หน้าแรก ประชาชื่น ‘ผมจะเป็นผู้ว...

‘ผมจะเป็นผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหาเชิงระบบ’ กรุงเทพง่ายๆ ของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

21.06.26 | 11:07 น.

‘ผมจะเป็นผู้ว่าฯ ที่แก้ปัญหาเชิงระบบ’
กรุงเทพง่ายๆ ของ
ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

นับถอยหลัง 7 วันสุดท้าย ก่อนถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นของผู้สมัครจากหลากหลายแนวทางและวิสัยทัศน์

หนึ่งในผู้สมัครที่น่าจับตา คือ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือโจ หมายเลข 10 จากพรรคประชาชน ที่ชูแนวคิด ‘เมืองแคร์คน’ และ ‘กรุงเทพง่ายๆ’ ประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาเมืองด้วยการปฏิรูป ‘โครงสร้างเชิงระบบ’ โดยมองว่าเป็นต้นตอสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนากรุงเทพฯมาอย่างยาวนาน

แม้ล่าสุด ผลสำรวจความคิดเห็นหลายสำนักยังทิ้งระยะห่างจากตัวเต็งอย่าง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เบอร์ 9 หลายช่วงตัว แต่ชัยวัฒน์ยังเดินหน้าหาเสียงอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอวิสัยทัศน์การบริหารเมืองในมุมของนักพัฒนาระบบที่เชื่อว่า ปัญหาของกรุงเทพฯต้องแก้จากรากฐาน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในฐานะอดีตวิศวกรคอมพิวเตอร์ ผู้เติบโตในย่านตลาดพลู เคยใช้ชีวิตศึกษาและทำงานในต่างประเทศ มองว่า กรุงเทพฯ แม้จะพัฒนาขึ้นจากอดีต แต่ยังเติบโตช้ากว่าเมืองชั้นนำหลายแห่งของโลก เพราะติดข้อจำกัดด้านอำนาจ งบประมาณ และโครงสร้างการบริหารจัดการเมือง

Advertisement

‘เครือมติชน’ ชวนเปิดมุมมองต่ออนาคตกรุงเทพฯ และคำตอบต่อโจทย์เมืองหลวงในอีก 4 ปีข้างหน้า หากได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าฯกทม.ของผู้สมัครเบอร์ 10 ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษที่ดำเนินรายการโดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร

⦁ การเติบโตของโจ ชัยวัฒน์ ในฐานะคนกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร?

ผมเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เกิดและโตที่กรุงเทพฯ อาศัยอยู่ย่านฝั่งธนฯเพราะว่าบ้านอยู่ตลาดพลู แน่นอนว่า 20 ปีแรกอยู่ในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯจนเรียนจบปริญญาตรี ด้านวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย ก่อนไปเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น เป็นระยะเวลา 10 ปี หลังจากเรียนจบได้ทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย อยากเห็นประเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเพื่อคนไทย ก็เลยคิดว่าขอลองมาทำงานการเมือง

⦁ จำภาพได้ไหมว่ากรุงเทพฯที่เราเห็น 20 กว่าปีก่อนเป็นแบบไหน?

จำได้ครับ ตอนนั้น รถติด น้ำท่วม ไม่ต่างไปจากกรุงเทพฯทุกวันนี้เท่าไร สมัยยังไม่มีรถไฟฟ้ารถติดหนักกว่านี้เยอะ ผมว่าตอนนี้พอมีทางเลือกก็ดีขึ้นบ้าง

ตอนรถติดผมก็ต้องนั่งเรือ สมัยนั้นเรือน่าจะมีเยอะมากกว่าปัจจุบัน ผมเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแถวปากคลองตลาด ก็ต้องนั่งเรือไปลงสะพานพุทธ แล้วเดินต่อ แต่มันก็เร็วกว่า เพราะถ้ารถติดเขาจะปล่อยแค่ฝั่งเดียวตรงสามแยก รถก็จะติดอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงไม่ขยับ

⦁ 10 ปีที่หายไป พอกลับมา ยังเหมือนเดิมไหม?

ผมว่ามันก็มีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะเมืองมันก็เจริญขึ้น ตึกรามบ้านช่องอะไรต่างๆ ก็อาจจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าเราเทียบกับเพื่อนบ้านแล้ว เราตามหลัง ในระยะที่ห่างขึ้นไปเรื่อยๆ ถึงแม้เราจะเทียบกับตัวเองในอดีตแล้วมันดีขึ้นก็จริง แต่เราโดนเพื่อนเราทิ้งเราไปไกลขึ้นเรื่อยๆ

⦁ อะไรคือสิ่งที่ทำให้สปีดของกรุงเทพฯ ‘ติดล็อก’ จนไปได้ช้ากว่าเมืองอื่น?

ติดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจ อำนาจเป็นสิ่งหนึ่งที่ฉุดรั้งกรุงเทพฯไว้ ทำให้สปีดในการพัฒนาของกรุงเทพฯเทียบกับเพื่อนแล้วมันช้า อำนาจมันค่อนข้างจำกัด ความสามารถทำอะไรได้จริงยังจำกัดมากๆ เพราะกฎหมายก็ยังจำกัดขอบเขตอำนาจของ กทม. ซึ่งยังไงก็ต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ขอบเขตของสิ่งที่กรุงเทพฯจะทำได้ก็ถูกกำหนดไว้เป็นแบบ Whitelist ว่าทำได้อะไรบ้าง การที่จะทำอะไรนอกเหนือจากตรงนั้นก็ทำได้ลำบาก

⦁ ถ้าปลดล็อกเรื่อง ‘โครงสร้างอำนาจ’ จะทำให้ทุกอย่างคล่องตัว คลี่คลาย?

คิดว่าน่าจะเป็นกระดุมเม็ดแรกที่ควรจะต้องปลดออกได้ก่อน แล้วมันจะทำให้การพัฒนาของ กทม.ของเมืองกรุงเทพฯดีขึ้น

อันดับแรกเลย ควรจะปรับเปลี่ยนมุมมองว่า ห้าม กทม.ทำอะไรบ้าง ในฐานะที่เป็นเมืองเมืองหนึ่งจะไม่ให้ทำอะไรบ้าง อะไรที่รัฐบาลกลางควรจะทำก็ควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลาง แต่สิ่งที่เมืองควรจะดูแล รัฐบาลกลางควรจะทำเช่นไร เพราะตอนนี้มันถูกบีบด้วยการบอกว่ามันทำได้แค่นี้ นอกเหนือจากนี้มันทำได้ยากมาก ต้องไปผลักดันผ่านกระทรวง ทบวง กรมอื่นๆ

⦁ อะไรคืออำนาจที่ผู้ว่าฯกทม.ควรมี แต่ปัจจุบันไม่มี?

เรื่องของเงิน คือการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ของ กทม.ทุกวันนี้ก็ยังเรียกได้ว่าจัดเก็บไม่ได้มากเท่าที่มันควรจะเป็นสำหรับมหานครแบบใหญ่ มันควรจะจัดเก็บรายได้มากกว่านี้ แต่ปัจจุบันนี้สิ่งที่ กทม.จัดเก็บรายได้มาจากแค่ภาษีที่ดิน

เราจะเห็นว่าที่ดินใจกลางเมืองก็เพื่อให้เป็นพื้นที่เกษตรทั้งที่จริงๆ แล้วตามผังเมืองโซนนั้นมันควรจะต้องเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพราะฉะนั้นการจัดเก็บรายได้มันถูกบิดเบือนไปมาก

กรุงเทพฯเป็นจุดมุ่งหมายอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ การปลดล็อกเรื่องรายได้จะช่วยให้กรุงเทพฯมีงบประมาณในการพัฒนาเมืองมากขึ้น

อีกอย่างด้านฝั่งรายจ่าย ตอนนี้มันก็ถูกล็อกด้วยเพดานการใช้งบประมาณ ทำให้รูปแบบการจ้างถูกบิดเบือนไป รวมถึงการมอบสวัสดิการที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องได้รับ มันไม่ได้เป็นไปตามที่ควร

อีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องของหน้าที่ อำนาจที่จะทำงานหนึ่งที่เมืองนี้ควรจะทำ เช่น เรื่องของการดูแลถนน ถนนเส้นหนึ่งอาจจะมีเจ้าภาพหลายคน ปัญหามันมาจากการที่อำนาจต่างๆ มันไม่ได้มีเจ้าภาพ ไม่ได้มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน หลายๆ อย่างดูจะปะปนปนเปกันไป

⦁ ทิศทางของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ควรเป็นอย่างไร?

การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของกรุงเทพฯ

หลายๆ อย่างต้องแก้จากตรงนี้ พรรคประชาชนตั้งแต่เป็นพรรคก้าวไกลก็ผลักดันแก้ไข โดยยื่นเข้าสภาไปแล้ว เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้คนกรุงเทพฯได้เต็มประสิทธิภาพ แต่เราก็ยังไม่เคยเห็นร่างฯของคนอื่นที่บอกว่ามีการผลักดัน อันนี้เป็นสิ่งที่เราก็อยากจะเห็นเหมือนกัน

⦁ มองรูปแบบการจัดระเบียบการบริหารของกรุงเทพฯอย่างไร?

ผมมองว่าควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสรรงบประมาณมากขึ้น เพราะประชาชนคือผู้ที่รู้ปัญหาและความต้องการของพื้นที่ตนเองดีที่สุด จากการลงพื้นที่ในหลายชุมชน เช่น เขตสายไหม พบว่ามีความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน หากประชาชนมีส่วนร่วม ภาษีที่ประชาชนจ่ายก็จะถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้มากขึ้น

⦁ การบริหารเมืองต้องอาศัยทั้งฝ่ายบริหารและเสียงจากประชาชน เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่?

ถ้ามันขึ้นจากฝ่ายบริหารทางเดียว บางทีมันอาจจะไม่ได้ไปตรง เขาอยากได้ถนนที่เรียบ แต่เราไปติดไฟให้เขา ทั้งที่ไฟมันเคยสว่างอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น เราอาจจะเอาไฟโซลาร์เซลล์ไปติดเพิ่ม อันนี้อาจจะเป็นการเรียกว่าใช้งบประมาณ แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน ถ้าหากประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม อาจจะให้การใช้งบประมาณมันตรงตามความต้องการของเขามากขึ้น

⦁ มุมมองโครงสร้างเมืองวันนี้ตอบโจทย์ชีวิตคนกรุงเทพฯแล้วหรือยัง?

คิดว่าสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้มากกว่านี้ โดยจำเป็นต้องแก้ไขในระดับกฎหมาย เพราะ พ.ร.บ.กทม. ระบุไว้ว่าจำเป็นต้องมีสำนักอะไรบ้าง ซึ่งต้องแก้ไขให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ผู้ว่าฯสามารถมีอำนาจในการกำหนดโครงสร้างหรือตัดสินใจได้มากขึ้น

⦁ สิ่งสำคัญที่คิดว่าต้องทำเป็นอันดับต้นๆ?

เรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญมากและต้องทำก่อน เพื่อให้การทำงานเรื่องอื่นมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการปราบปรามคอร์รัปชั่น การใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์โดยที่ไม่มีการรั่วไหล การโกงกินงบประมาณคือสิ่งที่เราได้ยินตลอดในทุกยุคผู้ว่าฯ เรื่องของการทอนเงินจัดจ้าง กทม.ก็ค่อนข้างขึ้นชื่อ ถ้าเราสามารถป้องกันในจุดนี้ได้มันจะเหลือเงินงบประมาณให้เราเอามาดูแลเรื่องอื่น

⦁ เมื่อพ่อค้าแม่ค้าบนทางเท้ากลายเป็นข้อผิดพลาดในทุกสมัย จะมีวิธีการจัดการอย่างไร?

ต้องมีการวางระบบตรงไหนสามารถขายได้ แต่ก็ต้องเคารพสิทธิของคนเดินเท้า ไม่ใช่ว่าพื้นที่ทางเดินบนทางเท้าไม่มี แต่ก็จะไปวางแผงขายอยู่ตรงนั้นก็ลำบาก ก็ไม่ควรทำ

ผมว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า แต่ต้องกำหนดให้ชัดเจนไม่ใช่จะขายได้ทุกจุด การที่จะขายได้ต้องมีกติกา ระบบต้องทำอย่างโปร่งใส ไม่ได้ต้องใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่

เมื่อกำหนดไว้ว่าตรงนี้ให้ขาย แล้วใครอยากจะขายตรงนี้ ก็เข้าไปจองในเว็บ ใช้ระบบประมูลและจัดสรรอย่างเป็นธรรม ไม่มีการจ่ายส่วย จ่ายใต้โต๊ะ ทำให้ระบบมันโปร่งใส ติดตามได้ ผมคิดว่าการให้สิทธิคนในพื้นที่ขายก่อน น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจะเหมาะสมกับการวางระบบ

⦁ กลุ่มคนที่มีรายได้สูง จะมีนโยบายอะไรรองรับไหม?

คนกลุ่มนี้สามารถใช้เงินซื้อสวัสดิการ ซื้อความสะดวกสบายได้ แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหา ที่ทุกคนก็ต้องเจอเหมือนกัน อย่างเรื่องฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม รถติด อันนี้ก็เป็นปัญหาที่ต้องแก้ เพราะมีผลกระทบกับคนทั้งหมด เรื่องของฝุ่น PM2.5 เอาระบบเข้ามาป้องกันก่อนว่าสาเหตุหลักๆ มาจากการเผา พื้นที่ที่เป็นพื้นที่เกษตรก็อาจจะน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังมีการเผาพวกกิ่งไม้ ใบหญ้า

⦁ แล้วเรื่องรถติด ผู้ว่าฯประชาชนจะแก้ได้หรือไม่?

ปัญหาในโลกนี้แทบทุกอย่างมันแก้ได้ ถ้าเราแก้ถูกต้องและตัวผมเองเป็นนักสร้างระบบ นักพัฒนาระบบ ซึ่งระบบเหล่านี้เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา

ปัญหารถติด สาเหตุอาจจะมีตั้งแต่เรื่องของวินัยจราจร เรื่องของถนน เรื่องการอบรมการขับขี่ รวมถึงการทำถนนให้เรียบ ให้ปลอดภัยมากขึ้น เกิดอุบัติเหตุน้อยลง มาตรฐานการก่อสร้างถนนเป็นเรื่องสำคัญ และการเพิ่มขนส่งสาธารณะ ปัญหาในลักษณะนี้พูดถึงเรื่องของเชิงกายภาพ

มันต้องมีการพัฒนาหลายๆ ด้านและต้องพัฒนาชุมชนรอบๆ คลองด้วย เช่น พัฒนาสองฝั่งคลองให้เป็นย่านชุมชน ย่านเศรษฐกิจ ที่มีชีวิตชีวามากขึ้น พัฒนาทางเดินริมคลองให้มากขึ้นกว่าเดิม มันก็จะเป็นทางสัญจร และคลองจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ การเดินทางโดยรถไฟฟ้า อันนี้มันก็จะช่วยแบ่งเบาภาระจากถนนลงมา

ถ้าเราทำอย่างที่พูดได้ผมคิดว่ามันจะดีขึ้น อย่างการทำถนนให้มันปลอดภัย สามารถบังคับมาตรฐานเรื่องการก่อสร้างควบคู่ไปกับการตรวจสอบ อย่างการตรวจสอบเราสามารถที่จะเอาระบบ เอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ได้ คือให้รถขยะที่วิ่งอยู่ทุกวัน คอยช่วยสแกนถนนเพราะเขามีกล้องวงจรปิด และเขามีกล้องวงจรปิดที่ติด GPS ดังนั้น ตัวกล้องวงจรปิดและตัวข้อมูลจาก GPS มันระบุได้เลยว่าถนนในจุดไหนมันเป็นถนนที่อันตราย และเราก็ควรที่จะไปจัดการตรงนั้นก่อนที่มันจะเกิดเหตุ อันนี้อยู่ในนโยบายมีมากกว่า 40 นโยบายที่เขียนไว้

⦁ แล้วปัญหา ‘คนเหงา’ ในกรุงเทพฯ จะปลดล็อกอย่างไร?

การออกไปข้างนอกมันเดินทางลำบากหรือเปล่า แล้วที่ที่จะไปมันมีที่น่าสนใจในเมืองนี้หรือเปล่า พื้นที่ของการสร้างพื้นที่กิจกรรม ผมว่าในกรุงเทพฯมันยังมีน้อย ส่วนใหญ่เสาร์-อาทิตย์ไปที่ไหน ไปห้าง แต่ว่าการไปห้างคนเดียวมันเหงา จึงมีแนวคิดเรื่องการพัฒนาย่านให้กระจายทั่วกรุงเทพฯ แต่ละย่านมันมีเรื่องราว มีจุดขาย มีสตอรี่ของตนเองที่เราจะพัฒนาขึ้นมา เรื่องของการพัฒนาย่านโดยคนในชุมชนของเราเองเป็นจุดขายอันหนึ่งที่เราบอกกว่า กทม.สามารถเข้ามาส่งเสริมตรงนี้ได้ โดยสนับสนุนงบประมาณเพิ่ม จาก 50 ล้าน เพิ่มงบประมาณเป็น 500 ล้าน เพิ่มมา 10 เท่า แล้วก็ให้ย่านแต่ละย่านเขาดึงจุดขายของตัวเองออกมา สร้างสตอรี่ของตัวเองออกมา

⦁ จะทำอย่างไรให้เมืองนี้พร้อมโอบรับทุกคน?

การคืนเวลาให้กับคนผมว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราพูดในนโยบายของเราเหมือนกันว่า การที่เราทำนโยบายให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่แคร์คนมากขึ้น ทำเรื่องต่างๆ ให้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลผู้สูงวัย เพื่อที่จะคืนเวลาให้ลูก เพื่อที่ลูกจะได้ไปทำงาน ไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยเมืองเมืองนี้สามารถซัพพอร์ตได้ พอเรามีเวลามากขึ้นก็หันไปหาคนอื่นได้มากขึ้น ไปดูแลคนอื่นได้มากขึ้น เลยเป็นที่มาของโปรเจ็กต์กรุงเทพง่ายๆ กรุงเทพฯต้องเป็นเมืองที่แคร์คน

⦁ ไม่ง่ายเลยสำหรับปัญหาที่ต้องไปชน มั่นใจว่าโปรเจ็กต์นี้จะชนได้?

อันนี้ก็คือเป็นโจทย์ที่เราคิดมาตลอดว่ากรุงเทพฯมันเป็นเมืองที่คนกรุงเทพฯเผชิญกับความยาก แต่เราเผชิญกับมันตั้งแต่เกิดเราก็เลยชินกับมัน ก็เป็นการกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่าจริงๆ ชีวิตคนกรุงเทพฯมันต้องง่ายกว่านี้ กรุงเทพฯมันต้องง่าย แต่มันจะง่ายได้ ถ้าโจ ชัยวัฒน์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ เบอร์ 10 พร้อมกับทีมงานเข้าไปบริหาร กทม.และก็มี ส.ก.ของพรรคประชาชนอีก 50 คน เข้าไปทำงานในสภา กทม.

⦁ การคัดเลือกคนที่เข้ามาเป็นทีม มีส่วนช่วยสำคัญในการผลักดันอย่างไร?

เราคัดเลือกตามความเหมาะสม ความถนัด และประสบการณ์ของแต่ละท่านในแต่ละด้านเลย มีผสมกันทั้งคนในและคนนอก

คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร เป็นทีมบริหารที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องของการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น, คุณวรภพ วิริยะโรจน์ เรื่องของทางด้านเศรษฐกิจด้านงบประมาณ, คุณหมอไพโรจน์ บุญศิริคำชัย เรื่องของทางด้านสาธารณสุข, คุณวัลลภ ตรีฤกษ์งาม เรื่องของการทำบัตรสวัสดิการช่วยเหลือชุมชน, อาจารย์อมร พิมานมาศ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโยธา, อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด มีความเชี่ยวชาญเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และคุณเพียงพนอ บุญกล่ำ ดูแลการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งเป็นโจทย์ของ กทม.เหมือนกัน เพราะ กทม.ก็มีระบบราชการขนาดใหญ่ มีงบประมาณเป็นแสนล้าน มีพนักงานก็ 7-8 หมื่น และเราก็จะทำงานร่วมกันเป็นทีม

⦁ การเปิดตัว ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม. ถูกวิพากษ์ค่อนข้างมาก?

สิ่งที่พวกเรามุ่งที่จะเป็น คือเป็นพรรคการเมืองแบบมหาชน เป็นพรรคการเมืองของคนไทย สิ่งที่จะทำให้เรามาถึงจุดนั้นได้คือการที่ทำให้คนที่เห็นต่างจากเรา มาเห็นด้วยกับเรา และเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนเรา เพราะฉะนั้นเราคงไม่ใช่พรรคการเมืองที่จะแบ่งแยกแบ่งฝ่าย เราอยากจะให้เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ เห็นร่วมกันถึงเป้าหมายถึงฝันในการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวหน้า มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งการผลักดันประเทศไทยให้ไปถึงจุดนั้น

⦁ ผู้ว่าฯแบบ โจ ชัยวัฒน์ มีเอกลักษณ์อย่างไร?

ผมจะเป็นผู้ว่าฯที่แก้ไขปัญหาเชิงระบบ ใช้มุมมอง ใช้การวางระบบ เข้ามาเพื่อป้องกันปัญหาควบคู่ไปกับการแก้ไขด้วย เพราะว่าการแก้ไขปัญหาของ กทม.มันก็จำเป็นที่จะต้องทำทั้ง 2 อย่างคู่ขนานกันไปในแทบจะทุกเรื่อง คือแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ปัญหาระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็จะเป็นการวางระบบเพื่อมาป้องกันปัญหานั้นไม่ให้มันเกิด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เราพบเจอมาตลอด อย่างเรื่องน้ำท่วม เรื่องการจราจรติดขัด เราก็จะได้ทั้งการแก้ไขปัญหา และการวางระบบที่จะมาป้องกันปัญหาในอนาคต

การชนปัญหามันไม่ใช่ว่าเข้าไปชนดุ่มๆ แต่มันต้องเข้าใจระบบก่อนว่าเราจะทำระบบอย่างไรให้ปัญหานั้นมันไม่เกิด และการจะเข้าใจปัญหาได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร เพื่อเข้าใจปัญหาให้ถูกต้อง ผมเชื่อว่าผู้ว่าฯทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำ เข้าใจปัญหาที่ถูกต้องก่อน แต่ไม่ใช่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว แต่ปัญหานั้นมันเกิดจากอะไรแล้วจะมีการวางระบบแบบไหน เพื่อมาป้องกันให้ปัญหาไม่เกิด อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ

⦁ กรุงเทพฯในอีก 4 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร?

จะเป็นไปอย่างที่เรานำเสนอว่า คนกรุงเทพฯก็จะได้อยู่ในเมืองที่ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เลี้ยงดูเด็กเล็ก เลี้ยงดูผู้สูงวัย เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ง่ายขึ้น เดินทางสะดวกขึ้น และได้เวลากลับคืนมา กรุงเทพฯจะเป็นเมืองที่แคร์คน แคร์คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯมากขึ้น

ทีมข่าวเฉพาะกิจ