‘Zero waste-Zero landfill’ ปักหมุด โรงเรียน ชุมชน ผู้คน ‘ชาวป่าเด็ง’ จัดการขยะยั่งยืนบนความท้าทาย

18.06.26 | 12:55 น.
‘Zero waste-Zero landfill’ ปักหมุด โรงเรียน ชุมชน ผู้คน ‘ชาวป่าเด็ง’ จัดการขยะยั่งยืนบนความท้าทาย

‘Zero waste-Zero landfill’
ปักหมุด โรงเรียน ชุมชน ผู้คน ‘ชาวป่าเด็ง’
จัดการขยะยั่งยืนบนความท้าทาย

นักเรียนผู้ดูแลธนาคารขยะชั่งน้ำหนักขยะที่เอามาฝากขาย

ขยะ ไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ

แม้แต่ชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานและใช้ชีวิตในป่าเขา ก็ยังประสบปัญหาที่ต้องแก้ไข

เช่นเดียวกับผู้คนในตำบลป่าเด็ง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาศัยในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ส่งผลให้การจัดการขยะต้องมีความพิเศษ เนื่องจาก ‘ข้อจำกัดทางกฎหมาย’ ที่ไม่อาจเผาและฝังกลบได้

‘ขยะเป็นศูนย์’ จึงเป็นทางออก แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย

Advertisement

โครงการ ‘Zero waste-Zero landfill’ จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วน ทั้งสถานศึกษาในพื้นที่ อย่างโรงเรียนป่าเด็งวิทยาที่ลุยโปรเจ็กต์ปลอดขยะทุกปี รวมถึงองค์การบริหารส่วนตำบลป่าเด็ง และชาวบ้านในชุมชน

นอกจากนี้ หน่วยงานอย่าง ‘มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย’ ยังมีบทบาทสำคัญในโครงการดังกล่าวที่มากมายด้วยความท้าทาย เนื่องจากคนในชุมชนต้องคิดค้นนวัตกรรม รวมถึงสร้างโมเดลการจัดการขยะ โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ

โครงงานคุณธรรม หลัก 3Rs
ผอ.-ครู-ผู้ปกครอง แทคทีมขับเคลื่อน

เริ่มที่ป่าเด็งวิทยา โรงเรียนปลอดขยะใกล้เขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากจุดเริ่มต้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาขยะทั้งในโรงเรียน รวมถึงบริเวณรอบๆ ผู้บริหารและคณะครูในโรงเรียนจึงคิดหาวิธีแก้ไขโดยรณรงค์ให้นักเรียนแก้ปัญหาการจัดการขยะอย่างถูกวิธี

เริ่มจากการปลูกฝังจิตสำนึกในการลด แยกขยะ และการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ในสถานศึกษา มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนในเรื่องของการจัดการขยะทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา โดยใช้หลัก 3Rs ได้แก่ Reduce การลด Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่

จันทร์พร ผาดศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนป่าเด็งวิทยา เล็งเห็นถึงปัญหาและความสำคัญของการจัดการขยะจึงมีนโยบายสนับสนุนส่งเสริม ขับเคลื่อนการบริหารการจัดการขยะ ไม่เพียงในรั้วโรงเรียน แต่ชุมชน และหน่วยงานภายนอกโรงเรียนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย อีกทั้งใช้โครงงานคุณธรรมในรายวิชาเข้ามาดำเนินการในกระบวนการจัดการขยะ อนุรักษ์พลังงาน และที่สำคัญคือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ไม่เพียงสนับสนุนภาพรวมของโปรเจ็กต์ แต่ยังเผยแพร่นโยบายให้ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย ผอ.เป็นผู้ชี้แจงโครงการดังกล่าวให้คณะครูในที่ประชุม พร้อมทั้งเล่าให้นักเรียนฟังหน้าเสาธง รวมทั้งในการประชุมผู้ปกครอง และกรรมการสถานศึกษา

สำหรับครูผู้รับผิดชอบคือ ดาริณี น้ำทิพย์ ที่เผยว่า ทางโรงเรียนลดใช้วัสดุที่ไม่จำเป็นอย่าง การใช้โฟม มีการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ภายในห้องเรียน ร้านค้า ร้านอาหารมีการคัดแยกขยะ และมีการนำกลับมาใช้ใหม่ หรือการนำมาฝากขายที่ธนาคารขยะ มีการรักษาความสะอาดห้องเรียน และเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบในเช้าของทุกวัน มีการทำความสะอาดในพื้นที่ มีป้ายรณรงค์ ให้
“ปิดน้ำ ปิดไฟ”
เมื่อไม่ได้ใช้งานแล้ว

“ทางโรงเรียนมีกระบวนการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ และมีการพัฒนาผู้เรียนในด้านการจัดการขยะที่ต้นทางผ่านการสอดแทรกหลักสูตรการจัดการขยะในรายวิชาของทุกกลุ่มสาระ ซึ่งจะให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะด้วยตนเอง โดยมีกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึงการคัดแยกขยะ อย่างการให้ความรู้ผ่าน เสียงตามสาย ภายในโรงเรียน โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับการลดขยะด้วยหลัก 3Rs ทุกวันผ่านเสียงตามสาย กิจกรรมให้ความรู้หน้าเสาธง ให้ความรู้เกี่ยวกับขยะทั้ง 4 ประเภทในทุกเช้าของวันพฤหัสบดี และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม เพื่อเป็นแรงกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจในการคัดแยกขยะมากยิ่งขึ้น ในกิจกรรมหน้าเสาธงโรงเรียนจะมีเพลงที่ใช้เปิดให้กับนักเรียนได้ฟัง” ครูดาริณีเล่า โดยมีเหล่านักเรียนคอยกล่าวเสริมอย่างมีส่วนร่วม พร้อมร้องเพลงอย่างสนุกสนานด้วยท่อนฮุกที่ว่า

“ช่วยแยกขยะนะ ช่วยแยกขยะหน่อย ขยะจะลดน้อย อยู่ที่เราทุกๆ คน มาช่วยกันแยกขยะ”

สมุดบัญชีธนาคารขยะ-และสมุดแสตมป์ขยะแลกแต้ม

ธนาคารขยะ สะสมแสตมป์
นักเรียนแลกแต้ม ครัวเรือนฝากขาย

การดำเนินงานเป็นรูปธรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ธนาคารขยะ ที่เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 07.20-07.50 น. โดยจะให้ตัวแทนนักเรียนในแต่ละห้องเรียนนำขยะมาแลกแต้มและฝากขาย ขยะที่นำมาฝากขายต้องผ่านการแยกประเภทมาเรียบร้อยแล้ว ทางธนาคารขยะจะบันทึกในสมุดบัญชี นอกจากนี้ยังมีสมุดแสตมป์ขยะแลกแต้ม เพื่อสะสมแต้มแลกคะแนนความประพฤติ หรือรับของรางวัลเป็นอุปกรณ์การเรียน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการทำ ปุ๋ยหมักจากเศษวัชพืช ซึ่งนักเรียนจะรวบรวมขยะอินทรีย์ เช่นใบไม้จากการทำความสะอาดเขตพื้นที่ในช่วงเช้ามาไว้ที่บ่อปุ๋ยหมักชีวภาพของโรงเรียน และนำไปใช้ประโยชน์ในรายวิชาเกษตรต่อไป

รวมถึง ฐานการเรียนรู้ขยะรักษ์โลก กิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจในการกำจัดขยะมูลฝอย ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เพื่อให้ที่นี่เป็นโรงเรียนปลอดขยะ ลดใช้ การใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ สร้างความตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน และสามารถนำไปต่อยอดในชุมชนต่อไปในอนาคต

นักเรียนนำเสนอเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ

เจาะ 2 นวัตกรรมย้ำ Zero waste
เตาเผาขยะชีวมวล-บ่อก๊าซชีวภาพแบบบอลลูน

อีกบุคคลที่มีบทบาทในโครงการนี้คือ โกศล แสงทอง รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล และประธานเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อบ้านป่าเด็ง ซึ่งถือเป็น ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’ ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการจัดทำเตาเผาขยะชีวมวลลดมลพิษ ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรมาใช้ใน 7 หมู่บ้านและสถานศึกษา มาใช้ในการกำจัดขยะ ลดควันไฟและผลกระทบต่อสุขภาพ

นายโกศล แสงทอง

เตาดังกล่าวที่ถูกออกแบบให้มีผนัง 2 ชั้น ชั้นในมีช่องระบายอากาศ 4 ด้าน และมีตะแกรงยกสูงเพื่อให้อากาศไหลเวียนเข้าสู่ช่องเผาได้ดี ส่วนชั้นนอกทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่เกิดจากการเผา ด้านบนมีปล่องควันที่มีช่องระบายควันจากเตาเผา

เตาเผาดังกล่าวไม่ใช่นวัตกรรมที่เป็นเพียงเครื่องมือกำจัดขยะเท่านั้น แต่ยังแก้ไขปัญหามลพิษจากการเผาขยะในที่โล่ง ลดสาเหตุของการเกิดฝุ่นควัน

นอกจากนี้ การที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ภายในชุมชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีมูลสัตว์ และขยะอินทรีย์ในครัวเรือนเป็นจำนวนมาก จึงมีการทำ บ่อก๊าซชีวภาพแบบบอลลูน เพื่อนำสิ่งเหล่านั้นกลับมาทำเป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพ และผลิตเป็นก๊าซชีวภาพสำหรับการหุงต้มใช้ในครัวเรือน แทนก๊าซ LPG

โกศล กล่าวว่า เรื่องขยะเป็นเรื่องแรกที่ อบต.ต้องเข้าจัดการ แม้จะเป็น อบต.เล็กๆ ประชากรไม่มาก แต่ก็หนีไม่พ้นปัญหาขยะ

“ที่ผ่านมาทุกคนมองว่าขยะควรเอาไปทิ้งหลุม ซึ่งทุกคนก็ใช้คำว่า Zero waste กัน แต่ก็เอาไปทิ้งให้ที่อื่น ซึ่งไม่ถูกต้อง จึงเกิดเป็น โครงการ ‘Zero waste-Zero landfill’ เนื่องจากต้องการให้ขยะในพื้นที่ต้องหมดไปวันต่อวัน จึงต้องใช้วิธีการจัดการขยะ โดยใช้ 2 วิธี ได้แก่ วิธีแรก ขยะอินทรีย์ทาง อบต.จะใช้ระบบก๊าซชีวภาพ ส่วน วิธีที่สอง ขยะกำพร้า หรือก็คือขยะที่ไม่มีใครต้องการ ก็จะต้องนำไปเผา

การกำจัดขยะทั้งสองวิธีนี้ ผ่านการวิจัยในเรื่องของการนำนวัตกรรมการจัดการขยะระบบก๊าซชีวภาพ โดยใช้ผ้าใบโพลีเอสเตอร์มาทำเป็นบอลลูน และนำขยะอินทรีย์มาใส่เข้าไป ส่วนขยะที่สามารถนำกลับมาใช้และเป็นประโยชน์ ชาวบ้านก็สามารถนำมาขายต่อได้ แต่ขยะที่ชาวบ้านไม่สามารถนำมาขายต่อได้ พวกเขาก็เอาไปทิ้ง เราจึงต้องจัดการโดยการเผา

การเผาขยะโดยทั่วไปจะปล่อยมลพิษที่เป็นสารพิษประมาณ 1400 PPM (หน่วยส่วนในล้านส่วน: part per million) แต่ถ้าใช้เตาเผาลดมลพิษจะปล่อยออกมาแค่เพียง 8-10 PPM เท่านั้น

ใน 100% ของขยะทั้งหมด 60% เป็นขยะอินทรีย์ อีก 30% เป็นขยะที่ขายได้ อีกไม่ถึง 10% เป็นขยะกำพร้าที่ต้องเผา ในส่วนของขยะที่ต้องเผาไม่ได้เผาทั้งหมด ทาง อบต.ได้จ้างคนที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซื้อขยะ ซึ่งขยะส่วนหนึ่งที่แยกแล้วจะนำไปขาย อีกส่วนหนึ่งแยกไปทำ กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) คือการแปรรูปขยะไปเป็นน้ำมัน ส่งผลให้กระบวนการเผาลดลงตามไปด้วย

ส่วนขยะที่เหลืออีกไม่กี่เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นขยะอันตราย เนื่องจากในตำบลป่าเด็งมีพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้อยู่ประมาณ 5 หมู่บ้าน ซึ่งในปัจจุบันมีกว่า 500 ครัวเรือนที่ใช้แบตเตอรี่ ทาง อบต.จะส่งไปทำลายที่ฝรั่งเศส โดยผสานงานกับการนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ใช้วิธียืมแบตเตอรี่จากนิคมอุตสาหกรรมมาแล้วส่งคืนกลับไป” โกศลอธิบายอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ยังเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการไม่ได้จริงจังกับการจัดการขยะมากนัก งบประมาณด้านนี้จึงมีไม่มาก ดังนั้น ทาง อบต.ป่าเด็งจึงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาคเอกชน

มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ฟันเฟืองสำคัญ
หนุนเยาวชน ร่วมผลักดัน ‘ขยะเป็นศูนย์’

จากอุปสรรคข้างต้น มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยจึงสนับสนุนองค์ความรู้ และงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ในการดำเนินงานโครงการ Zero waste-Zero landfill เตาเผาชีวมวลลดมลพิษ บ่อแก๊สชีวภาพแบบบอลลูน ปิ่นโตห่อข้าว จนถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดห้องน้ำ ก็มาจากการซัพพอร์ตของทางมูลนิธิ

การดำเนินงานต่างๆ สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนในหลายด้าน ทั้งเรื่องของสุขภาพ (SDG 3) ชุมชนยั่งยืน (SDG 11) การผลิตและการบริโภคที่มีความรับผิดชอบ (SDG 12) และการรับมือกับภาวะโลกร้อน (SDG 13) นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบดิจิทัลมาติดตามคาร์บอนฟุตพรินต์อีกด้วย

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน

ดร.วิมลรัตน์ สีสัน ผู้จัดการฝ่ายดำเนินพันธกิจภาคสนามกลุ่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางมูลนิธิมองเห็นปัญหาขยะในโรงเรียนและชุมชน จึงเริ่มจากการให้ความรู้ สร้างความตระหนักในการลดขยะ แยกประเภท รีไซเคิล และอื่นๆ

“มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยเป็นองค์กรที่พัฒนาเด็ก ครอบครัว และชุมชน เรามุ่งเน้นให้เด็กในชุมชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของในการดูแลรักษาชุมชน ด้วยการลุกขึ้นมาดูแลจัดการขยะด้วยตัวเอง ทำให้เด็กๆ ตระหนักและมีความรู้ในการจัดการขยะ ไม่ว่าจะเป็นการคัดแยกประเภท หรือการรีไซเคิล เพิ่มมูลค่า รวมถึงการดึงการมีส่วนร่วมของเพื่อนๆ ในห้องเรียน ครอบครัวและชุมชนให้มาเข้าร่วมขบวนการของโครงการที่เด็กๆ ได้ดำเนินการการลดขยะในโรงเรียนของพวกเขา” ดร.วิมลรัตน์กล่าว

ส่วนแผนการดำเนินงานของโครงการในอนาคต มูลนิธิศุภนิมิตจะถอดบทเรียนสำหรับโครงการลดขยะที่โรงเรียนป่าเด็งวิทยา และขยายโครงการไปในระดับชุมชน

“ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เบื้องต้นทางมูลนิธิได้มีการคัดแยกขยะ และมีการดึงการมีส่วนร่วมของเด็ก คุณครู รวมถึงชุมชน ในต่อไปมูลนิธิจะมีการให้ความรู้มากยิ่งขึ้นในเฉพาะเรื่องของการจัดการขยะด้วยการใช้เตาเผา การสกัดขยะเป็นน้ำมัน ยังต้องให้ความรู้เพิ่มเติมว่า เราสามารถนำขยะประเภทไหนมาจัดการได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อคนในชุมชนและสิ่งแวดล้อม” ดร.วิมลรัตน์ทิ้งท้าย

ในขณะที่ชาวบ้านป่าเด็ง อย่าง หัสถญา อัคนียาน เล่าว่า หลังจากมูลนิธิศุภนิมิตเข้ามาช่วยเหลือ สนับสนุน ดูแล แต่ละครัวเรือนจะเก็บขยะมาแยกประเภท วางรวมกันเป็นกระสอบ และนำมาช่วยกันเผารวมกันในเตาเผาของชุมชน โดยชาวบ้านจะจุดเตาเผาขยะสัปดาห์ละสองครั้ง ตั้งแต่ชุมชนเริ่มคัดแยกขยะ ชุมชนสะอาด สบายตา ที่สำคัญคือมีความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะมากขึ้น

แม้เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและชุมชนเล็กๆ แต่นับเป็นอีกจุดเริ่มต้นสู่สังคมขยะเป็นศูนย์ที่อาจขยายผลต่อไปในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

กัญญารัตน์ รักษ์แพทย์