หน้าแรก ประชาชื่น จิตศักดิ์ แซ่...

จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพฯ ขอผู้ว่าฯใหม่ ‘ปลดล็อก’ คืนจุดผ่อนผัน คืนชีวิตเศรษฐกิจรากหญ้า

7.06.26 | 11:07 น.

จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง
รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพฯ
ขอผู้ว่าฯใหม่ ‘ปลดล็อก’ คืนจุดผ่อนผัน คืนชีวิตเศรษฐกิจรากหญ้า

ท่ามกลางความสนใจที่ถูกพุ่งไฮไลต์ไปยังประเด็นหวือหวา วิวาทะเดือด หรือการแฉออนไลน์แบบรายวัน

สถานการณ์ศึกชิงผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครในแทบทุกยุคสมัย ยังมีอีกหลายแง่มุมที่เสมือนถูกมองข้าม หรือในทางกลับกัน แม้แต่คนกรุงเทพฯบางส่วนก็อาจโฟกัสไปยังความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง อาจสาแก่ใจที่พ่อค้าแม่ขายหาบเร่แผงลอยถูกจัดระเบียบ ไปจนถึงระดับกวาดล้างในบางยุค

จิตศักดิ์ แซ่ตั้ง รองประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย กรุงเทพฯ รับบทเป็นตัวแทนหมู่บ้านในการเปล่งเสียงถึงผู้ว่าฯกทม.คนต่อไป ที่จะถูกชี้ชะตาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ โดยยืนยันย้ำชัดถึงความเดือดเนื้อร้อนใจของผู้ค้า 50 เขต หลังถูก ‘ยกเลิกจุดผ่อนผัน’ ตั้งแต่ยุคก่อนหน้าผู้ว่าฯคนที่ 17 นาม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามาบริหาร กทม.

จิตศักดิ์ขอโฟกัสยังเขตราษฎร์บูรณะ ชี้เป้าถนนสุขสวัสดิ์ แถบหน้าโลตัส บางปะกอก

Advertisement

“พื้นที่ตรงนี้ถูกยกเลิกจุดผ่อนผันมาตั้งแต่ก่อนยุคอาจารย์ชัชชาติ พอถูกยกเลิก ผมเองก็วิ่งไปตามเขตอื่นว่าถูกยกเลิกเหมือนกันหรือไม่ ไปทั้งสยามและสะพานพุทธ พบว่ายกเลิกพร้อมกันทุกเขต มีการรวมตัวกันไปที่ศาลาว่าการ กทม.

ผมเข้าไปในฐานะตัวแทนของจุดนี้ ตั้งแต่ปี 2559 ตอนนั้นได้เจอผู้ค้าประมาณ 20 กว่ารายจากประมาณ 20 เขต ไปๆ มาๆ ก็รู้จักกันทั้ง 50 เขต มีการตั้งเครือข่ายและมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพช่วยตั้งเพจเฟซบุ๊กขึ้นมา แต่ต่อมาผมแยกตัวออกมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมีเรื่องความเห็นต่างทางการเมืองเข้ามาเกี่ยว” รองประธานสหพันธ์หาบเร่ กรุงเทพฯ เล่ารวบตึง 2 ประเด็น ย้อนอดีตทั้งปมปัญหาและที่มาของสหพันธ์

จากนั้นลงดีเทลจำนวนผู้ค้า 79 ราย ความยาวจุดผ่อนผัน 230 เมตร ความกว้างทางเท้า 5.5 เมตร ที่ถูกยกเลิกไป โดยครั้งนั้น จิตศักดิ์ลุยยื่น ‘ศาลปกครอง’ ในฐานะรุ่นที่ 2 ของร้านข้าวมันไก่ และในฐานะประชาชนคนกรุงเทพฯ ชาวเขตราษฎร์บูรณะแต่กำเนิด

“ตอนนั้น เป็นยุค คสช. พอโดนไล่ ความที่เราเป็นประชาชนธรรมดา ไม่รู้ข้อมูลลึก จึงรวมตัวกันไปยื่นศาลปกครองให้เป็นไปอย่างถูกกฎหมายว่าทางเขตโดน ม.44 บังคับหรือไม่ ว่าให้มายกเลิกแผงค้า ยกเลิกจุดผ่อนผัน เราอยากรู้ว่าทางเขตทำถูกต้องหรือไม่ เพราะพวกเราค้าขายอย่างถูกระเบียบ ถูกกฎหมาย มีใบอนุญาต ศาลท่านให้ขายก่อน 2 เดือน และให้ขึ้นอยู่กับทางเขต ให้เขตมาคุยกับผู้ค้าเอง ศาลไม่ได้ห้ามขายนะ แต่ผู้ค้าบางคนเข้าใจอย่างนั้น อาจเพราะไม่ได้ติดตามข้อมูล”

เรียกได้ว่า ความเป็นมาของสารพันปัญหาและความพยายามต่อสู้ก็มีมาอย่างยาวนาน พร้อมให้จดจารลงในโปรไฟล์ชีวิตวัย 40 ปี ที่วันนี้ทางบ้านไม่ได้ขายข้าวมันไก่อีกแล้ว

จิตศักดิ์ยังหยิบยกมูลค่าเศรษฐกิจของหาบเร่แผงลอยกรุงเทพฯ โดยอ้างอิงยุคอดีตผู้ว่าฯอัศวิน ว่า เลขกลมๆ 2 แสนครอบครัว คูณ 2,000 บาทต่อวัน ออกมาเป็นตัวเลขที่ลงท้ายด้วยศูนย์แบบยาวเฟื้อย

“คิดแค่ 300 วันพอ จะได้ 1.2 แสนล้านต่อปี ถ้า 10 ปี ก็ 1.2 ล้านล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมที่ผู้ค้าเอาเงินไปซื้อวัตถุดิบจากแม่ค้าเกษตรกร มาทำอาหารขาย หรือซื้อหาของจากโรงงานต่างๆ มาขาย เงินจำนวนนี้จะหมุนไปอีกไม่รู้กี่รอบต่อวัน โดยที่รัฐไม่จำเป็นต้องมีนโยบายแจกเงิน หรือทำโครงการคนละครึ่ง เงินก็หมุนเวียนได้ขนาดนี้ได้แล้ว

อีกมุมหนึ่ง คนก็เดินก็หาของกินง่าย หลากหลายเมนู ราคาถูก ดึกๆ ก็ยังสว่าง มีความปลอดภัยมากขึ้น”

บรรทัดจากนี้ คือ คำในใจของแกนนำสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ของคนกรุงเทพฯคนหนึ่ง ของชาวฝั่งธนบุรี ของผู้ต่อสู้ในประเด็นนี้มาแล้วอย่างน้อย 1 ทศวรรษ

⦁ ความเดือดร้อนที่สุดของหาบเร่แผงลอยในเขตราษฎร์บูรณะคืออะไร ได้แลกเปลี่ยนปัญหากับผู้ค้าเขตอื่นๆ หรือไม่?

หลักๆ คือการค้าขาย หลังจากพื้นที่ผ่อนผันถูกยกเลิกไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเงินในครอบครัว นอกจากนี้การที่ไม่สามารถค้าขายได้ ทำให้กลายเป็นพื้นที่เปลี่ยวในเวลากลางคืนเกิดการวิ่งราว เมื่อ 3 เดือนก่อนก็มีโจรมาขโมยสายไฟ มันเปลี่ยวมาก ประมาณ 2-3 ทุ่ม คนก็ไม่กล้าเดินแล้ว เพราะไม่มีการค้าขายริมทาง สมัยก่อนมีร้านหาบเร่ ก็มีความสว่าง ไม่น่ากลัว

ส่วนเขตอื่นๆ ก็มีปัญหาเหมือนๆ กัน เพราะไม่ได้ค้าขายเหมือนเดิม จึงเกิดปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว บางคนต้องขายบ้าน ขายรถ เพราะไม่สามารถผ่อนชำระไหวแล้ว การศึกษาของลูกๆ อีก บางคนตอนที่ยังค้าขายได้ก่อนยกเลิกจุดผ่อนผัน ครอบครัวอยู่ด้วยกัน แต่พอยกเลิก ค้าขายได้น้อยลง ลูกซึ่งเรียนมหาวิทยาลัยต้องไปอยู่หอพักเพื่อทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เพราะไม่สามารถส่งค่าใช้จ่ายดูแลได้ไหว ส่วนหาบเร่บางส่วนเป็นคนสูงวัย ก็มีปัญหาสุขภาพ ยิ่งมีความเครียดจากการที่ค้าขายไม่ได้ด้วย ก็ยิ่งส่งผลกระทบ

โดยสรุปคือ เรามีปัญหาคล้ายๆ กันในหลายจุดที่ถูกยกเลิกจุดผ่อนผันมานานแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้กลับมาขายอีก ผู้ค้าบางส่วนยังที่ขายอยู่ในซอยบ้าง แต่เจอปัญหาคือยิ่งขาย ลูกค้าก็ยิ่งหาย ส่วนหนึ่งอาจเพราะสภาวะเศรษฐกิจยุคนี้ด้วย สมัยก่อน ตอนยังไม่มีการติดกล้องเอไอในยุคอาจารย์ชัชชาติ บางร้านดึกๆ หน่อยก็แอบเข็นมาขายข้างนอกบ้าง แต่ตอนนี้ไม่ได้เลยเพราะมีกล้องจับอยู่ เทศกิจมาปรับ

ทางเท้าริมถนนสุขสวัสดิ์ หน้าโลตัส บางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กว้าง 5.5 เมตร สหพันธ์หาบเร่ฯ ขอ กทม.ทบทวนการยกเลิกจุดผ่อนผัน หวังกลับมาค้าขายอีกครั้ง

⦁ ประเด็นใดบ้างเกี่ยวกับหาบเร่แผงลอยที่อยากเสนอต่อผู้ที่จะมาบริหารกรุงเทพมหานคร 4 ปีข้างหน้า?

อยากให้มีการปลดล็อก โดยการนำรายชื่อผู้ค้าเก่ามาพิจารณาว่าจะกลับมาเปิดจุดผ่อนผันใหม่ หากทำจริงคิดว่าจะช่วยได้ในหลายจุด อย่างทางเท้าที่มีพื้นที่กว้าง สามารถค้าขายได้ อย่างจุดนี้ทางเท้ากว้าง 5.5 เมตร คิดว่าเพียงพอที่จะใช้งานร่วมกันในฐานะพื้นที่สาธารณะทั้งคนเดินเท้าและผู้ค้า

อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าทางเท้า ผมคิดว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวนิดหนึ่ง อยากให้ใช้คำว่าพื้นที่สาธารณะ เพราะจริงๆ มันคือพื้นที่สาธารณะ แล้วแต่ว่าคุณจะเรียกอะไรก็เท่านั้นเอง บางแห่งรู้สึกว่าจะมีทางวิ่งด้วย หลายแห่งมีความกว้างมากพอที่จะใช้ร่วมกัน อย่างที่นี่ ควรให้กลับมาขายได้โดยมีพื้นที่ให้คนเดิน 2 เมตร มีการกำหนดวันเวลา มีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง แล้วก็จ่ายเงินตามระเบียบ เงินเข้าหลวง ผู้ค้าไม่มีปัญหา ซึ่งน่าจะเป็นทางออกให้กับทุกฝ่าย

ยุคนี้เป็นยุคที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. หลายคนพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ โดยการนำเสนอการใช้ระบบเอไอเข้ามาจับ ซึ่งจริงๆ ผมก็เห็นด้วย คือเมื่อก่อนตอนยังไม่มีระบบนี้ เราไม่สามารถควบคุมผู้ค้าได้ ต้องยอมรับว่าผู้ค้าบางคนก็ไม่ทำตามกฎระเบียบ บางคนผมไปเตือนก็ไม่ฟัง เพราะเขาอายุมากกว่า แต่ปัจจุบันเพราะมีระบบเข้ามาตรวจจับว่าคุณตั้งร้านเกินพื้นที่ออกมา ไม่สะอาด มีการเทน้ำทิ้งลงท่อ เมื่อมีระบบเอไอ มีระบบออนไลน์ ก็สามารถแจ้ง (ทราฟฟี่ฟองดูว์) ได้ ช่วยควบคุมได้ แต่เบื้องต้นอยากให้ กทม.มีการมาลงพื้นที่บริเวณจุดผ่อนผันเดิมเพื่อดูปัญหา ดูข้อเท็จจริง ประเด็นสำคัญคือดูพื้นที่ก่อนว่ามีความกว้างมากพอ

อยากให้ลงมาดูผู้ที่มีรายชื่อเก่าว่าเหลือประมาณกี่คน อยากให้ได้กลับมาค้าขาย เชื่อว่าทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือในด้านต่างๆ และยินดีช่วยดูแลพื้นที่ด้วย ดีกว่าต้องไปเช่าที่เอกชนขาย ซึ่งมันแพงกว่า

⦁ เคยได้คุยปัญหาเหล่านี้กับผู้ว่าฯชัชชาติ และรองฯจักกพันธุ์ ผิวงาม ซึ่งดูแลด้านนี้โดยตรง เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งโดยตรงหรือไม่?

เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ประชุมซูมกัน ก็มีการคุยกันหลายฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนกัน โดยทราบว่าปัจจุบันมีการให้แต่ละเขตยื่นเรื่องเข้าไปว่าจุดไหนควรได้กลับมาขาย จะได้กลับมาเพิ่มเยอะหรือไม่แค่ไหนไม่รู้ รอดูผลงาน ผมก็บอกข้อมูลนี้ให้ผู้ค้าทราบแล้ว

⦁ บรรยากาศในอดีตเป็นอย่างไรบ้าง?

ครึกครื้นมาก คนเดินเต็มไปหมด เราขายมาก่อนโลตัสซึ่งเพิ่งเปิดมาราว 20 ปี ผมอยากให้บริเวณนี้พัฒนาเป็นจุดท่องเที่ยวเหมือนเยาวราชบ้าง ย่านนั้นมีการพื้นที่ถนน 1 เลนให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินได้ด้วย ให้ผู้ค้าตั้งแผงได้ แต่ของเราไม่ต้องปิดเพราะทางเท้ากว้างถึง 5.5 เมตร ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ 2-3 เมตรเป็นทางเดินได้สบายสบาย โดยให้ร้านขายอาหารตั้งโต๊ะได้ ส่วนที่ไม่มีการตั้งโต๊ะก็หลบเข้าไปชิดใน

⦁ ผู้ว่าฯกทม.ในแต่ละยุค กับการจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

ผู้ว่าฯกทม.คนแรกที่เคยเลือกน่าจะเป็น หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ซึ่งยุคนั้นจริงๆ แล้วก็ให้ขายตลอด อาจมีการจัดระเบียบให้หยุดวันจันทร์เพื่อทำความสะอาด แต่พอมาถึงยุค คสช. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ให้ออกไปเลย ซึ่งบังคับใช้ทั่วกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายการปฏิบัติจริงๆ เป็นการบังคับใช้เป็นหย่อมหญ้า ได้ยินมาว่าจุดไหนยกเลิกง่าย ก็ยกเลิกไปก่อน จุดนี้ผู้ค้าอาจจะไม่ได้เยอะมาก ประกอบกับเมื่อก่อนผู้ค้าเชื่อฟังด้วย เขาบอกว่าให้ออกไปก่อน ขอจัดระเบียบแป๊บนึง ผู้ค้าก็ยอม

กับท่านจักกพันธุ์ เคยประชุมร่วมกันตั้งแต่ยุค พล.ต.อ.อัศวิน ตอนยกเลิกจุดผ่อนผันใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นท่านก็เป็นรองผู้ว่าฯ สรุปว่าผู้ค้าก็ต้องยอมออกไปก่อน ยอมให้มีการจัดระเบียบและเพื่อเคลียร์พื้นที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายพอออกไปก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย

⦁ กทม.ยุคชัชชาติ ทำฮอกเกอร์เซ็นเตอร์ ล่าสุด ใช้ชื่อเป็น ‘ศูนย์อิ่มท้อง’ ให้ผู้ค้าแผงลอยรวมตัวขายในพื้นที่ที่จัดให้ สามารถแก้ปัญหาได้เปลาะหนึ่งไหม?

ทางมูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพเคยส่งผมไปดูงานที่สิงคโปร์ ไปดูฮอกเกอร์เซ็นเตอร์ที่นั่น ซึ่งคนสามารถเดินเข้าหาแหล่งอาหารได้แทบจะทุก 1 กิโลเมตร อยู่ใต้ตึกบ้าง บางจุดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ปิดถนนตอนกลางคืน 3-4 เลนเลย เพื่อให้คนเอาของมาขาย

อาจารย์ชัชชาติมีแนวคิดทำฮอกเกอร์เซ็นเตอร์ แต่พอจบครบ 4 ปีก็มีที่เปิดอย่างเป็นรูปธรรมไม่กี่แห่ง ล่าสุดคือ สวนลุมพินีที่เพิ่งทำเสร็จ แต่ที่โดนไล่ไปมีจำนวนมาก ทั้งที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้ อย่างร้านข้าวมันไก่ของบ้านผม ก็ไปซื้อของจากเกษตรกร ของจากในตลาด รายได้ก็หมุนเวียน แต่ตอนนี้ไม่ได้กระทบแค่ข้างนอก (ทางเท้าริมถนน) เพราะในซอยแถวนี้ก็โดนไปด้วย เนื่องจากหลายซอยเคยเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ต่อมากลายเป็นของหลวง กลายเป็นว่าอดขายไปด้วย ทำให้เศรษฐกิจดร็อปไปพร้อมกันหมด สมมุติว่าเฉลี่ยหนึ่งแผงมียอดขาย 2,000 บาท รายได้หายไปเท่าไหร่ ขอให้หันมามองตรงนี้

⦁ ตัดสินใจหรือยังว่า 28 มิ.ย.นี้ จะเข้าคูหากาเบอร์ไหนเป็นผู้ว่าฯกทม.คนต่อไป เลือกจากตัวบุคคลหรือนโยบาย?

ก็ดูไว้หลายคน ขอพูดว่าเป็นผู้ชายอย่างเดียวได้ไหม (หัวเราะ) ตัวตัดสินผมคิดว่าน่าจะเป็นช่วงหาเสียงนี่แหละ ว่าผู้สมัครคนนั้นลงพื้นที่จริงหรือไม่ ส่วนตัวผมมองว่าสุดท้ายแล้วจะเลือกคนที่ทำเพื่อเรา ที่ผ่านมายอมรับว่าแอบผิดหวังอาจารย์ชัชชาติ เพราะตลอด 4 ปี ท่านพูดมาตลอดว่าหาบเร่ เป็นเส้นเลือดฝอยของกรุงเทพฯ ท่านจะดูแลเรา และมีนโยบาย 4 ข้อเกี่ยวกับหาบเร่ ข้อสุดท้ายคือให้ออกไปขายตรงที่เหมาะสม ส่วนข้อ 1-3 ประมาณว่าให้ขาย แต่อยู่ในระบบ อย่างไรก็ตาม ไปๆ มาๆ ส่วนใหญ่ต้องออกไปแล้วไม่ได้กลับมาขายอีกเลย มีแค่ 2-3 จุดแถวพระราม 2 เท่านั้นที่ กทม.ให้กลับมา

⦁ ที่ผ่านมามักมีคำกล่าวว่า ‘ฝั่งธนฯคือลูกเมียน้อย’ ความเจริญกระจุกอยู่ที่ฝั่งพระนครและตัวเมืองย่านธุรกิจเป็นหลัก ในฐานะ ‘ธนบุเรี่ยน’ โดยกำเนิด ฝันเห็นฝั่งธนฯเป็นอย่างไร?

ก็อยากให้หลายๆ โครงการเอามาลงที่ฝั่งธนฯบ้าง ตอนนี้ฝั่งธนฯก็พัฒนาขึ้นบ้างจากการมาถึงของรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ก็ไม่ได้มีผลอะไรมากนักกับคนรากหญ้า จึงอยากได้โครงการที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น สามารถค้าขายกันได้สะดวก ค้าขายกันได้ง่ายขึ้น หลักๆ คืออยากให้มีการสนับสนุนอาชีพ

อยากให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกลับมาประกอบอาชีพได้โดยสะดวก เมื่อมีอาชีพก็มีเงิน ทุกอย่างก็จะดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น ความร่วมมือต่างๆ ก็จะมากขึ้นเอง ถ้าคนมีความสุขหลายๆ อย่างในกรุงเทพฯก็จะดีขึ้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจ