ช่วงที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ผู้คนตั้งคำถามต่อจรรยาบรรณสื่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในคดีฆ่าหั่นศพ “แอ๋ม” วริศรา กลิ่นจุ้ย โดยมีผู้ต้องหารายสำคัญคือ “เปรี้ยว” ปรียานุช โนนวังชัย พร้อมเพื่อนที่ร่วมก่อเหตุ
หลังเสพข่าว “เปรี้ยว” กันมาทั้งอาทิตย์ จนรู้ทุกซอกมุมชีวิตผู้ต้องหาแล้ว คนรับข่าวสารเริ่มเกิดอาการ “เอียน” และเกิดคำถามว่า ทำไมสื่อจึงเสนอแต่ข่าวนี้?
ในช่วงเวลาเดียวกันเกิดข่าวสำคัญหลายข่าว เช่น รถทหารคว่ำแล้วพบอาวุธสงครามเพียบ ซึ่งภายหลังโฆษกกองทัพอากาศยืนยันว่าไม่ใช่อาวุธของกองทัพ ทุกสำนักข่าวต่างนำเสนอข่าวนี้กันถ้วนหน้า แต่ก็ไม่สามารถเบียดพื้นที่จากข่าวเปรี้ยวได้
ข่าวอาวุธสงครามนี้ยังมีการนำเสนออย่างต่อเนื่อง แต่ก็แผ่วลงไปตามกระแสความสนใจ
น่าจะเห็นได้ว่า ทั้งสังคมและสำนักข่าวต่างมีส่วนร่วมในการกำหนดพื้นที่ข่าว ข่าวใดที่คนสนใจมาก สำนักข่าวก็จะสรรหารายละเอียดนำเสนอ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งข่าวอื่น
คืนวันที่ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพเข้ามอบตัว โดยประสานจากทางการเมียนมา ทุกสำนักข่าวทราบดีจากสถิติที่มีอยู่ในมือว่าผู้คนสนใจข่าวนี้เพียงใด เมื่อยอดคลิกเข้าชมข่าวนี้หลั่งไหลมาพร้อมกันแบบ “ถล่มทลาย” ขนาดที่ว่าเว็บแทบล่ม
ข่าวนี้เป็นที่สนใจของผู้อ่านแน่นอน แต่ต้องนำเสนอแค่ไหนจึงจะพอดี?

สื่อ-สังคม ต้องทบทวนไปพร้อมกัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าลักษณะของ “ตัวละคร” ในเรื่องนี้ดึงดูดให้คนสนใจ เมื่อผู้หญิงหน้าตารูปร่างดีกลายเป็นผู้ต้องหาฆ่าหั่นศพ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้แต่ละสำนักข่าวต้องทบทวนการทำงานของตนเอง
เช่นที่บางสำนักข่าวนำเสนอเรื่องความกตัญญูของเปรี้ยวที่สร้างบ้านให้บุพการี ทั้งที่ยังมีข้อกังขาเรื่องที่มารายได้ของเปรี้ยวว่าอาจพัวพันกับยาเสพติด
เช่นที่โทรทัศน์บางช่องนำคลิปเสียงส่วนตัวที่เปรี้ยววิดีโอคอลคุยกับผู้ชายมาออกอากาศให้ชม
หลายข่าวที่ขุดคุ้ย ไม่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมของเปรี้ยว เบี่ยงประเด็นให้เป็นอื่น คล้ายเป็น “เน็ตไอดอล” ที่ผู้คนอยากรู้ทุกซอกมุมชีวิต
เมื่อมองภาพรวมสังคม ความโด่งดังของเปรี้ยวอาจถูกนับรวมได้ในกลุ่มเน็ตไอดอล “สายดาร์ก” ที่โซเชียลไทยมีอยู่มากมาย อันเป็นกลุ่มที่มีวัยรุ่นติดตามจำนวนมาก โดยเน้น “ความแรง” ถึงใจและใจถึง
กระทั่งเกิดแฮชแท็ก #ทีมเปรี้ยว ในเฟซบุ๊ก มีคนจำนวนมากแสดงตัวเป็น “แฟนคลับ” ผู้ต้องหาคดีฆ่าหั่นศพ
กดเข้าไปดูเหตุผลกลุ่มแฟนคลับนี้ บางคนให้เหตุผลว่า สิ่งที่เปรี้ยวทำนั้น “สมควร” เพราะผู้ตายสร้างมูลเหตุให้เปรี้ยวโกรธแค้น
กลุ่มคนที่เชียร์ให้เกิดการ “แก้แค้น” นอกจากจะสะท้อนการนิยมความรุนแรงของกลุ่มคนแล้ว อาจมองได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลพวงจากสังคม ที่ผู้คนไม่เชื่อว่าระบบความยุติธรรมจะอำนวย “ความเป็นธรรม” ได้
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในข่าวเปรี้ยว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานหรือวันนี้ ประเด็นที่น่าตั้งวงคุยกันต่อคือปัจจัยที่ทำให้เกิดความนิยม “เน็ตไอดอลสายดาร์ก” ในหมู่วัยรุ่นจำนวนมาก
อีกสิ่งหนึ่งที่สะเทือนศีลธรรมคนในสังคมคือการเกาะกระแสขาย “หมอนเปรี้ยว” ซึ่งเป็นหมอนผ้าห่มที่เปรี้ยวและเพื่อนถือตอนมอบตัว รวมถึง “พวงกุญแจเปรี้ยว” พวงกุญแจรูปเลื่อยพร้อมหน้าผู้ต้องหา อาจไม่แปลก หากจำได้ว่าสังคมไทยเคยมีเสื้อยืดลาย “มือปืนป๊อปคอร์น” มาแล้ว
แน่นอน เหล่านี้สะท้อนความผิดปกติของสังคม เมื่อเลือกให้น้ำหนักเหตุผลอื่นมากกว่าคุณค่าชีวิตของคน


ทุกแฟนเพจ-เว็บไซต์ ไม่ใช่สำนักข่าวทั้งหมด
คนรับสื่อเองต้องมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันข่าวสารที่ปรากฏตรงหน้า เมื่อทุกเว็บไซต์หรือแฟนเพจที่สร้างคอนเทนต์ออนไลน์ ไม่ใช่ “สำนักข่าว” ไปเสียทุกแห่ง
จากข่าวเปรี้ยวช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการแชร์ลิงก์ข่าวปลอม “นักสิทธิมนุษยชนชี้ สังคมควรให้โอกาสเปรี้ยว เหตุเพราะไม่ได้ตั้งใจ คาดว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ” โดยตัดต่อรูป “อังคณา นีละไพจิตร” กสม. ใส่ไว้ในภาพนำข่าว
หากเพียงกดเข้าไปดูก็จะทราบในทันทีว่าข้อมูลและรูปประกอบข่าวนั้นไม่ใช่ความจริง ไม่มีการอ้างชื่อคนพูด อีกทั้งชื่อเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนมากพร้อมใจกันแชร์ต่ออย่างมีอารมณ์
ซึ่งอังคณายืนยันว่าตนอยู่ต่างประเทศ ไม่เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวนี้ โดยไปแจ้งความกับ ปอท.แล้ว
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ นิตยสารบันเทิงรายหนึ่งคัดลอกเนื้อหาไปลงในเว็บไซต์ ช่วยกระจายข่าวปลอมให้แพร่หลายกว่าเดิม
หลายต่อหลายครั้งที่ข่าวปลอมหรือเนื้อหาล่อแหลมมาจาก “เว็บไซต์คลิกเบต” ตามมาด้วยเสียงก่นด่าจากผู้อ่านว่า “สื่อไม่มีจรรยาบรรณ”
การขึ้นทะเบียนแยกแยะสื่อจริง-สื่อปลอม ไม่น่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เมื่อหน้าเว็บไซต์คลิกเบตที่ถูกปิดไป สามารถสร้างขึ้นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว
สิ่งสำคัญคือวิจารณญาณผู้อ่าน การเลือกไม่แชร์ข่าวปลอมจะทำให้ข้อมูลผิดลดการแพร่กระจายลงได้ สิ่งสำคัญคือการอ่านเนื้อหา มิใช่อ่านเพียงหัวข้อข่าวแล้วคอมเมนต์หรือกดแชร์ทันที
สื่อเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การพัฒนาคุณภาพสื่อต้องทำไปพร้อมๆ กับสังคม มิใช่เลือกใช้วิธีการควบคุมปิดกั้นแล้วหวังจะทำให้สังคมดีขึ้นมาในฉับพลัน

ปรากฏการณ์ ‘The Standard’ สื่อต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคน?
ในห้วงเวลาเดียวกัน วงการสื่อก็ระส่ำอีกระลอก จากการปรากฏตัวของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะคอลัมนิสต์ของสื่อออนไลน์หน้าใหม่ “The Standard” ใต้การนำของ “โหน่ง-วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์” และ “เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์” บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว The Standard
ตั้งแต่ก่อนการเปิดตัวสำนักข่าว The Standard ก็โดนวิจารณ์แบบถล่มทลายถึงความเหมาะสมในการเปิดพื้นที่ให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยโปรยเรื่องที่อดีตนายกฯคนนี้จะมาเขียนไว้ว่า “ความสนใจในฟุตบอลและเพลงร็อก รวมไปถึงมุมมองแนวคิดสบายๆ ไม่อิงการเมือง”
ความโกรธเคืองที่พุ่งตรงไปยังสำนักข่าวใหม่นี้ ไม่น่าแปลกใจนัก หากนึกถึงวาทะอันลือลั่น “Unfortunately, some people died.”
เมื่อคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ที่มีผู้เสียชีวิต 99 ศพนั้น ญาติผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับความเป็นธรรม
การให้อภิสิทธิ์มาเขียนเรื่องไลฟ์สไตล์ โดยให้มองข้ามความเป็นการเมืองไปนั้น อาจดูผิดฝาผิดตัว
แง่หนึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการกลับมาในพื้นที่สื่อ เพื่อเตรียมตัวสู่การเลือกตั้ง หลังแสดงภาพหวานชื่นที่รับกลุ่ม กปปส.กลับเข้าพรรค แม้จะมีความขัดแย้งกันมาตลอดในช่วงไม่นานมานี้
แต่การปรากฏตัวในฐานะ “แหล่งข่าว” กับ “คอลัมนิสต์” นั้นต่างกัน เมื่อบรรณาธิการไว้เนื้อเชื่อใจว่าความคิดอ่านของคอลัมนิสต์น่าสนใจจึงเชื้อเชิญให้มาเขียนประจำ จนหลายคนตั้งคำถามถึงสโลแกน “STAND UP FOR THE PEOPLE” ของสำนักข่าวหน้าใหม่
บ้างเปรียบเทียบว่า หากผู้นำในประเทศอื่นที่มีส่วนในคดีปราบปรามประชาชนที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากได้รับเชิญมาเขียนเรื่องเพลงหรือเรื่องบันเทิง ขณะที่คดียังไม่สะสาง จะเป็นเรื่องสมควรหรือไม่
น่าหวาดหวั่นไม่น้อยสำหรับคะแนนรีวิวเพจ “1 ดาว” ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เปิดตัว
อย่างไรก็ดี เคน-นครินทร์เปิดเผยไว้ในวันเปิดตัวสำนักข่าวว่า “อยากให้ดูคอนเทนต์โดยรวมทั้งหมด อย่าเพิ่งรีบสรุป อย่าเพิ่งรีบตัดสินใครจากภาพเดียว ขอให้ดูกันยาวๆ วิจารณ์ได้ รับรองว่าไม่ลบคอมเมนต์ ไม่ปิดรีวิว พร้อมเปิดกว้างเสมอ และสุดท้ายคอนเทนต์จะพิสูจน์ตัวมันเอง”
ที่สุดแล้ว หลังปรึกษากับคณะบรรณาธิการ วงศ์ทนงก็ยอมถอย โดยประกาศระงับคอลัมน์ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไว้ก่อน

‘ชาญวิทย์’ แย้ง ปชต.ต้องมีเสรีภาพการพูด
“Freedom of speech is a must for democracy, this includes right to criticize”
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ โพสต์ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่ง อ.ชาญวิทย์เองก็เป็นหนึ่งในคอลัมนิสต์ของ The Standard ที่ชูนำมาในกลุ่มคอลัมนิสต์หมวดข่าว ด้วยเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือในสังคมวงกว้าง
โพสต์ของ อ.ชาญวิทย์ยังอธิบายไว้ว่า “เสรีภาพในการคิด เขียน แสดงออก เป็นเนื้อนาอันอุดมของอารยประชาธิปไตย แม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่ผมก็จะไม่ปิดปากคุณ ไม่ยึดปากกาลูกลื่นของคุณ ไม่มัดนิ้วคุณไม่ให้จิ้มคอมพ์ ไม่ยึดเครื่องคอมพ์ของคุณ ไม่ยุให้จับคุณเข้าคุก ไม่ยุยงปลุกปั่นให้ทำลายชีวิตคุณ ผมจะสนับสนุนคุณ ให้พูดๆๆ ให้เขียนๆๆ ให้จิ้มๆๆ เหมือนกับที่ผมกำลังพูดๆๆ เขียนๆๆๆ และจิ้มๆๆ อยู่ครับ
“ผมอยากให้คุณได้อยู่เห็นบ้านเมืองของเรา ได้เห็นแสงเรืองรองของประชาธิปไตย เหมือนๆ ที่เห็นเต็มตามาแล้วในโลกตะวันตกมากมายหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตก สแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย ฯลฯ และในโลกตะวันออกบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน และอินเดีย ผมไม่อยากเห็นประเทศของเรากลายเป็นเกาหลีเหนือ บวกพม่าสมัยเนวิน อย่างที่เราจมดิ่งลงทุกวันๆ ขณะนี้ครับ”
ใช่จะมีแต่คำติเตียน หลายคนให้ความเห็นว่า ควรเป็นเสรีภาพของอภิสิทธิ์ที่จะพูดจะเขียนอะไร
มองภาพกว้างอาจดูน่าสนใจ หากจะมีการบันทึกความรู้สึกนึกคิดของคนที่มีส่วนในเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนในหลายเหตุการณ์ทั่วโลก จนถึงความรู้สึกของกลุ่มคนที่สนับสนุนการฆ่า
แต่กองบรรณาธิการย่อมหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการให้พื้นที่บุคคลเหล่านั้น และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของผู้อ่านที่จะพุ่งเข้ามาไม่ได้
เป็นสัปดาห์ที่จรรยาบรรณสื่อถูกท้าทายตั้งคำถามทั่วทั้งสังคมออฟไลน์และออนไลน์ ถูกผิดไม่อาจชี้นิ้วตัดสิน แต่สิ่งที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้คือ “ความรับผิดชอบ”

