เส้นทางชีวิต ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
สู่ (อีกครั้งของ) ‘สถิติประวัติศาสตร์’
1.5 ล้านเสียง ชนะตัวเอง ชนะใจคนกรุง สมัย 2

ชัดยิ่งกว่ามาตั้งแต่ก่อนคูหาเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน จะเปิดเสียอีก
ว่าผู้ว่าฯคนต่อไป จะไม่ใช่คนที่ 18 หากแต่เป็นคนที่ 17 สมัย 2
นามว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ที่แม้จะย้ำแล้วย้ำอีกว่า ‘อย่าคิดว่าผมนอนมา’ ขอให้ประชาชนคนกรุงออกไปใช้สิทธิเยอะๆ เลือกใครก็ได้ แต่ถ้ายังไม่มีใครในใจ ขอให้กาเบอร์ 9
หยอดเล็กๆ อ้อนเบาๆ ไม่โฉ่งฉ่าง
ต่างจากแคมเปญหาเสียง ที่จัดใหญ่ จัดเต็ม แม้ไม่มีป้ายติดตามถนนหนทางสักใบ แต่มาด้วยสไตล์อาร์ต สไตล์เก๋ สไตล์อินฟลูชูโซเชียลที่จ่ายน้อย แต่คนเห็นมาก อย่างจอแอลอีดี ไม่กี่นาที แต่ถูกแชร์พรึบโลกออนไลน์ ไหนจะจัด ‘ทริปไฟไหม้’ ไลฟ์หาเสียง 24 ชั่วโมงในค่ำคืนสุดท้ายที่กฎหมายขีดเส้น
สุดท้ายหลังนับครบจบ 100% ตัวเลขออกมาที่ 1,537,784 คะแนน ทุบทำลายสถิติของตัวเองเมื่อ 4 ปีก่อน
ในจำนวนมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,428,644 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,338,098 คน คิดเป็นร้อยละ 52.79 แบ่งเป็นบัตรดี 2,263,608 ใบ บัตรเสีย 22,020 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 ใบ
นับเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง หลังเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการกวาดคะแนนกว่า 1.3 ล้านเสียง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 เยอะที่สุดตั้งแต่เคยมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
สร้างประวัติศาสตร์ด้วยปรากฏการณ์ที่ประชาชนการโทรเข้าสายด่วน กกต. 1444 จี้ถามว่ารับรอง ‘ชัชชาติ’ เป็นผู้ว่าฯกทม.หรือไม่? ทำไมนานจัง
สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแก้ไขปัญหากวนใจชาวกรุงที่ร้องเรียนผ่านทราฟฟี่ ฟองดูว์ กว่าล้านเคส
สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการปิดฉากมหากาพย์หนี้บีทีเอสกว่า 3.6 หมื่นล้านและอีกมากมาย
ว่าแล้ว มาย้อนเส้นทางชีวิต
เกิด 24 พ.ค.09 ลูกคนสุดท้องของอดีต ผบช.น.
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชื่อเล่นว่า ‘ทริป’ เกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2509 เป็นลูกคนสุดท้องของ พล.ต.อ.เสน่ห์ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กับ จิตต์จรุง สิทธิพันธุ์ มีฝาแฝดชื่อ ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีชื่อเล่นว่า ทัวร์ และมีพี่สาวคือ รศ.ดร.ปรีชญา สิทธิพันธุ์ อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มีบุตรชายชื่อ ‘แสนดี’ แสนปิติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้พิการทางการได้ยินตั้งแต่กำเนิด โดยได้รับการผ่าตัดประสาทหูเทียม เมื่อปี พ.ศ.2545 ล่าสุด จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านนโยบายสาธารณะ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา

คว้าทุนอานันทมหิดล เคยอยากเป็นหมอ
สุดท้ายเลือกสาย ‘วิศวกร’ ก่อนเป็นอาจารย์จุฬาฯ ในวัย 28
ด้านการศึกษา ชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาต่อมาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท-เอก ที่สหรัฐอเมริกา จนจบการศึกษา
ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ปริญญาโท บริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา (โครงสร้าง) มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ประจำปี พ.ศ.2529
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2555 ชัชชาติเคยให้สัมภาษณ์กับ ‘มติชน’ ไว้ว่า เมื่อจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ได้มีคำสั่งจากคุณพ่อเลยว่า ไม่ให้เรียนเหมือนกัน โดยพี่สาวคนโตเรียนด้านสถาปัตย์ พี่ชายฝาแฝดนั้นเป็นหมอ ส่วนตัวเขาเลือกที่จะเป็นวิศวกร
“ตอนแรกก็เห่อ อยากเป็นหมอเหมือนกัน แต่พอโตขึ้นหน่อยก็ไม่ค่อยชอบเลือด ไม่ชอบวิชาชีววิทยา เลยเอาเป็นวิศวะ แต่จำได้เลยตอนที่ได้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล และในหลวงท่านโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯ ช่วงนั้น ดร.ผณิตศร ชำนาญเวช ท่านเรียนจบกลับมาพอดี ท่านก็ให้ความเมตตากับเรามาก และในหลวงก็ตรัสว่าไปเรียนก็อย่าไปเครียดมาก ให้พักผ่อนมากๆ และไม่ได้บังคับให้ต้องกลับมารับราชการ เพราะอยู่ที่ไหนก็ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้เหมือนกัน” ชัชชาติกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากเป็นดอกเตอร์ทางวิศวกรรมศาสตร์ ชัชชาติทำงานเพื่อหาประสบการณ์ด้านวิศวกรรมที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทำงานเป็นวิศวกรโครงสร้าง บริษัท สคิดมอร์ โอวิ่ง แอนด์ เมอร์ริลล์ เมื่อปี 2536-2537 กระทั่งเห็นตำแหน่งอาจารย์ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าง จึงคิดที่จะกลับบ้าน ได้เป็นอาจารย์เมื่อ พ.ศ.2546 ในวัย 28 ปี กระทั่งเป็นรองศาสตราจารย์ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเบนเข็มสู่เส้นทางการเมือง

เสื้อแดงปี’53 เปิดมุมมองการเมือง
ส่วนจุดที่ทำให้ชัชชาติเริ่มมีมุมมองทางด้านการเมืองเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นเมื่อตอนที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
“ตอนที่เสื้อแดงชุมนุม ผมก็อยู่ในพื้นที่ ก็เดินไปเดินมาแถวนั้น เราก็คุยกับผู้ชุมนุมเหมือนกัน ต้องพยายามผูกไมตรี ซื้อข้าวซื้ออะไรไปให้เขา แต่ตอนที่ไฟไหม้ ตอนนั้นทหารเขากั้นพื้นที่ไว้ เราก็เอะใจแล้วว่าต้องมีอะไรแน่เลย พอขับรถขึ้นทางด่วนเท่านั้นแหละ มองลงมาเห็นควัน ก็รู้สึกเสียใจ เพราะดูแลทรัพย์สินให้จุฬาฯไม่ได้”
ในฐานะนักวิชาการ ชัชชาติเคยช่วยงานและให้คำปรึกษาแก่กระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลของสมัคร สุนทรเวช โดยไม่มีตำแหน่งใดๆ
“ผมได้มีโอกาสเข้ามาช่วยงานกระทรวงคมนาคม สมัยท่านพงษ์ศักดิ์ (รักตพงศ์ไพศาล อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม) มาช่วยส่วนของด้านวิชาการเทคนิค แต่ก็ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรนะ ส่วนสมัยท่านสันติ (พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีคมนาคม) ก็ได้เข้าไปช่วยอ่านเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีประเด็นใดบ้างที่ต้องกังวล และมีวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งมากไปกว่าการเข้ามาให้ความช่วยเหลือฝ่ายการเมืองในเรื่องของวิชาการและด้านเทคนิคต่างๆ ที่มุมมองของนักการเมืองจะเห็นต่างจากนักวิชาการ”
ชัชชาติระบุ
ปี’55 ยิ่งลักษณ์โทรหา
ชวนนั่งเก้าอี้ ‘รัฐมนตรีคมนาคม’
หลังจากนั้น ชัชชาติยังคงทำงานในตำแหน่งนักวิชาการต่อไป จนเมื่อต้นปี 2555 เข้าสู่ในวงการ ‘การเมือง’
“ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นคนโทรมา ผมไม่รู้จักกับท่านโดยตรงหรอก แต่ก็คงมีคนบอกกับท่านว่า ผมเคยช่วยงานในกระทรวงนี้มาก่อน ส่วนระยะเวลาในการตัดสินใจ ผมใช้ไม่นานเลย เพราะว่าอย่างน้อยในชีวิตหนึ่งสามารถทำประโยชน์ให้บ้านเมืองได้ เราก็ควรที่จะต้องทำ” ชัชชาติกล่าว
แม้มารดาจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ตกลงเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในเดือนมกราคม พ.ศ.2555 และจากการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งต่อมา นายชัชชาติได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2555
ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ระหว่างปี 2555 กระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2557 ชัชชาติขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงข่ายรถไฟฟ้าใน กทม. การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง-ภูเก็ต โครงการทำแนวป้องกันน้ำท่วม กทม.
ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม ชัชชาติถือเป็นบุคคลระดับหัวกะทิของรัฐบาลในด้านการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ ได้รับการกล่าวถึงในฐานะรัฐมนตรี “ดูโอเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลคู่กับกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และ “ดูโอระบบราง” คู่กับ ประภัสร์ จงสงวน ผู้ว่าการรถไฟฯ ที่นโยบายของชัชชาติให้ความสำคัญกับการขนส่งระบบรางเป็นพิเศษ ผลงานในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี อาทิ การแก้แบบสถานีกลางบางซื่อให้รองรับรถไฟความเร็วสูง, การแก้แบบสายสีแดงเข้มจาก 3 ทางเป็น 4 ทาง, การจัดซื้อจัดขบวนรถด่วนพิเศษ CNR จำนวน 8 ขบวน, การเปลี่ยนรางรถไฟในภาคเหนือตอนบนทั้งหมด, ให้ข้าราชการระดับ 9 ขึ้นไปนั่งรถเมล์มาทำงานแล้วรายงานปัญหา

โดนคลุมหัว วันทหารยึดอำนาจ 22 พฤษภา
ให้อภัย แต่ไม่ลืม
ครั้นเกิดรัฐประหาร 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ชัชชาติเป็นหนึ่งในตัวแทนฝ่ายรัฐบาลที่เข้าร่วมประชุมกับบรรดาแกนนำและตัวแทนฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางออกประเทศ แต่โดนคลุมหัว มัดมือ กักตัว 7 วัน
ชัชชาติเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้งในวันเดียวกัน 22 พฤษภาคม ใน 8 ปีต่อมา ซึ่งเป็นวันคว้าชัยเลือกตั้งผู้ว่าฯสมัยแรกในปี’65 ว่า เป็นความทรงจำเตือนใจ แต่ให้อภัย
“ผมไม่ได้ยึดติด หรือเกลียด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเราก็ให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือความทรงจำที่เตือนใจเรา ว่าเมื่อไหร่ที่ประชาชนทะเลาะ เกลียด ซึ่งกันและกัน สุดท้ายแล้วจะมีกลุ่มคนที่มาได้ผลประโยชน์ ไม่มีประโยชน์เลย เราเห็นต่างกันได้ แต่อย่าสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกัน นี่คือบทเรียนที่สำคัญ”
อย่างไรก็ตาม 27 กันยายน พ.ศ.2560 รัฐบาลทหารตั้งชัชชาติเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ชัชชาติชี้แจงว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน และยื่นใบลาออกจากตำแหน่งกรรมการในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2560

วิ่งมาราธอน 2 ปี เข้าเส้นชัย
ผู้ว่าฯกทม.จากการ ‘เลือกตั้ง’ คนแรกหลังรัฐประหาร
หลังรัฐประหาร ชัชชาติหันไปทำงานภาคเอกชน โดยระหว่างปี 2558-2561 ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บมจ.ควอลิตี้เฮาส์ (Q House) จนกระทั่งปี 2562 เป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Better Bangkok รวมพลังสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม ในช่วงโควิด-19 ร่วมทำโครงการ “บ้านใกล้เรือนเคียง” ฐานข้อมูลสำหรับส่งต่อความช่วยเหลือให้กับชุมชนใน กทม.
ต่อมา ตัดสินใจเป็นว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ โดยเปิดตัวขอทำงานให้ชาวกรุงเทพฯมานานกว่า 2 ปี
เมื่อจับสลากในวันที่ 31 มีนาคม 2565 ได้เบอร์ 8 ชู “กรุงเทพฯ 9 ดี” หรือนโยบาย 9 มิติ ได้แก่ ปลอดภัยดี สุขภาพดี สร้างสรรค์ดี สิ่งแวดล้อมดี บริหารจัดการดี เรียนดี โครงสร้างดี เศรษฐกิจดี เดินทางดี ชูสโลแกน ‘ทำงาน ทำงาน ทำงาน’
หลังปิดหีบเลือกตั้งเมื่อเวลา 17.00 น.ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 คะแนนนำโด่งม้วนเดียวจบ ได้เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 17 และคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง หลังรัฐประหารโดย คสช.
2569 ทุบสถิติตัวเอง นั่งผู้ว่าฯอีก 1 เทอม
มุ่งสร้างกรุงเทพฯ เมืองแห่งความหวังและโอกาส
ในช่วงเวลา 4 ปี ชัชชาติเดินหน้าเส้นเลือดฝอย คู่ขนานเส้นเลือดใหญ่ เคลียร์หนี้บีทีเอส 3.6 หมื่นล้าน และอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนตัดสินใจลาออก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ก่อนครบวาระเพียงไม่กี่วัน ประกาศลงสมัครชิงเก้าอี้อีกสมัย หวังสานต่องานเดิม เปิดสโลแกน ‘กรุงเทพฯ ทำงาน’
นำเสนอ 250+ นโยบาย ก่อนเพิ่มเป็น 260+ เนื่องจากได้ไอเดียเพิ่มหลังลงพื้นที่หาเสียง มุ่งสร้างกรุงเทพฯเป็น ‘เมืองแห่งความหวังและโอกาส’ สารพัดโพล เผยผล ‘นอนมา’ ก่อนที่สุดท้าย ไม่พลิกโผ 28 มิถุนายน 2569
ชัชชาติคว้าชัยอีกครั้ง นั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกรุงเทพมหานครอีกสมัย อย่างเต็มภาคภูมิ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ



