หน้าแรก ประชาชื่น ‘ปรัมบานัน’เท...

‘ปรัมบานัน’เทวสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ร่องรอยอารยธรรมเหนือกองหิน มรดกศรัทธาแห่งเกาะชวา

12.06.26 | 13:00 น.
ความงดงามของปรัมบานัน เทวสถานศาสนาฮินดูที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย

ท่ามกลางที่ราบกว้างของเมืองยอกยาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยอดปรางค์หินสีเทาดำของ ‘ปรัมบานัน’ (Prambanan) ตระหง่านเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของอารยธรรมชวาโบราณมากว่าพันปี ถือเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 ในอาณาจักรมะตะราม ยุคโบราณกาล เพื่อถวายแด่พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู ก่อนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกใน พ.ศ.2534

ซากวัดปรัมบานันที่รอการบูรณะ

อย่างไรก็ตาม ปรัมบานันไม่ได้ยืนหยัดในสภาพสมบูรณ์ตลอดห้วงประวัติศาสตร์ หากแต่เคยถูกทิ้งร้าง พังทลายลงจนเหลือเพียงซากหินกระจัดกระจาย โดยมีข้อสันนิษฐานว่าอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวในอดีต ก่อนถูกค้นพบอีกครั้งราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในสภาพที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม

รายละเอียดการก่อสร้างแบบสอดประสานโดยไม่ใช้ปูนของปรัมบานัน

จากซากหินสู่ภารกิจบูรณะ
กว่าจะแล้วเสร็จคงใช้เวลา‘นับศตวรรษ’

คูคุห์ มูรวาดี (Kukuh Murwadi) ไกด์ท้องถิ่น เล่าว่า หลังการค้นพบ นักโบราณคดีเริ่มศึกษาแผนผังของกลุ่มวัดแห่งนี้ ทำให้ผู้คนในยุคนั้นค่อยๆ เข้าใจโครงสร้างดั้งเดิมของปรัมบานัน โดยมีวิหารขนาดเล็กบางส่วนที่ยังคงสภาพสมบูรณ์หลงเหลืออยู่เหนือพื้นดิน ใช้เป็นต้นแบบในการศึกษา
รูปแบบสถาปัตยกรรมของวัด กระบวนการบูรณะเริ่มขึ้นอย่างจริงจังในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่อชาวดัตช์เข้ามาดำเนินการฟื้นฟูโบราณสถาน และสามารถบูรณะวัดขนาดเล็กได้ 2 หลัง ก่อนที่รัฐบาลอินโดนีเซียจะเข้ามาสานต่องานดังกล่าวหลังปี ค.ศ.1950 เดิมทีปรัมบานันประกอบด้วยวัดรวม 240 หลัง แต่จนถึงปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้วเพียงบางส่วนเท่านั้น ยังมีวัดอีกมากกว่า 200 หลังที่รอการฟื้นฟูต่อไป โดยการบูรณะวัดขนาดเล็กเพียง 1 หลัง อาจใช้เวลานานถึง 2 ปี ทำให้ภารกิจนี้อาจต้องดำเนินต่อไปอีกหลายร้อยปี

จิ๊กซอว์ยักษ์แห่งเกาะชวา
มหาวิหารแห่งศรัทธา โยงคติ‘เขาพระสุเมรุ’

Advertisement

ปรัมบานันสร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟด้วยเทคนิคการวางหินที่ถูกออกแบบให้มีเดือยและร่องสำหรับเชื่อมต่อเข้าหากันอย่างแม่นยำ การบูรณะวัดเปรียบเสมือนการต่อจิ๊กซอว์ขนาดมหึมา เพราะหินทุกก้อนมีรูปร่างและลวดลายเฉพาะตัว นักโบราณคดีต้องค้นหาว่าหินก้อนไหนเคยอยู่ตรงตำแหน่งใด รวมถึงตรวจสอบให้ลวดลายแกะสลักสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างถูกต้อง ปัญหาสำคัญคือหินดั้งเดิมจำนวนมากสูญหายไป เนื่องจากในอดีตชาวบ้านบางส่วนนำหินไปใช้สร้างบ้านและถนน จึงจำเป็นต้องใช้หินใหม่ทดแทน

วัดแห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็นสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ซึ่งตามคติฮินดูถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาลและเป็นที่ประทับของเหล่าเทพเจ้า โครงสร้างของวัดถูกสร้างเป็นชั้นลดหลั่นกันขึ้นไป เปรียบเสมือนเส้นทางสู่โลกแห่งเทพเจ้า เป็นที่ประทับของเหล่าเทพเจ้า โดยยอดสูงสุดของภูเขาเปรียบเสมือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเทพ การไต่ระดับขึ้นไปตามชั้นต่างๆ ของวัดจึงเปรียบเสมือนการเดินทางทางจิตวิญญาณ เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้นหรือสภาวะสูงสุดทางศาสนา ในอดีตผู้คนสามารถขึ้นไปยังส่วนบนสุดของวัดได้ แต่ปัจจุบันถูกจำกัดการเข้าชมเพื่อป้องกันความเสียหายต่อโบราณสถาน

พระศิวะ เทพประธานแห่งปรัมบานัน

ศิวะมหาเทพ อคัสตยะ พระพิฆเนศ
ประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์ในคติฮินดู

ในศาสนสถานแห่งนี้ ประดิษฐานประติมากรรม ‘พระศิวะ’ เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู ประทับยืนอยู่บนฐานหินที่เรียกว่า ‘โยนี’ สัญลักษณ์แห่งพลังเพศหญิงและการกำเนิดชีวิต ตามคติฮินดูโดยทั่วไปบนโยนีจะประดิษฐาน ‘ลึงค์’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระศิวะและพลังแห่งการสร้างสรรค์ แต่ที่วัดแห่งนี้กลับประดิษฐานรูปเคารพพระศิวะแทน จึงนับเป็นลักษณะพิเศษที่พบได้ไม่บ่อยนัก ในอดีตมีการประกอบพิธีรดน้ำหรือน้ำนมบนลึงค์ ก่อนรองรับน้ำที่ไหลผ่านโยนีเพื่อนำไปใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ รูปเคารพพระศิวะภายในวัดได้รับการบูรณะจากชิ้นส่วนเดิมที่แตกหัก โดยบางส่วนใช้หินใหม่ทดแทนส่วนที่สูญหายไป

อคัสตยะ คุรุแห่งลัทธิไศวนิกาย

นอกจากนี้ ยังมีประติมากรรม ‘อคัสตยะ’ (Agastya) ฤๅษีผู้ยิ่งใหญ่ในคติฮินดู ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมหาฤๅษีสำคัญ พระหัตถ์ถือหม้อน้ำและลูกประคำ อันเป็นสัญลักษณ์ของนักบวชและครูผู้ถ่ายทอดความรู้

ขณะที่อีกพระหัตถ์ถือเครื่องหมายซึ่งเกี่ยวข้องกับพระศิวะ จึงทำให้รูปเคารพองค์นี้ได้รับการนับถือในฐานะครูหรือคุรุแห่งลัทธิไศวนิกาย บริเวณทางเข้าวัดยังปรากฏประติมากรรม ‘กาละ’ (Kala) เหนือซุ้มประตูปกป้องพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดตามความเชื่อโบราณ

พระพิฆเนศ เทพแห่งปัญญาและความสำเร็จ

อีกหนึ่งประติมากรรมศักดิ์สิทธิ์ คือ ‘พระพิฆเนศ’ เทพแห่งปัญญา ความรู้ และความสำเร็จตามความเชื่อของศาสนาฮินดู โดยมีลักษณะโดดเด่นคือมีพระเศียรเป็นช้างและพระวรกายเป็นมนุษย์ พระหัตถ์ถือสัญลักษณ์สำคัญหลายประการ รวมถึงงาช้างที่หัก ซึ่งเชื่อมโยงกับตำนานสำคัญที่กล่าวว่า พระพิฆเนศทรงใช้งาช้างของพระองค์จารึกมหากาพย์มหาภารตะ หนึ่งในวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์และทรงคุณค่าที่สุดของอินเดียโบราณ ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งสติปัญญา การศึกษาศิลปวิทยาการ และการขจัดอุปสรรค ผู้คนจำนวนมากนิยมสักการะบูชาพระองค์ก่อนเริ่มต้นการเรียน การทำงาน หรือการประกอบกิจการต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในชีวิต

พระแม่ทุรคา เทวีผู้พิชิตอสูรกับตำนานโรโร จงกรัง

‘มหิษาสุรมรรทินี’ ทุรคาเหยียบอสูรควาย
กับตำนานพื้นบ้าน ‘โรโร จงกรัง’

อีกทั้ง ‘พระแม่ทุรคา’ มหิษาสุรมรรทินี (Durga Mahishasura Mardini) เทพีผู้ปราบอสูรมหิษาสูร โดยพระแม่ทุรคาทรงมีหลายกร ถืออาวุธที่เหล่าเทพเจ้ามอบให้ เช่น จักร สังข์ และอาวุธศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้กับอสูรตนนี้ ตามตำนานมหิษาสูรพ่ายแพ้ในการต่อสู้จึงหลบซ่อนตัวอยู่ในร่างควาย พระแม่ทุรคาทรงยืนอยู่เหนือร่างควาย ใช้พระหัตถ์ดึงหางจนมหิษาสูรปรากฏตัวออกมา ก่อนจะทรงปราบอสูรได้สำเร็จ

แม้รูปสลักจะยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ แต่บริเวณพระพักตร์และนิ้วพระหัตถ์บางส่วนได้รับความเสียหายตามกาลเวลา ชาวท้องถิ่นเชื่อว่ารูปสลักองค์นี้คือ เจ้าหญิงโรโร จงกรัง (Roro Jonggrang) ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหิน ตามตำนานพื้นบ้านอันโด่งดังของชวา จึงทำให้รูปสลักองค์นี้เป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว ยังมีความเชื่อพื้นบ้านเล่าว่า หากพระแม่ทุรคาได้ยินเสียงดนตรีกามีลัน พระองค์จะเสด็จออกมาร่วมร่ายรำกับนักแสดง แต่เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาเท่านั้น แม้การบูรณะอาจต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วอายุคน แต่ทุกก้อนหินที่ถูกประกอบกลับคืน กำลังช่วยให้เรื่องราวอันยิ่งใหญ่เมื่อกว่าพันปีก่อนยังคงมีลมหายใจอยู่ในโลกปัจจุบัน

‘รามายณะ’ บนกำแพงหิน
มหากาพย์ยิ่งใหญ่ในโลกตะวันออก

นอกจากความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมเทวรูปแล้ว สิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือภาพสลักนูนต่ำที่ปรากฏอยู่ตามผนังรอบวิหารหลักของปรัมบานัน โดยเฉพาะเรื่องราวจากมหากาพย์ รามายณะ วรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์สำคัญของศาสนาฮินดู ภาพสลักเหล่านี้เรียงต่อเนื่องกันราวกับหนังสือภาพบนกำแพงหิน ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา ตั้งแต่การเนรเทศ การลักพาตัวนางสีดาโดยทศกัณฐ์ ไปจนถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างกองทัพพระรามกับกรุงลงกา ผู้มาเยือนสามารถเดินตามเส้นทางรอบวิหารเพื่ออ่านเรื่องราวผ่านภาพแกะสลักได้ทีละตอน นอกจากคุณค่าทางศาสนาแล้ว ภาพสลักยังสะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนบนเกาะชวาในอดีต ทั้งการ แต่งกาย เครื่องประดับ สถาปัตยกรรม และรูปแบบสังคมในยุคนั้น ทำให้นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาความเป็นอยู่ของผู้คนเมื่อกว่าพันปีก่อน

ปัจจุบันปรัมบานันไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานสำคัญเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวอินโดนีเซียและชาวต่างชาติ ผู้มาเยือนสามารถเดินชมกลุ่มวัดท่ามกลางฉากหลังของภูเขาไฟเมราปี สัมผัสสถาปัตยกรรมอายุกว่าพันปี และเรียนรู้เรื่องราวทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ถูกบันทึกไว้บนแผ่นหินของมหาวิหารแห่งนี้

แม้เวลาจะผ่านไปกว่าพันปี และปรัมบานันจะเคยพังทลายจนเหลือเพียงซากหินกระจัดกระจาย แต่โบราณสถานแห่งนี้ยังคงยืนหยัดเป็นหลักฐานสำคัญของศรัทธา ศิลปะ และภูมิปัญญาแห่งอารยธรรมชวาโบราณ การบูรณะที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการประกอบหินกลับคืนสู่ที่เดิม หากยังเป็นการรักษาความทรงจำทางประวัติศาสตร์ให้คงอยู่ เพื่อส่งต่อมรดกอันล้ำค่านี้ไปยังคนรุ่นต่อไป

อคิรา ทองโม้