ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2569 บรรยากาศยิ่งเข้มข้น ผลสำรวจความคิดเห็นจากโพลหลายสำนักสะท้อนฉากทัศน์เดียวกันว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัคร เบอร์ 9 นำลิ่ว
ทว่า เจ้าตัวรีบเบรก ว่าผลโพลไม่ใช่ผลการเลือกตั้ง ย้ำชัด 28 มิถุนารอประชาชนสั่งให้เป็นผู้ว่าฯ
ลงพื้นที่แต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ชุมชน ตลาด ศูนย์การค้า ไปจนถึงพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอนโยบายด้วยตนเอง
ล่าสุด ยังปล่อยคลิปในท่วงท่าหลับตาพริ้ม ทอดกายบนสนามหญ้า ร่ายบทกวีปลุกใจให้คนกรุงออกมาใช้สิทธิ อย่าคิดว่า เบอร์ 9 ‘นอนมา’ หวั่นพลิกผัน เป็นอันได้นอนยาวของจริง
ก่อนจะถึงวันชี้ชะตามหานครแห่งนี้ ชัชชาติเผยความรู้สึก วิสัยทัศน์และความท้าทายในการพัฒนาเมือง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้กลับมาบริหาร กทม.อีกครั้ง ผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษ ‘เครือมติชน’ ดำเนินรายการ โดย เอกภัทร์ เชิดธรรมธร
⦁56 ปีการเป็นประชากรกรุงเทพฯ กับ 4 ปี ของการเป็นผู้ว่าฯกทม. มองปัญหาเหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ผมว่ามันมีปัญหาที่ละเอียดซับซ้อนมากขึ้นจากสิ่งที่เปลี่ยนไปของโลก เช่น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป บริบทปัญหาเมืองก็จะมีน้ำท่วม รถติดคุณภาพชีวิต และมีปัญหาที่เสริมเข้ามาจากสิ่งที่เปลี่ยนไปของโลก การที่โลกเปลี่ยนเร็วทำให้ปัญหามันซับซ้อนขึ้น พอเห็นปัญหาเยอะขึ้น ก็ทำให้เราต้องปรับนโยบาย จะเห็นว่าเรามีนโยบายเยอะและต้องปรับเปลี่ยนตลอดเพราะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เห็นอยู่หน้างานและข้อมูลที่ได้รับ
⦁หนึ่งเรื่องที่อยาก ‘ปลดล็อก’ มากที่สุด?
เรื่องของอำนาจ กทม.บางทีอำนาจมันไม่พอ คนที่ด่าเรื่องรถติดเรื่องการจราจร คนคิดว่าเรามีอำนาจเรื่องการจราจร แต่เราไม่ได้มี มันเป็นเรื่องของหลายหน่วยงาน เช่น กรมการขนส่งทางบก ดูแลเรื่องขนส่งสาธารณะ ตำรวจดูแลเรื่องการทำผิดกฎจราจร ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนเรื่อง พ.ร.บ. (พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร) ตรงนี้ อาจทำให้เรามีความคล่องตัวและดูแลประชาชนได้มากขึ้น แต่ไม่ใช่อำนาจเรานะ เป็นอำนาจสภาใหญ่
⦁4 ปีที่ผ่านมาทำเส้นเลือดฝอยไปเยอะ 4 ปีข้างหน้าถ้าได้เป็นผู้ว่าฯ จะทำเรื่องใหญ่เชิงโครงสร้างหรือเปล่า?
เราจะปรับโครงสร้างให้เมืองมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดีขึ้นและเหมาะสม เอาเทคโนโลยีขึ้นมา ย้าย กทม.ไปอยู่บนคลาวด์ ทุกอย่างไม่ต้องขอผ่านคน พยายามขอออนไลน์ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการเจอกัน ลดการใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล พยายามเปิดข้อมูลให้ได้มากที่สุด Open Data เอาข้อมูลทั้งหมดให้คนเข้ามาเห็นได้ ปรับโครงสร้างความสำคัญที่จะทำให้โปร่งใสมากขึ้น เอาเทคโนโลยีมาเพิ่มความโปร่งใส โครงการใหญ่อีกเรื่อง คือการศึกษาและสาธารณสุข
⦁นโยบายที่จะทำให้ทุกความหลากหลายอยู่ร่วมกัน?
อันนี้เรื่องสำคัญ อย่างที่บอกว่าเมืองมันเหมือนเครื่องจักรใหญ่ เมืองมันต้องมีเฟืองหลายอัน เฟืองเล็ก เฟืองใหญ่ เครื่องจักร ถ้าเฟืองเล็กมันไม่เดิน เฟืองใหญ่มันก็ไม่เดิน เพราะมันต้องไปด้วยกัน มันต้องเริ่มจากวิชั่น (วิสัยทัศน์)
วิชั่นของเราทั้งครั้งแรกและครั้งที่สอง มันจะมีคำนึงที่อยู่ในนั้น ครั้งแรก คือ ‘เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’ ส่วนครั้งนี้ คือ ‘เมืองที่สร้างโอกาสและความหวังให้กับทุกคน’ คีย์เวิร์ด คือคำว่า ‘ทุกคน’ เมืองนี้มันต้องเป็นเมืองที่ดูแลให้ทุกคนไปด้วยกัน มันต้องพยายามหานโยบายที่ตอบโจทย์เพราะว่าโจทย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น คือเหตุผลว่าทำไมปีนี้เราถึงมี 250 นโยบาย เพราะเราต้องดูแลทุกเซ็กเมนต์
กทม.ไม่ใช่ว่าจะทำรถไฟฟ้าสีเขียวเป็นเมกะโปรเจ็กต์แล้วบอกว่า คือผลงาน ไม่ใช่เลย เพราะว่าคนไม่ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีอีกหลายล้านคน เด็กที่อยู่ในศูนย์เด็กเล็กที่ไม่เคยขึ้นรถไฟฟ้าก็มี ไม่อย่างนั้นกรุงเทพฯจะไม่สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยเมกะโปรเจ็กต์ 2-3 อัน ที่เป็นผลงานชิ้นโบแดง มันต้องขับเคลื่อนด้วยแผนทำงานจำนวนมากที่ตอบรับทุกคน
⦁4 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯดีขึ้นจนคนรู้สึกได้แล้วหรือยัง?
ช่วงที่ผมมาเป็นผู้ว่าฯใหม่ๆ คนกลุ่มหนึ่งที่พูดว่า อาจารย์ชัชชาติไม่เห็นมีผลงานเลย ซึ่งผมรู้สึกว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้บริการเรา คนเดียวกัน 4 ปีผ่านไป เขากลับมาพูดใหม่ว่าฟุตปาธดีขึ้น ต้นไม้สีเขียวขึ้น
ผมว่าต้องทําให้เต็มที่จนกระทั่งคนเห็น มีคนบอกเยอะเลยว่าทําไม 4 ปีแรกไม่มีการประชาสัมพันธ์งานเลย
ผมก็บอกทีมงานว่าการประชาสัมพันธ์คือเรื่องหนึ่ง แต่วิธีบริหารเมืองไม่ใช่ประชาสัมพันธ์ คุณต้องทำให้คนรู้สึกจริงๆ ว่าชีวิตเขาดีขึ้นชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเพราะการประชาสัมพันธ์ แต่ชีวิตดีขึ้น เพราะน้ำท่วมหน้าบ้านดีขึ้น ขยะเก็บดีขึ้น ไฟแสงสว่างดีขึ้น หลุมปะดีขึ้น โรงเรียน กทม.คุณภาพดีขึ้น คุณต้องทําตรงนั้นจนให้เขารู้สึก ถ้ายังไม่รู้สึก แล้วต้องรอให้ประชาสัมพันธ์พูด แสดงว่าเราเฟล ผมว่า 4 ปีที่ผ่านมาหลายคนก็เริ่มเห็นว่าเมืองมีความหวัง ทีม กทม.ทำงานให้เกิดผลได้
⦁ในเมืองที่การแข่งขันสูง และคนเหงามีมากกว่าเสาไฟฟ้า จะแก้ปัญหาอย่างไร?
เมืองคือตลาดแรงงาน คนอยู่ในเมืองเพราะมีงาน งานคือการแข่งขันกัน หน้าที่เมืองคือต้องเตรียมพื้นที่สาธารณะที่มีคุณภาพ ให้เขาสามารถหาความสุขนอกเวลางานได้ มีกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เงิน
เมืองที่มีคุณภาพไม่ใช่เมืองที่มีรถไฟฟ้าเยอะ แต่คือเมืองที่มีพื้นที่สาธารณะ คนสามารถหาความสุนทรีย์ในชีวิตได้ เราคงไม่ได้ห้ามให้คนแข่งขัน แต่ต้องหาพื้นที่ให้เขามีความสุขโดยไม่ต้องใช้เงิน หาทางออกให้ประชาชนสามารถมีความสนใจในชีวิต มีจุดที่ลดความเหนื่อยล้าจากการทํางานในเมืองได้บ้าง
ในเรื่องความเหงา เราก็ต้องมาจัดการกับใจตัวเอง แม้ว่าจะทำสวนใหญ่แค่ไหนก็ตาม คุณอาจจะไปนั่งเหงาในสวนก็ได้ เพราะคุณยังเป็นคนเหงาคนเดิม ถึงแม้จะเปลี่ยนที่ ยังไงคนเหงาก็จะต้องไปนั่งเหงาในสวน ไปเต้นแอโรบิกกันเราก็ยังเหงาได้
คนอาจจะไม่สามารถหาแพชชั่นในงานได้ เพราะงานมันไม่ได้มีพอสำหรับแพชชั่นทุกคน แต่บางทีเราต้องมาหาความสุขหาแพชชั่นนอกงาน เช่น มาเจอเพื่อน ฟังเพลง ไปออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเมืองก็ต้องเตรียมพื้นที่ตรงนี้ให้ให้ประชาชน เตรียมพื้นฐาน
ที่เหมาะสมให้คนมาทำกิจกรรม ไม่ใช่นั่งรถหลับแล้วก็กลับบ้าน ชีวิตมันไม่ได้มีแค่นี้หรอก เมืองมันต้องสนุก
⦁ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯต่ออีก 4 ปี เรื่องคอร์รัปชั่น เปอร์เซ็นต์จะน้อยลงไหม?
ยืนยันว่าที่ผ่านมาดีขึ้น ดูจากเรื่องร้องเรียน เราตั้งคณะทำงานเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นมา เรื่องร้องเรียนปีแรกก็เยอะ เป็น 100 เคส แล้วก็ค่อยๆ ลดลง ตอนนี้น่าจะเหลืออยู่ประมาณ 40 กว่าเคส นี่ก็อาจจะเป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่งได้
เรื่องคอร์รัปชั่นมันต้องเริ่มจากคน เริ่มจากนโยบาย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่พูด เราบอกเลยว่าไม่ยอมรับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น พวกเราทุกคนที่อยู่ กทม.โชคดีมาก เพราะได้เงินเดือน ได้อะไรดีกว่าประชาชนจำนวนมาก ถ้ายังมาทุจริตคอร์รัปชั่น มันเหมือนกับเราทรยศประชาชน
มีคนมาพูดว่า เราไปรับเงินโยกย้าย เรื่องนี้มันไร้สาระ หัวใจของการทำงานให้สำเร็จ มันต้องเอาคนดีคนเก่งเข้ามาเป็นทีมงานเรา ถ้าเราตั้งคนทุจริตมาเป็นทีมงาน สุดท้ายพวกนี้เข้ามา มันก็จะต้องมาหาเงินเพื่อเอามาจ่ายค่าซื้อเสียง เรื่องนี้มันต้องเริ่มจากคน ต้องตั้งคนที่เราไว้ใจ ที่เก่ง ที่ซื่อสัตย์มาเป็นในทีมงานก่อน หัวใจอีกอันหนึ่งคือ การเอาเทคโนโลยีมาใช้ เพราะเทคโนโลยีมันไม่มีการลำเอียง
⦁หากชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมรองผู้ว่าฯและที่ปรึกษา จะเป็นทีมเดิมหรือไม่ พอจะเปิดได้ไหมว่ามีใครบ้าง?
ต้องดูอีกทีหนึ่งเมื่อถึงเวลา ไม่จำเป็นต้องรีบเปิด พอเปิดแล้วคำพูดก็เป็นนายเรา ทีมเดิมช่วยกันครบ แต่ไม่รู้จะอยู่เป็นรองผู้ว่าฯครบหรือเปล่า เชื่อว่ามีความหวังที่จะทำให้เมืองดีขึ้น แล้วก็มีทีมที่ขยายขึ้นไม่ใช่แค่นี้
ใน 4 ปีสิ่งที่เราได้เพิ่มคือความไว้วางใจ คนไว้ใจว่าทำงานจริง เราเอาจริง แล้วเราก็มีทีมงานเก่ง ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในองค์กรเราทุกหน่วย ฉะนั้นทางที่เราจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องเอาคนเก่งหลายคนมาร่วมกัน แล้วหลายคนมาโดยไม่ได้หวังอะไร แค่หวังจะให้กรุงเทพฯดีขึ้น ไม่ได้มีผลตอบแทน
วิศณุ ทรัพย์สมพล, ทวิดา กมลเวชช, ศานนท์ หวังสร้างบุญ, จักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็ยังช่วยอยู่ แต่ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นรองผู้ว่าฯอีก เพราะทุกคนมาด้วยใจจริงๆ เหมือนสมัยแรก ที่ปรึกษาก็ยังเหมือนเดิม แต่มีเปลี่ยนบ้าง เพราะบางคนอาจมีภารกิจอื่น
⦁ทุกคนประเมินว่าชัชชาติมีแต้มต่อสูง มองตัวเองอย่างไร?
ไม่ได้รู้สึกโล่งใจเลย การเลือกตั้งเป็นแค่หนึ่งในกระบวนการใหญ่ หัวใจสำคัญ คือ หลังเลือกตั้งจะทำอะไร แพ้ชนะเป็นเรื่องของประชาชน แต่ก็ขอขอบคุณคนที่ชอบเรา ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ได้ประมาทเลย เพราะเชื่อว่าการเมืองไม่แน่นอน ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะเลือกตั้ง แต่เป็นเรื่องของถ้าชนะแล้วจะทำอย่างไรให้มันดีที่สุด
ตอนที่รู้ว่าชนะเลือกตั้งรอบที่แล้วไม่ได้ดีใจ รู้สึกหนักใจ เพราะมันเป็นงานที่หนักมหาศาลอีก 4 ปี แล้วก็มีผลกระทบกับหลายล้านคน จริงๆ ไม่ชนะก็ไม่เป็นไร เราเองก็ไม่ได้แบกอะไรไว้ ถ้าเราแพ้เราก็เดินกลับบ้านสบาย มีอย่างอื่นทำเยอะแยะ ไม่ต้องแบกศักดิ์ศรีอะไรไว้ เพราะเราก็ทำด้วยตัวเองกับทีมงาน ไม่ได้ลงทุนอะไร ไม่ขาดทุนเพราะไม่ได้ใช้ตังค์ ก็เอาเท่าที่คนเขาช่วยมา
ถ้าเป็นผู้ว่าฯอีกสมัยต้องเป็นผู้ว่าฯที่ตอบโจทย์ ติดดิน เดินคุยปัญหาเหมือนเดิม แล้วก็เอาเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้มากขึ้นจะได้เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองมากขึ้น
⦁สุดท้าย 4 ปีข้างหน้า ถ้าได้เป็นผู้ว่าฯอีกสมัย เราจะเห็นกรุงเทพฯในรูปแบบไหน?
อยากเห็นกรุงเทพฯเป็นเมืองชั้นนำของเอเชียหรือของโลก คำว่า ชั้นนำ ไม่ได้หมายความว่าไฮเทคล้ำลึก แต่เป็นเมืองที่คนอยากมาอยู่ อยากมาใช้ชีวิต อยากมาลงทุน อยากเอาบริษัทมาเปิด ซึ่งมันเป็นหัวใจของการอยู่รอดของเมือง
เมือง คือ ตลาดแรงงาน ถ้าเราสามารถดึงงานดีๆ มาได้ พ่อค้า แม่ค้า ไรเดอร์ต่างๆ ก็จะดีขึ้นไปด้วย เมืองจะอยู่ได้ต้องเป็นตลาดแรงงานที่ดี และเราก็ต้องสามารถดึงดูดคนมาอยู่ในเมืองนี้ให้ได้ ดึงคนเก่งมา เก็บคนเก่งไว้ ดึงบริษัทมาลงทุน
กรุงเทพฯเป็นเมืองที่คนมาแล้วมีความสุข เพราะโอบกอดทุกคนไว้ เรายอมรับความแตกต่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพศสภาพ อายุ ความพิการ และศาสนา เพราะเราไม่มีข้อขัดแย้ง และสุดท้ายจะทำอย่างไรให้ประสิทธิภาพของเมืองเพิ่มขึ้น เพิ่มคุณภาพชีวิต เพิ่มพื้นที่สีเขียว มีลานกิจกรรม ลดเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ความโปร่งใส เพิ่มการทำงานให้มันคล่องมากขึ้น แค่นี้คนก็พร้อมจะมาอยู่เมืองไทย อยากจะย้ายบริษัทมาสร้างงานที่ดี ซึ่งนี่คือสิ่งที่จะได้เห็นในอีก 4 ปีข้างหน้าถ้าได้เป็นผู้ว่าฯต่ออีกสมัย
⦁ถ้าชนะเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าเป็นสะพานไปสู่การเมืองใหญ่?
ผมอยู่กับปัจจุบัน ทุกครั้งที่ทำ ก็คิดว่าทำตรงนี้ให้ดีที่สุด อนาคตก็อายุ 64 แล้ว ไม่ได้คิดอะไร ถ้าได้เป็นก็จะทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ส่วนอนาคตยังอีกไกล พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นยังไม่รู้เลย ฉะนั้นหน้าที่หลักไม่ใช่กังวลเรื่องอนาคต แต่กังวลเรื่องปัจจุบันว่าต้องทำในสิ่งที่ประชาชนสั่งมาให้ดีที่สุด ส่วนเรื่องไปต่อไม่ไปต่อในการเมืองใหญ่เรายังไม่คิดเพราะว่ามันคนละระดับกัน กำลังของเราคือทำตรงนี้ให้ดีที่สุดมากกว่า
ทุกครั้งที่ไปหาเสียงก็คิดในใจว่า จะทำอย่างไรให้ดีที่สุด ทำให้คนที่สนับสนุนเราหรือคนที่ไม่สนับสนุนก็ตาม มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะเป็นสะพานไปไหน เรามาถึงตรงนี้ เราไม่ต้องพิสูจน์อะไรแล้ว
ทีมข่าวเฉพาะกิจ

