รอยประทับในใจไทยที่โลซานน์

9.06.17 | 17:26 น.
อาคารโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์ในปัจจุบัน

เชื่อว่าถ้าชาวไทยมาโลซานน์ แล้วไม่ได้ไปตามรอยพระยุคลบาท ย่อมถือว่ามาไม่ถึง เพราะนี่คือเมืองที่สมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประทับอยู่เป็นเวลา 18 ปี ก่อนนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวร

ซึ่งระหว่างที่ได้ไปเยือนโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์ ที่รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ทรงเคยศึกษาอยู่ระหว่าง พ.ศ.2478-2488 ก็ได้เห็นภาพถ่ายของชาวคณะจากเมืองไทยที่เคยมาก่อนเรา หรือระหว่างที่คุณลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส มัคคุเทศก์กิตติมศักดิ์กำลังแนะนำพื้นที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของ “วิลล่าวัฒนา” ให้เราได้ทราบความเป็นมาก็เห็นมีคนไทยคนหนึ่งเดินถือแผนที่เลาะนับรั้วตามบ้านเลขที่มาตามหาพระตำหนักที่เคยประทับ ไม่เว้นแม้แต่ “ศาลาไทย” อร่ามเรืองรองริมทะเลสาบเลอมังค์ อันเป็นอนุสรณ์สถานที่ทางการเมืองโลซานน์สร้างขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และครบรอบ 75 ปี แห่งความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและสวิตเซอร์แลนด์ ก็เห็นครอบครัวชาวไทย พ่อแม่และลูกชายลูกสาวนั่งหลบฝนอยู่ พอสอบถามว่ามาเที่ยวหรืออย่างไร ก็ได้คำตอบที่แสนซาบซึ้งของผู้เป็นพ่อว่า “คิดถึงพระองค์ท่าน” ก่อนจะหันไปมองพระบรมสาทิศลักษณ์หลายภาพพร้อมด้วยพวงมาลาที่ตั้งอยู่บนแท่นกลางศาลาไทย

เรียกได้ว่า พระองค์ท่านเคยประทับอยู่ที่ไหน ก็จะมีคนไทยตามรอยพระองค์ท่านไปเยือนที่นั่นเสมอไป

และเราในฐานะคนไทยใต้เบื้องพระยุคลบาท แม้จะมีภารกิจหลักอยู่ที่เมืองมองเทรอซ์ แต่ทาง Swiss Education Group เจ้าภาพของทริปนี้ก็ทราบดีว่าทุกคนต่างอยากมีโอกาสสักครั้งในชีวิตที่จะได้เห็นสถานที่เคยประทับไม่ต่างคนอื่นๆ จึงจัดวันว่างให้ได้มีโอกาสมาเยือนโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์

Advertisement

เท่านั้น ยังได้นัดคุณลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส ผู้เขียนหนังสือเรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.9 และเจ้านายไทยในโลซานน์ ซึ่งเป็นบุตรชายของ เกลย์อง เซ. เซไรดารีส พระอาจารย์ส่วนพระองค์ของยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ขณะศึกษาอยู่ที่โลซานน์ มาให้การต้อนรับ และเล่าถึงความเป็นมาของโรงเรียน พระประวัติศึกษาอยู่ที่นี่ รวมถึงพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ซึ่งล้วนเริ่มต้นขึ้นที่โรงเรียนแห่งนี้
นอกจากนี้คุณลีซองดร์ยังใจดีพาเราไปชมห้องชุดที่สมเด็จย่าฯ ทรงเคยเช่าไว้ พาไปเยือน “วิลล่าวัฒนา” รวมถึงศาลาไทยดังที่กล่าวไปแล้วด้วย

เช้าวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม อากาศอุ่นสบายขึ้น แต่ก็มีฝนลงเม็ดเล็กน้อย เราเดินทางโดยรถไฟความเร็วสูงจากมงเทรอซ์มาโลซานน์ในเวลาไม่เกิน 45 นาที จากนั้นก็ต่อรถไฟใต้ดิน รถเมล์ และเดินเท้าขึ้นเนินมาไม่นานก็ถึงตัวโรงเรียน เนื่องจากหลงทางนิดหน่อย ทำให้เรามาถึงช้ากว่าเวลานัดเล็กน้อย รถยนต์ของผู้ปกครองที่มาส่งลูกๆ เพิ่งเลี้ยวออกไปเป็นคันสุดท้าย พบว่าคณาจารย์และคุณลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส รอต้อนรับอยู่แล้ว

คุณลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส และคณะครูโรงเรียนเอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์บรรยายความเป็นมาของโรงเรียน

หลังแนะนำตัวและทักทายกันแล้ว เราย้ายขึ้นไปยังห้องประชุม ซึ่งคุณครูได้เล่าประวัติคร่าวๆ ของโรงเรียนให้ทราบว่า ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2449 เป็นโรงเรียนเอกชนเก่าแก่ของเมือง หลักๆ นักเรียนจึงเป็นชาวสวิส แต่ก็เปิดรับนักเรียนจากทั่วโลกด้วย ที่นี่ทำการเรียนการสอนเป็นภาษาฝรั่งเศสทั้งหมด ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งประถมและมัธยม 630 คน โดยมี 50 คน เป็นนักเรียนประจำ

คุณครูเล่าว่า คนทั่วไปมักเข้าใจความหมายจากชื่อของโรงเรียนผิดว่าเป็น “โรงเรียนใหม่” เพราะในภาษาฝรั่งเศส Nouvelle แปลว่าใหม่ แต่ในความเป็นจริงที่นี่เอามาใช้ในความหมายของ “การศึกษาแบบใหม่” ซึ่งคงมาตรฐานนี้มาโดยตลอด อย่างหลักสูตรนานาชาติ หรือ IB – International Baccalaureate โรเงรียนเอกอล นูเวล ก็เริ่มใช้เป็นแห่งแรกๆ มาตั้งแต่ พ.ศ.2514 จึงไม่แปลกที่จะมีนักเรียนมาจากทั่วโลก

เมื่อถูกถามเรื่องของกำแพงภาษา นักวิชาการของโรงเรียนอธิบายว่า เด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนที่นี่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ เพราะครูจะคอยเอาใจใส่ เพื่อนจะคอยช่วย และที่สำคัญสถานการณ์จะบีบบังคับให้สามารถเรียนรู้ภาษาไปได้โดยอัติโนมัติ เพราะวิชาเรียนส่วนใหญ่สอนด้วยภาษาฝรั่งเศส ออกนอกห้องเรียนเจอเพื่อนก็ต้องพูดภาษาฝรั่งเศส เข้าเมืองไปซื้อของก็ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศส เพราะโลซานน์เป็นเมืองในเขตที่พูดภาษาฝรั่งเศสของประเทศสวิตเซอร์แลนด์

บรรยากาศการเรียนการสอนในปัจจุบัน

ถึงตอนนี้คุณลีซองดร์ได้ช่วยเสริมว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงรับสั่งเป็นภาษาฝรั่งเศสด้วยเสมอเมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และยังเก็บพระราชหัตถเลขาที่ลิขิตเป็นภาษาฝรั่งเศสไว้หลายฉบับ แต่หลายเรื่องเป็นการส่วนตัวมาก จึงไม่ได้รวบรวมไว้ในหนังสือ

คุณลีซองดร์เล่าว่าสมัยยังเด็ก ครอบครัวมหิดลเรียกตนว่า “เล็ก” เพราะอายุน้อยที่สุด ซึ่งเมื่อโตมาแล้วจึงตระหนักว่าคำเรียกนี้มีความหมายสูงส่งอย่างยิ่งในฐานะเป็นคนหนึ่งในครอบครัว ซึ่งอาจจะด้วยว่า บิดาของตนเป็นพระอาจารย์ที่ถวายงานใกล้ชิดอยู่โดยตลอด

คุณลีซองดร์เล่าต่ออีกว่า ที่ตัดสินใจเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาก็เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับส่งด้วยว่าให้เขียน เมื่อพ่อตายไปแล้ว ไม่มีคนเขียน ก็มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ เห็น และจดจำได้ จึงเขียนความทรงนี้ออกมา โดยตั้งใจว่าจะทำขึ้นให้ตรงกับวาระ 84 ปีการครองราชย์

หลังออกจากห้องประชุม เราก็ได้เยี่ยมชมอาคารต่างๆ ของโรงเรียน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะยืนยงมายาวนานถึง 111 ปี โดยสภาพภายนอกยังคงเหมือนเดิม เปลี่ยนแปลงแต่ภายในให้ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบให้ความอบอุ่น แสงไฟ ห้องน้ำ อุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน และระหว่างกลางอาคารเก่าแก่สองหลังที่เป็นอาคารเรียนและหอพักนักเรียนนั้น มีอาคารใหม่อยู่หลังหนึ่ง ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 9 และโรงเรียนก็ได้รับเกียรติอย่างสูงสุดโดยการเสด็จพระราชดำเนินมาเปิดอาคารหลังนี้ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เป็นเครื่องยืนยันความผูกพันของพระองค์ที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้

อาคารใหม่ที่สร้างขึ้นจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 9
ป้ายทองเหลืองลงพระปรมาภิไธยที่หน้าตึก

โดยข้างประตูทางเข้ามีป้ายทองเหลืองสลักพระปรมาภิไธยในรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความภาษาฝรั่งเศสแปลได้ว่า “อาคารหลังนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 พระเชาฐาของพระองค์ ผู้ทรงเคยศึกษา ณ สถาบันแห่งนี้ ระหว่าง ค.ศ.1935-1945”

สำหรับการเรียนในเอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์นั้น สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ทรงบันทึกถึงช่วงเวลาที่ทั้งสองพระองค์ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนี้ไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ ว่า

“…พระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าชั้น 2 และพระอนุชาชั้นอนุบาล เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเลือกสาย ทั้ง 2 พระองค์ทรงเลือกเรียนสายศิลป์ภาษาละตินและอังกฤษ… วิชาพิเศษของโรงเรียนในสมัยนั้นมีวิชาการทำสวสนและวิชาช่างไม้ โรงเรียนนี้ส่วนมากจะมีนักเรียนชาวสวิสฝรั่งเศส แต่ก็รับนักเรียนต่างชาติจำนวนหนึ่ง นักเรียนไป-มา รับทั้งชายและหญิง ส่วนนักเรียนประจำรับแต่ชาย ใน 1-2 ปีสุดท้ายของแต่ละพระองค์ แม่ได้ส่งเข้าไปเป็นนักเรียนประจำ เพื่อจะได้ช่วยตัวเองเป็น…”

จากบันทึกนี้ทำให้เห็นว่าพระปรีชาสามารถด้านการช่างนั้นได้ติดพระองค์มาจนสามารถประกอบเรือ สร้างกังหัน หรือกำหนดนโยบายในโครงการพระราชดำริต่างๆ ได้อย่างมากมาย
ซึ่งคุณลีซองดร์บอกว่าความสามารถพิเศษด้านต่างๆ อาทิ ถ่ายภาพ ดนตรี การเกษตร วิทยาศาสตร์ วาดภาพ ล้วนเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งยังศึกษาอยู่ที่เอกอล นูเวล เดอ ลา สวิส โรมองต์แห่งนี้

ภาพโรงเรียนเมื่อแรกก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2449

สิ่งที่เห็นจากการได้เข้าเยี่ยมห้องเรียนต่างๆ ก็คือบรรยากาศการเรียนการสอนที่แตกต่างจากเมืองไทยอย่างมาก ที่ครูไม่ได้เป็นพหูสูตรู้ไปทุกเรื่อง แต่ที่นี่ ครูจะมีหน้าที่กระตุ้นให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น นักเรียนเองก็จะแย่งกันตอบคำถาม

สังเกตเห็นว่าในห้องเรียนหนึ่งมีนักเรียนต่างชาติที่น่าจะเพิ่งมาใหม่คนหนึ่ง เธอนั่งแยกจากเพื่อนและพยายามอ่านหนังสือตามบทเรียนที่ครูกำลังตั้งคำถามให้เพื่อนอยู่ แม้จะไม่ได้ตอบอะไร แต่จากสายตาเห็นได้ว่ากำลังพยายามตามเพื่อนให้ทันอยู่ ซึ่งตรงกับที่ครูนักวิชาการของโรงเรียนบรรยายไว้ก่อนหน้านี้ว่า เหมือนโยนเด็กลงไปในสถานการณ์ แล้วทุกอย่างจะบีบให้เขาค่อยๆ หาทางปรับตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เหลียวแล หากแต่ดูแลอยู่ห่างๆ

ฟังดูโหดไปหน่อย แต่วัย บรรยากาศการเรียนการสอน กิจกรรมนอกห้องเรียน สังคม คงช่วยกล่อมเกลาให้เด็กค่อยๆ กลืนกลายเป็นส่วนหนึ่งได้ในเวลาไม่นานจริงดังว่า เพราะจากสถิติของโรงเรียนก็ยังไม่เคยมีกรณีเด็กที่ปรับตัวไม่ได้เลย

หลังรับประทานอาหารกลางวันในโรงอาหารเวลาเดียวกันกับเด็กๆ แล้ว ตามกำหนดการเราน่าจะแยกย้ายกัน แต่อยู่ดีๆ คุณลีซองดร์ก็บอกว่าช่วงบ่ายมีเวลาว่าง ใครอยากไปเยือนวิลล่าวัฒนาและแฟลตเลขที่ 19 ถนนอาวองโพสต์

เป็นความโชคดีของเราอย่างยิ่งที่ได้ไกด์กิตติมศักดิ์พาตามรอยพระยุคลบาทด้วยตัวเอง เพราะในโลกนี้มีเพียงคุณลีซองดร์เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่และรู้เรื่องของราชสกุลมหิดลขณะประทับอยู่ที่โลซานน์อย่างละเอียดที่สุด และยิ่งไปกว่านั้นคุณลีซองดร์ยังเป็นผู้ขับรถเบนซ์ตากลม E 320 พาเราลัดเลาะชมเมืองด้วยตัวเอง

เป้าหมายแรก คุณลีซองดร์พามาแวะชมแฟลตเลขที่ 19 ถนนอาวองโพสต์ ที่สมเด็จย่าได้ย้ายมาอยู่ในปี 2493 หลังพิธีพระบรมราชาภิเษก เพื่อให้สองพระองค์มีความเป็นส่วนตัว แม้เสด็จฯ กลับประเทศไทยแล้วก็ยังเช่าแฟลตนี้ไว้ต่อจนถึงปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าได้กลับมาพักอีกหลายต่อหลายครั้ง จนพระพลานามัยไม่แข็งแรงดีนักแล้วจึงบอกเลิกเช่าไปในที่สุด

แฟลตเลขที่ 19 ถนนอาวองโพสต์

จากสภาพภายนอกจะเห็นว่าแฟลตแห่งนี้ไม่ได้มีความเลิศหรูอะไรเลย เป็นเหมือนบ้านพักของชาวสวิสทั่วๆ ไป แสดงให้เห็นถึงความสมถะของพระองค์

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่นานนัก เพราะเกรงจะเป็นการรบกวนผู้อยู่อาศัย แล้วคุณลีซองดร์จึงพาเราขับลงเนินต่อมายังเขตปุยยี อันเป็นที่ตั้งของบ้านเลขที่ 51 “วิลล่าวัฒนา” ซึ่งเป็นสถานที่ประทับหรือบ้านจริงๆ ของราชสกุลมหิดลขณะที่ประทับอยู่ที่เมืองโลซานน์

คุณลีซองดร์กำลังบรรยายภาพของวิลล่าวัฒนาในอดีตเทียบกับปัจจุบัน
ป้ายบ้านเลขที่ 51 ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อไปแล้ว

คุณลีซองดร์ได้หยิบหนังสือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.9 และเจ้านายไทยในโลซานน์ ขึ้นมากางหน้าที่มีรูปของวิลล่าวัฒนาในสมัยอดีตให้ดู แล้วอธิบายเปรียบเทียบให้เห็นว่าบ้านหลังเดิมตั้งอยู่ตรงไหน มีหน้าตาอย่างไร สวนอยู่ตรงไหน ทางเข้าแต่เดิมเป็นแบบนี้นะ แตกต่างจากบ้านหลังปัจจุบันที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้อย่างไร และยังเดินมาวัดด้วยการกางแขนออกให้ดูว่าแต่เดิมนั้นประตูรั้วเดิมไม่กว้างเท่าสมัยนี้ และแม้ตัวบ้านหลังเดิมจะถูกทุบไปแล้ว แต่ก็ยังมีส่วนของบ้านคนรถที่ยังอยู่เหมือนเดิม

หลังอธิบายภาพบริเวณทางเข้าด้านหลังบ้านจนถ้วนทั่วแล้ว คุณลีซองดร์ก็พาเรานั่งรถวนไปยังด้านหน้าบ้านที่หันไปยังทะเลสาบเจนีวา ระหว่างรถกำลังค่อยๆ ลงเนินนี้ เราสังเกตเห็นชายคนหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ สลับดูแผนที่กับเลขที่บ้านที่เดินผ่าน เราสรุปจากหน้าตาและท่าทางได้ทันทีว่า ต้องเป็นคนไทยแน่นอน โดยอาจจะอ่านบันทึกของสมเด็จพระพี่นางฯ หนังสือของคุณลีซองดร์ หรือคอลัมน์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีผู้เขียนถึงสถานที่แห่งความทรงจำนี้ไว้ แล้วตามมาเพื่อเห็นด้วยตาของตัวเอง เพื่อเติมความรู้สึกเต็มตื้นในความภาคภูมิใจว่าครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสมายืนอยู่ ณ จุดที่เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ในหัวใจคนไทยนี้เช่นเดียวกับพวกเรา

แฟลตหรูหลังใหม่ที่สร้างขึ้นบนพื้นที่เดิมของวิลล่าวัฒนา
แนวกำแพงเดิมยังอยู่ในสวนของบ้านหลังปัจจุบัน

พออ้อมมาที่ด้านหน้า คุณลีซองดร์ก็ชี้ชวนให้ดูแนวกำแพงอิฐเก่าแก่ในสวน ว่าตรงนี้เคยปลูกผลไม้นานาชนิด บริเวณนี้เคยเป็นประตูทางเข้า เดิมตรงนี้ไม่มีถนนขึ้นมา เพิ่งตัดตามการก่อสร้างอาร์ตเม้นต์ใหม่ในภายหลัง

ขณะกำลังด้อมๆ มองๆ ไปตามสวนและสระว่ายน้ำที่สร้างขึ้นในพื้นที่สวนผลไม้เดิม ฝนก็เทลงมา เราจึงจำต้องล่าถอยเข้าไปในรถ ใบหน้าของคุณลิซองดร์ฉายความเหนื่อยออกมาให้เห็นเล็กน้อย แต่ก็รีบเก็บงำด้วยการออกปากว่าจะพาไปชมศาลาไทย ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันอย่างสุดกำลังของตัวคุณลิซองดร์เอง ต้องผ่านประชาพิจารณ์ของเมือง ว่าจะสร้างขึ้นไว้ทำไม ขัดกับภาพลักษณ์ของชุมชนหรือไม่ สุดท้ายก็ชาวเมืองก็เห็นร่วมกันว่าควรสร้างขึ้น เพราะด้วยความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ และความผูกพันที่กษัตริย์ไทยมีต่อเมืองโลซานน์

ศาลาไทย
ป้ายทองเหลืองหน้าศาลาไทย

ศาลาไทยแห่งนี้อยู่ถัดจากพิพิธภัณฑ์โอลิมปิก ตั้งเด่นสง่าอยู่ในสวนสาธารณะริมทะเลสาบเลอมังต์ สีทองอร่ามเรืองรองตัดกับสนามหญ้าเขียวขจี แม้ในวันฝนตกหนาเม็ดยังมองเห็นได้แต่ไกล ซึ่งศาลานี้เป็นผลงานการออกแบบของ พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นศาลาไม้สีทองอร่ามแบบจตุรมุข มียอดมณฑปดูวิจิตร งดงามด้วยสถาปัตยกรรมและงานช่างไทย เช่น งานเข้าไม้ งานจำหลักลาย งานปิดทองประดับกระจก และงานเขียนลายรดน้ำ โดนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552

เวลาเกือบหนึ่งวันเต็มนี้ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจที่ได้มาเห็นสถานที่ต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระเชษฐา พระภัคนี และพระชนนีเคยประทับด้วยตาตนเอง ตัวหนังสือและภาพประกอบหลายต่อหลายเล่มที่เคยอ่านมา ค่อยๆ ก่อรูปเป็นภาพเสมือนจริงที่คมชัดในห้วงจินตนาการ เห็นเส้นทางที่คุณลีซองดร์เล่าว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปโรงเรียนด้วยรถจักรยานจากบ้านไต่เนินขึ้นไป เห็นครอบครัวชาวไทยเล็กๆ แต่เป็นศูนย์รวมหัวใจของคนไทยทั้งมวลครอบครัวหนึ่งที่แสนอบอุ่นในเมืองต่างแดน
แล้วก็นึกสุ่มเสียงซื่อๆ ของคุณลุงที่พาภรรยาและลูกๆ มานั่งหลบฝนอยู่ในศาลไทยว่า “คิดถึงพระองค์ท่าน” แว่วลอยขึ้นมา