เมื่อแพชชั่นปะทะวิชั่น
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
วางอนาคตกรุงเทพฯ ‘ประชาชนต้องกล้าเปลี่ยน’
“ดิฉันเป็นพลเมืองกรุงเทพฯ เขตดุสิต หลังจากนี้ก็คงตายที่เขตดุสิต ดังนั้น คิดว่าเราควรอยู่ในเมืองที่มันศิวิไลซ์ โดยที่ไม่ติดค้างว่าเราเกิดมาเป็นนักเปลี่ยนแปลง แต่เราจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้เลยหรือ”
คือคำในใจของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
ที่บ่งชี้ถึงเหตุและผลที่ตัดสินใจลงสมัครอาสาขอนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นับแต่จับลูกบอลได้เบอร์ 14 ป้ายหาเสียงธีมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดสุดปัง พร้อมยุทธศาสตร์ Human Innovation มนุษย์ผู้มาทันกาลเวลาก็ผุดทั่วเมือง
เดินหน้าลงพื้นที่หาเสียง เน้นย้ำการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ป้องกัน สกัด แก้ไขหลากปัญหาเล็ก-ใหญ่
ย้ำชัด ‘สมองกล’ ต้องคู่ ‘สมองคน’
ประกาศลั่น ความนิยมตามติดแชมป์เก่าระดับ ‘หายใจรดต้นคอ’ ขอให้ประชาชนคนกรุง ‘กล้าเปลี่ยน’ กาเบอร์ใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้
ล่าสุด ให้สัมภาษณ์ ‘เครือมติชน’ ก่อนวันชี้ชะตาเพียงไม่กี่อึดใจ พร้อมตอบหลากหลายคำถามด้วย ‘แพชชั่น’ ที่ปะทะสังสรรค์กับ ‘วิชั่น’ ล้ำๆ เน้นย้ำความเป็นตัวตนอย่างไม่มีปิดบังซ่อนเร้น
⦁คิดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ความนิยมตีตื้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง?
น่าจะเป็นเพราะความขยัน ในขณะเดียวกัน จริงๆ แล้วความนิยมมันมาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมคือวันสมัคร เมื่อได้เบอร์ 14 หลังจากนั้น 2-3 วันก็มีฐานแฟนคลับที่เขาช่วยนำเสนอ มันเป็นกระแสตั้งแต่สัปดาห์แรก แค่สื่อมวลชนไม่ได้เห็นกระแสในโซเชียลมีเดียที่มันกำลังเกิดไวรัล นักวิชาการอาจไปทำการเมืองในรูปแบบเดิมๆ สื่อมวลชนกระแสหลักก็เดินตามกรอบ
กลุ่มที่ชอบเรา คงชอบความเรียล ความชัดเจน ตรงไปตรงมา ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ ความกล้าฟาด กล้าฟัน ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ที่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่จะต้องเปลี่ยนคือนโยบาย ยุทธศาสตร์ เปลี่ยนคนในการที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ประชาชนต้องกล้าเปลี่ยน และเราก็จะทำให้ประชาชนเปลี่ยน
ส่วนคนที่เขาไม่นิยม อันที่หนึ่งก็อาจจะเป็นเจเนอเรชั่นที่เขาไม่ได้รู้จักเรา เราก็พยายามทำยุทธศาสตร์ Human Innovation และเอไอ เจนเนอเรท ที่เป็นแนวไซ-ไฟ และมีความเป็นมนุษย์ที่เป็นอเวนเจอร์ อย่างวันเดอร์วูเมน ที่จะเข้าไปถึงใจของทุกคน รวมถึง
เจนอัลฟ่าด้วยที่เขาจะไปบอกคุณพ่อคุณแม่
⦁จุดแข็งด้านนโยบายที่คิดว่าประชาชนชอบ?
เอไอ และ Human Innovation ซึ่งมันเป็นธีมของเราอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้เอไอ เจนเนอเรทกับซีซีทีวี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและ Prompt คำสั่ง เพื่อที่จะให้เกิดการซิงค์กันในทุกระบบกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ไม่ต้องรอว่าอำนาจนั้นเป็นของใคร อำนาจนี้ไม่ใช่ของตัว อำนาจนั้นเป็นของตำรวจ และอำนาจนี้เป็นของใคร แล้วรถไฟรถเมล์ก็ชนกัน
เจ้าภาพคือผู้ว่าฯและกรุงเทพมหานคร นั่นแหละจะเป็นผู้ Prompt คำสั่ง ถ้าเป็นเจน Z เขาถูกใจเอไอทราฟฟิก และ AI Flood Radar Expand ซึ่งจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและจราจรติดขัด เพื่อลดเวลาให้เขาได้มีชีวิตที่มีคุณภาพ และมองเห็นว่าเรามีแผนปฏิบัติการ หรือฮาวทู มารองรับทุกครั้งที่ตอบคำถาม
เด็กรุ่นใหม่ฉลาด รู้จักเอไอ รู้ว่าสมองกลกับสมองคนต้องคู่กันในโลกยุคปัจจุบัน
ผู้ว่าฯ หรือผู้นำ ควรมีทั้งสมองกลและสมองคนเป็นเครื่องมือในการทำงาน เพื่อความรวดเร็วของการแก้ไขปัญหา
คนวัยทำงานที่ต้องแบกครอบครัวตัวเอง แบกครอบครัวใหม่ที่ตัวเองสร้างขึ้น แบกรถแบกบ้าน แบกหนี้ คนกลุ่มนี้ชอบนโยบาย สตรีทฟู้ด พาราไดซ์ ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้รองรับวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้น
⦁สำหรับคนเจน X ขึ้นไปจนถึงผู้สูงสัย มีโปรเจ็กต์ไหนตอบโจทย์?
เรามีนโยบายที่ตอบโจทย์สำหรับคนเจน X และ Y คือโครงการจับคู่กู้เงิน ซึ่งเคยทำมาแล้วที่กระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จ โดยการเอาธนาคารกับเอสเอ็มอีกรุงเทพฯมาจอยกันทำให้เกิดโครงการนี้ เป็นการดึงสายป่านให้มันยาวขึ้น โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นคนค้ำประกัน นี่เป็นโปรเจ็กต์ที่จับต้องได้
นอกจากนี้ เราจะยกระดับสถานพยาบาล และศูนย์สาธารณสุขประจำเขตต่างๆ ซึ่งนโยบายนี้ถูกใจจริตของคนสูงวัย เพราะลดเวลา ลดขั้นตอนในการไปโรงพยาบาลใหญ่ๆ อย่างที่ 2 เราต้องทำให้มันสมาร์ท
ขึ้น เหมือนเฮลธ์ สมาร์ท ซิตี้ ของเมืองนี้เพื่อที่จะดูแลสุขภาพ พ่อแก่แม่เฒ่าตามชุมชนต่างๆ นโยบายนี้ชาวหนองจอก มีนบุรี คลองสามวา ลาดกระบังชอบมาก
⦁นโยบายด้านการพัฒนา ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ มีอะไรเป็นไฮไลต์บ้าง?
เราก็มีแผนเมกะโปรเจ็กต์ที่ปล่อยออกไปว่าจะทำรถไฟฟ้าโดยวางแผนไว้ 4 เส้น ทำให้เสร็จภายใน 4 ปี ถึงแม้ไม่เสร็จแต่อย่างน้อยก็วางโรดแมปเอาไว้ และเราจะเพิ่มรถเมล์ให้กับพื้นที่ลูกเมียน้อยด้านนอก ทุกยุค ทุกสมัย ความเจริญเกิดขึ้นเฉพาะเขตด้านใน ส่วนเขตรอบนอกไม่มีความเท่าเทียมกัน สิ่งที่
ผู้ว่าฯแต่ละคนที่เข้ามาเขาไม่ได้ทำ คือเพิ่มรถเมล์ด้วยศักยภาพของ กทม.เอง ไปเสริมให้กับพื้นที่เขตต่างๆ ไม่ใช่แค่รอ ขสมก.คิดและทำเท่านั้น
นอกจากนั้น เรายังมีเรื่องของการขยายเมือง โดยการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งปัจจุบัน กทม.ใช้งบประมาณไปมากกับการซื้อลู่วิ่ง ดังนั้น แทนที่จะเสียงบประมาณไปกับสิ่งเหล่านี้ เราจะใช้งบประมาณอย่างจำกัดจำเขี่ย ในการให้ทั้ง 50 เขต ใช้พื้นที่รกร้างว่างเปล่าทำสวนสาธารณะเพิ่ม สำหรับรองรับกิจกรรมของเด็ก เยาวชน คนทุกเพศ ทุกวัย
ส่วนสวนสาธารณะที่ กทม.ดูแลอยู่แล้วเราจะแบ่งโซนนิ่งเพื่อให้เป็น Pet เฟรนด์ลี่ ให้ทุกคนใช้ชีวิตไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แยกไฮโซ รากหญ้า
นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย 14 ยุทธศาสตร์ เพื่อทำให้กรุงเทพฯกลายเป็นพื้นที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง ให้คนกว่า 10 ล้านอยู่ร่วมกันได้โดยปลอดภัย ไร้อาชญากรรม รายได้จะมาจากการท่องเที่ยว เพราะกรุงเทพฯเป็นเหมือนแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของประเทศ
เราจะเชื่อมเมืองเศรษฐกิจ เช่น กรุงเทพฯ เชื่อมปักกิ่ง เชื่อมปารีส เชื่อมโตเกียว เชื่อมเซี่ยงไฮ้ เชื่อมโดฮา เชื่อมลอนดอน เชื่อมนิวยอร์ก เพื่อให้เกิดการลงทุนที่ไม่ใช่สีเทา และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนมาใช้เงินโดยที่เราไม่ต้องพึ่งพาการใช้เงินแผ่นดินมากจนเกินจำเป็น
นอกจากนี้ เรามีโครงการทำฮับแอพพลิเคชั่น เพื่อเป็นแหล่งหารายได้ให้คนรุ่นใหม่ที่ใช้อี-คอมเมอร์ซ ซึ่งก็คล้ายๆ ติ๊กต็อก โดยเราจะนำแบรนดิ้งทั้งหมดแสนกว่าแบรนด์มาอยู่ในนี้ เพื่อทดแทนแอพพลิเคชั่น
ของต่างประเทศ ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียม 25-30% เราอาจตั้งชื่อเพื่อประกวดกัน เช่น กระโต๊ก
กระต๊าก ดอทคอม เราจะตั้งขึ้นมาโดยกรุงเทพฯเป็นเจ้าภาพ ค่าธรรมเนียมเหล่านั้นจะเป็นรายได้ของกรุงเทพมหานคร มันจะเป็นมรดกที่ผู้ว่าฯคนหนึ่งมอบให้กรุงเทพฯในระยะเวลา 4 ปี นี่คือสิ่งที่เป็นทั้งแพชชั่นและวิชั่นที่เราจะวางอนาคตไว้ให้กับ กทม.
⦁จากเหตุการณ์สลดที่เกิดขึ้นหมาดๆ อย่างกันสาดอาคารเก่าย่านสัมพันธวงศ์ที่ทรุดตัวลงจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย หากได้เป็นผู้ว่าฯจะมีมาตรการป้องกันและแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร?
เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะสำนักโยธาฯและทุกเขตมีฝ่ายโยธา มีวิศวกรโยธา เมื่อผู้ว่าฯใส่ใจสักนิดหนึ่ง คุณต้องรู้ว่าเรื่องนี้ต้องออกคำสั่งพร้อมกันทั้ง 50 เขตในการตรวจสอบเรื่องโครงสร้างอาคาร ซึ่งแม้ว่าขับรถผ่านเราก็มองเห็นแล้วว่ามันสมควรไหมว่าจะต้องตรวจโดยไม่ต้องรอให้เจ้าบ้านหรือใครก็ตาม แต่เขาลุกขึ้นมาทำเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ กทม.และเขตมีผู้เชี่ยวชาญที่กินเงินเดือนและทำงานตรงนั้น ดังนั้น คำสั่งผู้ว่าฯจึงสำคัญมากในการตรวจตราในทุกระยะ 6 เดือน ทุกระยะ 1 ปี
อาคารพวกนี้ปกติต้องมีการตรวจสอบโครงสร้างทุก 5 ปี แต่ในพื้นที่เมืองเก่า คำสั่งผู้ว่าฯกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเจ้าของเมืองสำคัญมาก เราต้องสั่งการให้ตรวจทุกระยะ และมีใบ Certificate ว่าคุณต้องรีโนเวตในระยะใด แบบไหน ทั้งหมดนี้จะเป็นฐานข้อมูลของกรุงเทพมหานคร แต่คำถามคือ เรื่องที่น่าเสียใจแบบนี้มันกลับเกิดขึ้น คล้ายๆ กรณีตึก สตง.
⦁จะทำอย่างไรกับปัญหา ‘มณฑลไท่กั๋ว’ ในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่งรับแต่เงินหยวน?
ผู้ว่าฯกทม.และผู้ว่าทุกจังหวัดมีอำนาจเดียวกัน คือ อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด จริงๆ กทม.สามารถเป็นเจ้าภาพได้ ไม่ใช่ปล่อยเป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ หรือเรื่องของนายกรัฐมนตรี
หมดเวลาแล้วกับการใช้ข้ออ้างว่าอำนาจฉันไม่มี อำนาจนั้นคือการบริหารจัดการ คนที่จะต้องเห็นปัญหาคือผู้ว่าฯ ไม่ใช่รอให้ตาสียายสาไปร้องเรียน
⦁ถ้ากรุงเทพฯเจอ ‘เรนบอมบ์’ แบบหาดใหญ่ ในฐานะผู้ว่าฯจะแก้ไขอย่างไร?
มันจะไม่เกิดขึ้นหนักขนาดนั้น และปัญหาจะทุเลาเบาบาง สามารถจัดการได้อย่างทันท่วงที เพราะเรามี AI Flood Radar Expand ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ใช้งบไม่สูงมาก หลัก 100-300 ล้าน สามารถประมวลผลตั้งแต่ก้อนเมฆ แล้วจะรู้เลยว่าเขตบางเขน จตุจักร ห้วยขวาง ก่อนนี้มันจะลงมาอยู่บนหัวใคร และอีกก้อนหนึ่งจะลงบนหัวใคร พอรู้ล่วงหน้าประมาณ 7-8 ชั่วโมง เราจะวางแผนอพยพได้ทัน ดังนั้น ลักษณะแบบหาดใหญ่ก็ดี แบบน้ำท่วมปี’54 ก็ดี มันจะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด เพราะเรามีเครื่องมือที่สมัยก่อนไม่มี
⦁มองอย่างไรกับการที่มีผู้วิเคราะห์ว่า ผู้ว่าฯกทม.ต้องมีสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เพื่อให้ทำงานได้ราบรื่น?
การมี ส.ก.จะช่วยอะไรได้ ถ้าไปฮั้วงบประมาณลงพื้นที่ เราทำตามอเจนด้าของภารกิจเพื่อประชาชนตามยุทธศาสตร์ 14 ด้าน แต่จะได้รับความร่วมมือจากคนทุกฝ่าย ส.ก. กลุ่มนั้น พรรคนี้เราก็คุยได้ เพราะทุกคนพุ่งเป้าไปที่พันธกิจเดียวกัน คือประโยชน์สาธารณะ
ส.ก. กลุ่มที่ไม่ใช่ของเราเขาจะมาต่อต้านได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นประโยชน์ของประชากรเขตเขาเอง ดร.มัลลิกาจะมีสภาภาคประชาชน สภาภาคเยาวชน ทำงานคู่ขนานกันไป ไม่ใช่เพียงแค่สภา กทม.
นอกจากนี้ เรามียุทธศาสตร์ฟื้น ส.ข. (สมาชิกสภาเขต) ซึ่งถูกยกเลิกไปตั้งแต่สมัย พล.อ.ประยุทธ์กลับคืนมา
⦁คนแซวว่า ถ้าใช้แต่เอไอ จะมีผู้ว่าฯทำไม?
ชาวเน็ตบางคนฉลาด ชาวเน็ตบางคนก็ไม่ได้ฉลาด เหมือนนักการเมือง มีทั้งคนฉลาดและคนโง่ ประชาชนก็เช่นกัน
เอไอเป็นเครื่องมือ เขาไม่ได้เลือกเอไอมาเป็น
ผู้ว่าฯ เวลาเราจะโชว์ต้องรู้ด้วยว่า เวลาแสงไฟมันสว่างโร่ เขาจะเห็นความโง่ของเราไหม
กฎหมายให้เลือกผู้นำกรุงเทพมหานคร เขาให้เลือกผู้ว่าฯ แล้วเดี๋ยวผู้ว่าฯไปจัดทีม ไปบริหารจัดการ
เอไอเป็นแขนเป็นขา ถ้าไม่ใช้สิจะเสียโอกาส เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าวิธีการเปลี่ยนที่ดีที่สุดคือเปลี่ยนคน
ไม่ใช่รอเปลี่ยนกฎหมาย ไม่ใช่รอเปลี่ยนนวัตกรรมที่ต้องซื้อใหม่
วิธีการเปลี่ยนที่เร็วและง่ายที่สุด คือเปลี่ยนคน 28 มิถุนายนนี้ อีกไม่กี่วัน ได้เปลี่ยนแล้ว

