อนุชา บูรพชัยศรี
พร้อม 100% เฟ้นโจทย์ท้าทาย
ในสมรภูมิ ‘กรุงเทพเมืองฟ้าอมร and more’
อีกเพียงราว 2 สัปดาห์ จะถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.)
พรรคเก่าแก่คู่ประเทศอย่าง ‘ประชาธิปัตย์’ ส่ง อนุชา บูรพชัยศรี หรือเจมส์ เบอร์ 5 อดีตโฆษกรัฐบาล พ่วงดีกรีอดีต ส.ส.กรุงเทพมหานครหลายสมัย ลงชิงชัยเก้าอี้พ่อเมือง พร้อมด้วย ส.ก.ครบ 50 เขต
ชูสโลแกน ‘กรุงเทพเมืองฟ้าอมร and more’ เดินเท้าลุยหาเสียงอย่างไม่หวั่นไหว แม้อันดับในโพลต่างๆ จะถูกทิ้งห่างโดยอีก 3 ผู้สมัคร
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) ล่าสุด ที่เปิดเผยเมื่อ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า แม้ เจมส์ เบอร์ 5 สวมเสื้อสีฟ้า จะยังอยู่ลำดับ 4 แต่ความนิยมอยู่ที่ร้อยละ 6.1 เพิ่มขึ้นจากโพลครั้งแรกที่ร้อยละ 4.9
การทำงานการเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเป็น ส.ส.ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ทำให้เห็นปัญหาเมืองหลวงอย่างใกล้ชิด ทั้งในย่านธุรกิจและชุมชนที่เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทำให้อนุชาพร้อมตีโจทย์ใหญ่สุดท้าทายในครั้งนี้ที่ทำให้ได้เห็นกรุงเทพฯในอีกมิติหนึ่ง ผ่านการลงพื้นที่ครบทั้ง 50 เขต
พร้อมเปิดใจในการให้สัมภาษณ์พิเศษของ ‘เครือมติชน’ ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร ฉายภาพอีก 4 ปีข้างหน้า หากกรุงเทพมหานครมีผู้ว่าฯชื่อ อนุชา บูรพชัยศรี
⦁ จากวันที่เป็น ส.ส.กทม.จนถึงวันนี้ที่ลงชิงผู้ว่าฯ มองกรุงเทพฯเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?
ตั้งแต่แรกที่ผมได้เข้ามาทำงานการเมืองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) อยู่ในกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่ตอนนั้นเรียกว่า 5 เขตใหญ่ เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ที่จะเลือกทีเดียวสามคนเป็นพวง จึงมีโอกาสได้ลงพื้นที่ 5 เขต ยานนาวา สาทร บางคอแหลม คลองเตย วัฒนา พอสมัยที่ 2 รัฐธรรมนูญเปลี่ยนไป กลายเป็น เขตเดียว เบอร์เดียว ผมก็ได้รับโจทย์หินอยู่เหมือนกัน คือ เขตคลองเตย วัฒนา ซึ่งมันมีความแตกต่างเยอะมาก ทั้งส่วนของธุรกิจ ที่เรียกว่าเป็นใจกลางเมือง สุขุมวิท พระราม 4 ไปจนถึงชุมชนแออัด และมีปัญหามากมาย
ฉะนั้น จะได้เห็นสภาพในเรื่องของปัญหา แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เขาทำมาหากินธุรกิจต่างๆ เขาก็บอกว่ามันมีอื่นๆ ที่เราต้องคิดเผื่อเขาด้วย ในเรื่องของโอกาส ในเรื่องของอนาคต ต้องคิดพร้อมๆ กันไป ซึ่งก็เป็นความหลากหลายตรงนั้น และเป็นประสบการณ์ที่ในตอนนี้ ทำให้มีความรู้สึกว่า ผมลงพื้นที่เราเข้าใจบริบทของแต่ละพื้นที่
วันก่อนไปในพื้นที่ของกรุงเทพฯชั้นใน และเราก็ไปชั้นนอก มันมีความแตกต่างมาก เช่น ผมไม่เคยเป็น ส.ส.อยู่ที่เขตชั้นนอก ถึงแม้จะเป็น ส.ส.ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ค่อยได้ไปแถวหนองจอก มีนบุรี ปรากฏว่า เขาบอกว่าต้องทำเรื่องของการเกษตร ให้เป็นหลัก ซึ่งเราไม่เคยคิด เราเป็น ส.ส.แถวสุขุมวิท เขาบอกว่าอยากให้เราเข้าไปสนับสนุนในเรื่องของการที่จะทำเกษตรปลูกข้าว และเป็นครัวของคน กทม. ซึ่งเป็นอีกแบบหนึ่งที่เราไม่เคยสัมผัส พอมาลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เลยคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เราได้เจอมันมีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นผู้ว่าฯไม่ใช่แค่เข้ามาแก้ปัญหาอย่างเดียว แต่จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะนำคน กทม.ทุกๆ โซน ทุกๆ เขต ทั้ง 50 เขต ที่มีความแตกต่างให้สามารถเจริญเติบโต มีความหวัง มีอนาคต มีรายได้ ไปในสิ่งที่เขาควรจะต้องเป็นในบริบทของชีวิตที่เขามีอยู่ ไม่ใช่เราเอาเรื่องที่เราอยากนำเสนออย่างเดียวเข้าไป แล้วบอกเขาว่าทำแบบนี้ชีวิตจะดีขึ้น
เราก็ได้มีโอกาสไปฟัง ทำให้เรียนรู้มากขึ้นและในขณะเดียวกันมองภาพ กทม.อีกรูปแบบหนึ่ง จากที่เคยเกิดในกรุงเทพฯชั้นใน เติบโตชั้นใน เรียนอยู่ในกรุงเทพฯในบริเวณ ไม่ได้ออกไปนอกบริเวณมากนัก ทำให้ตอนนี้ได้เห็นกว้างมากขึ้น ก็เป็นประสบการณ์และการเรียนรู้ที่ดีมาก
⦁ จากวันนั้นถึงวันนี้ ปัญหากรุงเทพฯเปลี่ยนไปหรือยัง?
หลายสิบปีเราก็ยังพูดถึงเรื่องเดิมอยู่ ยังพูดถึงปัญหารถติด น้ำท่วม ขยะ เรื่องของมลพิษต่างๆ ปัญหามันยังไม่ได้หายไป สิ่งที่ผมคิดว่าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ ผมมองภาพในระยะยาวมากกว่าในระยะสั้น ถ้ามันไม่เสร็จ ภายใน 4 ปีนี้ เราไม่รู้ว่าจะได้รับเลือกตั้งหรือเข้ามาอีกในวาระที่สองหรือไม่ เพราะฉะนั้น คงต้องมองภาพให้เกิดความยั่งยืน
การแก้ปัญหาไม่ใช่แค่เพียงว่า ณ วันนี้เริ่มต้นโครงการนี้แล้ว เราจะสามารถไปเปิดโครงการตอนวันเสร็จสิ้นหรือไม่ คงไม่ได้คิดแค่นั้น อันนั้นฉาบฉวยไปนิด เราคงต้องมองภาพใหญ่ ถ้าเกิดเราต้องใช้เวลาถึง 12 ปี แล้ว ณ วันนี้เราเริ่มต้นวันนี้ ผมคิดว่าในอนาคตคนกรุงเทพฯ ถ้ามันแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ 100% น้ำไม่ท่วม ถนนรถไม่ติด มลภาวะจะไม่เกิด ถ้าผมเริ่มต้นวันนี้แล้วไม่มีโอกาสที่จะได้เห็น จะเป็นผู้ว่าฯคนไหนเข้ามาก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าถ้าผมได้เริ่มต้น ผมก็ภูมิใจแล้ว ว่าผมได้ทำในสิ่งที่ผมควรจะต้องทำในวันนี้
⦁ หนึ่งเรื่องที่อยากปลดล็อกมากที่สุด?
ถ้าภาพรวมผมคงจะไปหลายๆ ส่วน เพราะถ้าเราบอกว่าจะแก้ปัญหารถติด คนที่เขามีปัญหาน้ำท่วม เขาก็จะบอกว่า ‘ฉันอยู่กับปัญหาน้ำท่วมมาเป็นปีๆ แล้ว ไม่คิดจะแก้หรือ? หรือคนที่เขาอยู่กับขยะ นึกภาพที่เขาอยู่ใกล้ๆ โรงงานขยะที่อ่อนนุช ที่หนองแขม ที่สายไหม ถ้าผมบอกว่าผมจะไปแก้น้ำท่วม เขาก็บอกว่า ชีวิตฉัน 4 ปี จากนี้ไป สุดท้ายแล้วก็จะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมมองภาพ เป็นภาพใหญ่มากกว่า ว่ามันต้องไปด้วยกัน แต่ว่างบประมาณ มีจำกัดอยู่แล้ว
เราคงต้องดูว่าสิ่งใดที่เราควรจะต้องทำได้ และทำได้เร็ว เราก็ทำก่อนไม่ได้มีปัญหา แต่สิ่งใดที่มันจะต้องใช้ระยะเวลา เราก็ภาพรวมเลยว่า ในอนาคตเราจะต้องเจียดในส่วนของงบประมาณอย่างไร
⦁ หลายปัญหาที่ยังแก้ไม่จบ เพราะอำนาจผู้ว่าฯไม่พอหรือไม่?
ในเรื่องของรถติด อันหนึ่งที่เราพูดถึงคือผมคิดว่าสิ่งที่ กทม.ต้องทำ และผมคิดว่าเข้าไปจะต้องประสานเพื่อที่จะคุยกับกระทรวงคมนาคม ก็คือว่าเราอยากที่จะให้ ขสมก.เข้ามาอยู่ในการรับผิดชอบของ กทม. เพื่อที่เราจะได้จัดในเรื่องของเส้นทางให้มันสอดคล้องกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงเรื่องของการที่จะเอารถเมล์ขนาดใหญ่ รถเมล์ขนาดกลาง รถเมล์ขนาดเล็ก วิ่งตามตรอกซอกซอย ถนนรองต่างๆ เพื่อที่จะดึงคนเข้ามาสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก ตรงนี้จะทำให้เรื่องของการจราจรที่คนใช้รถส่วนตัวสามารถที่จะลดลงได้
อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่อำนาจของผู้ว่าฯกทม. แต่ ณ วันนี้เราเหมือนจะไปแตะได้ คือเรื่องของระบบตั๋วร่วม ทำอย่างไรบัตรใบเดียวสามารถที่จะขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปขึ้นรถเมล์ ไปขึ้นเรือได้ บัตรใบเดียวสามารถแตะและไปได้ตลอด
นอกจากนี้ ในตัวกฎหมายที่ออกมาแล้ว คือสามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายได้ เพราะมันจะไม่มีค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนในแต่ละระบบก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายมันไม่เยอะ คนที่อยู่ใน กทม.ใช้ระบบขนส่งมวลชนก็จะได้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก
⦁ เพราะฉะนั้นถึงเวลาต้องแก้ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานครที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2528?
สิ่งที่ปรับปรุงแล้วดีขึ้น ผมเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของอำนาจเราไม่ได้ต้องการที่จะบอกว่า เราจะต้องไปสร้างอำนาจ ให้ตัวเองมากขึ้น แต่ดูในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ผ่านๆ มา หรือโอกาสในอนาคต ที่เราวางแผนเอาไว้ มันมีข้อจำกัดอะไรบ้าง มันคล้ายกับภาพเรื่องของการที่ผมเคยอยู่ในฝ่ายบริหาร และเห็นเรื่องอะไรที่เป็นกฎหมายล้าสมัยก็ยกเลิกไป อะไรที่เป็นกฎหมายที่ควรแก้อะไรที่เป็นอุปสรรค เราก็ทำให้มันดีขึ้น
⦁ ถ้าชนะการเลือกตั้ง และผู้ว่าฯอำนาจมากขึ้น ปัญหาที่พูดมาทั้งหมดจะคลี่คลายได้หรือไม่?
แน่นอนว่าถ้าเรามีอำนาจมากขึ้น ขอบเขต ความรับผิดชอบมีมากขึ้น มันก็จะแก้ได้ภายในองค์กร โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปประสานเพื่อขอความช่วยเหลือเราสามารถทำได้เลย เพราะฉะนั้นแน่นอนกฎหมายเราต้องทำ แต่ในอดีตที่ผ่านมา จากความที่ผมเป็น ส.ส.มาแล้ว 3 สมัย ส.ส.กทม.มาแล้ว 2 ครั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อมาครั้งหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายแต่ละฉบับกว่าจะผ่านสภาได้ มันต้องรับฟังความคิดเห็น มันต้องไปผ่านเรื่องไปให้หน่วยงานแต่ละหน่วยงาน แสดงความคิดเห็นกลับมาอีกและกว่าจะเข้าวาระที่ 1 กว่าจะตั้งกรรมาธิการ กว่าจะผ่านในวาระที่ 2 และ 3 ใช้เวลาเป็นปี อาจจะทำให้คน กทม.รู้สึกว่าผู้ว่าฯอยากจะมาแก้กฎหมายอย่างเดียวหรือไม่ ก็คงไม่ใช่เป็นลำดับต้นๆ แต่ไม่ปฏิเสธแน่นอนว่ายินดีที่จะยื่นไป
⦁ มองว่า กทม.ควรจัดสัดส่วน หรือปรับการบริหารใหม่ เพื่อให้มีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่?
ผมเป็น ส.ส.กทม.ตอนปี 2550 ตอนนั้นยังมีอยู่ตำแหน่งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ผมคิดว่ายังมีส่วนสำคัญมากๆ อยากให้ ส.ข.กลับมา เพราะว่าตอนนี้เรามี ส.ก. ส.ก.ดูแลทั้งเขตซึ่งใหญ่มาก และไม่มีผู้ช่วย ส.ก.ด้วย แล้วใครจะมาช่วยเขา ซึ่งเมื่อก่อนมี ส.ข.ทั้งหมดเกือบ 7 คน ในพื้นที่แต่ละเขต 7 คนนี้เขาก็ไปอยู่ในแต่ละแขวง เขตหนึ่งอาจจะมีสัก 3 แขวง ก็เท่ากับว่ามี ส.ข.ในแต่ละแขวงอย่างน้อย 2 คนแล้ว นี่คือการที่เราจัดสรรกันได้ เขาจะลงพื้นที่จริง
เวลาผมลงพื้นที่ในฐานะ ส.ส. คนที่เป็น ส.ข.ลงไปในแต่ละพื้นที่ เขาไม่เพียงรู้ว่าแถวนี้มีอะไร เขารู้เลยว่าคนที่อยู่ข้างในเป็นใคร เป็นคนที่เป็นผู้สูงอายุติดเตียง อีกบ้านหนึ่งเขารู้เลยว่ามีเด็กอ่อน อีกบ้านหนึ่งเขารู้เลยว่ามีผู้พิการอาศัยอยู่ เขาไม่ใช่รู้แค่ใบหน้า เขารู้จักชื่อด้วย ว่าใครชื่ออะไร ผมคิดว่านี่เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในการทำงาน
⦁ มองอย่างไรกับการแบ่งกรุงเทพฯเป็น 6 โซน?
ผมไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ในเรื่องบริบทพื้นที่ ตอนนี้เราพูดถึงเรื่องการจัดผังเมืองใหม่ด้วยซ้ำ ก็ยังเป็นคำถามที่หลายคนเอง ยังไม่ต้องแบ่งโซนในลักษณะของการปกครอง เอาแค่ผังเมืองยังมีข้อโต้แย้งกันเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราเอาภาพรวมภาพใหญ่ ในเรื่องของการที่ผังเมืองจะเป็นแบบไหน
นอกเหนือจากการบริหารจัดการ ที่ว่าเป็นโซน การทำผังเมืองให้ชัดเจน ว่าโซนเหนือ โซนใต้โซนตะวันออก ตะวันตก โซนกลางเป็นอย่างไร มันก็จะชัดขึ้น
⦁ กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีความเหลื่อมล้ำสูง จะทำอย่างไรให้คนทุกกลุ่มอยู่ร่วมกันได้?
ความเหลื่อมล้ำมันมีอยู่แล้วในกรุงเทพมหานคร แต่ทำอย่างไรให้เขาอยู่ในเมืองด้วยกันได้ คนที่มีรายได้สูงก็สามารถใช้กรุงเทพฯ เป็นฐานในการทำธุรกิจ ในขณะเดียวกันคนที่มาใช้ชีวิตเพื่อที่จะเป็นแรงงาน หรือมาเป็นพนักงานออฟฟิศ ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้
เพราะฉะนั้นนโยบายของผมที่มีอยู่ 5 เรื่อง มันจะตอบโจทย์เรื่องการเดินทางสะดวก บ้านเมืองสะอาด ใช้ชีวิตสบาย มีเศรษฐกิจที่ดี มีรายได้ที่ดี และสามารถตรวจสอบได้
⦁ ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯจะจัดการเรื่องทุจริตอย่างไร?
เรื่องแรกคือเราพยายามทำให้เปิดเผยมากที่สุด อย่างเช่นการขอใบอนุญาตต่างๆ จะมีสเต็ปที่ 1 2 3 4 ชัดเจน รอไม่เกินกี่วัน ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ และถ้าขั้นตอนไหนล่าช้าก็ต้องมีฟีดแบ๊กกลับมาว่าช้าเพราะอะไร เพราะฉะนั้นเคสต่างๆ เหล่านี้เราจะวางเป็นมาตรฐาน ถ้าเรามีความโปร่งใสแบบนี้ ก็จะทำให้เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นลดลงได้
⦁ ผู้อำนวยการเขตควรมาจากการเลือกตั้งด้วยไหม?
ผมว่านั่นยังไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญ เท่ากับการที่มีคนทำหน้าที่ในแต่ละเขต ซึ่งเป็นคนที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และเป็นคนที่ดูแลงบประมาณในสำนักงานเขต เพราะ ส.ก.ดูแลภาพรวมของกรุงเทพหานคร กทม.คุมงบประมาณทั้งหมด ส.ข. เขาก็จะเข้าไปดูด้วยว่าในเขต เขาเอาเงินมาลงตรงนี้มันเหมาะสมหรือไม่ เขาก็เป็นปากเป็นเสียงได้ ส่วนในเรื่องของ ผอ.เขตจะเลือกไม่เลือก ผมว่าเอา ส.ข.เขตกลับมาก่อนแล้ว ผอ.เขตค่อยว่ากัน
⦁ จากวลี ‘กรุงเทพฯมีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า’ จะแก้ปัญหาอย่างไร?
มองภาพง่ายๆ เลยว่าปกติเวลาคนที่เหงา เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับใคร เขาอาจจะอยู่บ้านอยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่ง่ายที่สุดเลย คือนำเขาออกมาจากสิ่งที่เขาอาจจะอยู่ในหลุมที่เอาตัวเองออกมาไม่ได้ พยายามหากิจกรรมให้ โดยการสร้างเมืองที่เดินออกมาจากบ้านแล้วมีกิจกรรมอะไรให้ทำเยอะแยะ กิจกรรมที่ไม่ต้องเสียเงิน แต่สามารถมีส่วนร่วมได้
⦁ ความเหงาอาจเกิดจากความเป็นเมืองและการแข่งขัน?
เรื่องของการแข่งขันผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่ว่าต้องทำให้คนในเมืองยังมีความเอื้ออาทรต่อกัน ยังมีไมตรีจิตต่อกัน
⦁ มีทั้งคำถามว่าเป็นตัวเลือกแรกของพรรคหรือไม่ และคำถามว่าจะสู้คู่แข่งได้หรือไม่ มองเรื่องนี้อย่างไร?
ผมจะเป็นตัวเลือกอันดับไหน ไม่ได้อยู่ในความคิด รู้แค่เพียงว่าถ้าผมพร้อม นั่นหมายความว่า 4 ปีจากนี้ไป 100% ผมเต็มที่ ทั้งร่างกายและจิตใจ ระหว่างที่รอตอนนั้นก็ฟิตเต็มที่ พร้อมที่จะมาทำงานในอีก 4 ปีจากนี้ไป
คราวนี้เรื่องของการมาเป็นแคนดิเดตแล้ว ดูจากโพล ดูจากอะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่า ณ วันนี้การที่ผมมานำเสนอแนวคิดว่าอยากเห็นกรุงเทพฯเป็นอย่างไร จะแก้ปัญหากรุงเทพฯได้ด้วยวิธีไหน แค่ผมนำเสนอในเรื่องของต่างๆ เหล่านี้ แล้วผู้ว่าฯซึ่งจะเป็นใครก็แล้วแต่ที่จะมีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ใน กทม. ผมว่าเป็นสิ่งที่คนกรุงเทพฯได้ประโยชน์อยู่แล้ว
ผมเข้ามาสมัครตรงนี้ จะแพ้จะชนะ อย่างน้อยคนกรุงเทพฯก็ได้รับฟังแนวคิดที่พรรคประชาธิปัตย์มี ที่ในอนาคตจะเป็นผมเข้าไปทำเอง หรือจะเป็นผู้ว่าฯท่านอื่นก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็ได้นำเสนอในสิ่งที่ผมคิด เหมือนกับในสภา เราอภิปรายก็ไม่รู้ว่าเขาจะหยิบไปใช้หรือเปล่า แต่มีหน้าที่ลุกขึ้นเพื่อสะท้อนปัญหา
⦁ จากเสียงวิจารณ์ที่ว่า ‘สู้ไม่ไหว’ จะตอบกลับอย่างไร?
ณ วันนี้เรานำเสนอในสิ่งที่เราคิด นำเสนอในสิ่งที่เราคาดหวังว่ากรุงเทพฯจะเป็นได้มากกว่านี้อย่างไร สิ่งนี้ผมคิดว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าแนวคิดของเราโดนใจเขาหรือเปล่า
ผมไม่ได้มาในนามอนุชาหรือเจมส์อย่างเดียว แต่มาในนามพรรคประชาธิปัตย์ มาด้วยนโยบาย และมาพร้อมกับคนที่จะทำงานกับผมในสภากรุงเทพมหานครอีก 50 คน ผมอยากให้มองเป็นทีมงานทั้งคณะ ที่พร้อมเข้ามาทำงานและพร้อมถูกตรวจสอบ
ผมมั่นใจว่าการที่เรามาเป็นองคาพยพ ประชาชนจะเห็นว่าเราพร้อมเข้ามารับใช้พี่น้องชาวกรุงเทพฯครั้งนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่มีย่อท้อ ไม่มีท้อแท้ เดินทุกวัน พูดทุกวัน นำเสนอทุกเรื่องให้ประชาชนได้รับทราบ ไม่มีหวั่นไหว
⦁ ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯอีก 4 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯจะเปลี่ยนไปอย่างไร?
รถต้องไม่ติด การเดินทางต้องสะดวก บ้านเมืองต้องสะอาดกว่านี้ ขยะต้องไม่มี น้ำในคลองจะต้องใส ชีวิตจะต้องสบาย รวมถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ระดับท้องถิ่น ระดับ กทม.จะไม่เกิดแน่นอน
ถ้าเลือกเราเข้าไป แล้วจะทำ 5 เรื่อง จะทำให้กรุงเทพฯเป็นเมืองฟ้าอมร คำว่า อมร คือทุกอย่างต้องมีความยั่งยืน
เพราะฉะนั้น นโยบายทั้งหมดที่เราจะมาแก้ มันจะไม่ใช่แค่เพียงฉาบฉวย แต่ต้องสามารถต่อยอดในอนาคตได้
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประชาชนจะให้การตอบรับ ทั้งในส่วนของแฟนคลับเก่าประชาธิปัตย์ ซึ่งตอนนี้อาจจะหวั่นไหวไป รวมถึงคนที่ยังไม่ได้เลือกเราด้วย ว่าผมมีความมุ่งมั่นตั้งใจแบบนี้ พร้อมกับ ส.ก.ที่ลงพื้นที่ตลอด 50 เขต มาในนามพรรค ชัดเจนในทุกเรื่อง อาจจะต้องบอกว่าถึงเวลาเลือกเราเข้าไปเยอะๆ เถอะ
⦁ อันนี้ถือว่าเป็นคำมั่นสัญญา?
แน่นอน ผมมีอะไรในใจก็พูดตรงไปตรงมาแบบนี้ ในอนาคตผมก็จะปฏิบัติแบบนี้ เพราะเป็นคนสม่ำเสมออยู่แล้ว เราพูดตามความเป็นจริง เราพูดจากความรู้สึก เราพูดจากความเป็นตัวตนของเรา
เราพูดจากความมุ่งมั่นตั้งใจ หวังว่าจะสื่อไปถึงพี่น้องประชาชนได้ ว่าถ้ามีโอกาสเข้ามาบริหาร กทม.เราจะทำในสิ่งที่เราพูดทั้งหมด
พรหมพร เจริญกิจชัชวาล



