเอง”

ประเด็นที่สี่ เมื่อมาพิจารณาที่บทบาทหน้าที่ 1.ทุกแขนงทั้งสภาวิชาชีพ องค์กรผู้ประกอบการ องค์กรวิชาชีพ จะต้องมีบทบาทร่วมกันในการต่อสู้ เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ 2.องค์กรวิชาชีพต้องส่งเสริมสวัสดิภาพ สวัสดิการ พัฒนาคุณภาพ พัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน เพิ่มพูนองค์ความรู้

และ 3.สภาวิชาชีพ ทำหน้าที่ในการดูแล กำกับ ส่งเสริมพัฒนาจริยธรรม ตัดสินคดี การร้องเรียน ความขัดแย้งขั้นสุดท้าย เหตุใดต้องให้เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพ ก็เพราะว่าถ้าให้องค์กรวิชาชีพตัดสินกันเอง ก็จะเกิดการเล่นพรรคเล่นพวก ช่วยเหลือกันเอง จึงต้องให้เป็นเรื่องของสภาวิชาชีพเพื่อความเป็นกลาง

ประเด็นที่ห้า กลไก กระบวนการควบคุม ตัดสินข้อร้องเรียน ผู้ตรวจการภายในจะทำหน้าที่เหมือนศาลชั้นต้น หากตัดสินกันเองแล้วยังไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้นำเรื่องเข้าสู่องค์กรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนศาลอุทธรณ์ องค์กรวิชาชีพเหล่านี้จะทำหน้าที่พิจารณาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพที่กำกับดูแลเท่านั้น ถ้ายังไม่พอใจคำตัดสินในขั้นนี้อีก ให้นำเรื่องไปเข้าสภาวิชาชีพ ซึ่งมีตัวแทนจากสื่อทุกแขนงทำหน้าที่เหมือนศาลฎีกา พิจารณาทุกสาขาวิชาชีพ

“มาถึงตรงนี้ ถ้ายังจะไปฮั้วกันทั้งหมดทุกสาขาวิชาชีพก็ให้มันรู้กันไป”

สมหมายเผยว่า ทั้งหมดนี้จะต้องเร่งทำให้ชัดเจน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล

“วันนี้ถ้าสื่อทุกแขนงยังไม่ชัดเจน ยังยืนกระต่ายขาเดียวไม่ให้มีกฎหมายรองรับ แล้วจะตอบคำถามเขาได้อย่างไรว่ามีประสิทธิภาพ จะทำอย่างไร แต่ถ้าเรายอมรับว่าต้องมีกฎหมายรองรับแล้ว จะต้องออกแบบกลไกให้ชัดเจน เพื่อยืนยันว่าจะต้องไม่มีคนของรัฐบาลเข้ามา ไม่มีเรื่องการออกใบอนุญาต ส่วนเรื่องใบรับรองนั้น ก็แค่การออกบัตรพนักงานที่ทุกบริษัทได้ออกให้กับพนักงานอยู่แล้ว”

และ ประเด็นที่หก ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้าย การตั้งกองทุนพัฒนาวิชาชีพ เป็นข้อเสนอสำหรับรองรับการก่อตั้งสภาวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นคนละส่วนกับกองทุนสื่อของรัฐอื่นๆ

“ถามว่ากองทุนนี้ได้เงินมาจากแหล่งทุนไหน เราจะไม่ขอจากรัฐบาลหรือภาคเอกชนแน่นอน แต่จะใช้วิธีตัดมาจากเงินภาษีไม่เกินร้อยละ 10 ของบริษัทสื่อที่มีผลกำไร แล้วแต่จะพิจารณา ส่วนบริษัทที่ไม่มีผลกำไรไม่ต้องจ่ายภาษีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องส่งเข้ากองทุน ซึ่งจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เงินเหล่านี้จะนำมาบริหารจัดการในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสื่อ เช่น พัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน ค่าดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน เป็นต้น แต่ทุกครั้งหากองค์การใดต้องการใช้เงินส่วนนี้ จะต้องเขียนเป็นโครงการเสนอเข้ามา แต่จะต้องแจกแจงขั้นตอนและกติกาในการใช้เงิน”

จากข้อเสนอข้างต้นนี้ สมหมายยืนยันชัดเจนว่า จากสถานการณ์ในขณะนี้ เชื่อว่าสื่อจะต้องมีกฎหมายรองรับแน่นอน แต่สื่อจะยอมให้รัฐบาลออกแบบโครงสร้างให้ หรือจะเลือกออกแบบกัน กำกับกันเอง ซึ่งจะต้องเร่งทำให้ชัดเจน

“ผมมองว่าควรเป็นรูปแบบที่ได้กล่าวมาข้างต้น ซึ่งการรวมตัวกันในรูปแบบนี้จะทำให้สื่อทุกแขนงมีความเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ และมีอำนาจต่อรอง แนวทางนี้มีบางส่วนที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อได้หยิบยกมาหารือในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถึงวันนี้ ผมไม่ทราบว่าเรื่องไปถึงขั้นตอนไหน”

ส่วนแนวทางการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อ สมหมายแนะว่า ในระยะเร่งด่วนแต่ละองค์กรวิชาชีพต้องนำแนวทางนี้ไปหารือกันภายใน เพื่อให้รับรู้ร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ ให้มีรูปการณ์ที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุดในนาม 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ

“ใครอยู่องค์กรใดก็ขับเคลื่อนองค์กรนั้น แต่ต้องทำให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ต้องเป็นเจ้าภาพร่วมในการนำข้อเสนอขององค์กรสื่อไปเสนอต่อรัฐบาล เพราะเพียงแค่ผู้ตรวจการภายในนั้น ในความเห็นของผมยังไม่เพียงพอ ซึ่งจะต้องรีบดำเนินการ เพราะขณะนี้ใกล้เวลาที่รัฐบาลจะส่งเทียบเชิญมาถึงสื่อแล้ว”

ต่อคำถามที่ว่า หากองค์กรสื่อยังนิ่งเฉย ไม่มีท่าทีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมหมายตอบว่า “ก็จะถูกรัฐบาลรุกเข้าประชิดตัวมากขึ้น แล้วคราวนี้จะเอากันอย่างไร เพราะรัฐบาลก็มีแนวทางในใจอยู่แล้วว่าจะควบคุมสื่ออย่างไร”

อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า

“ดังนั้น สื่อทุกแขนงจะต้องรีบชิงธงรุกก่อนที่รัฐบาลจะส่งเทียบเชิญมา วันนี้ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อทุกแขนงจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้กับเพื่อนสมาชิก และจะต้องเร่งสรุปแนวทางให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์นับจากนี้”