เบื้องหน้าคืออาคารทันสมัย สไตล์ Postmodern ผสาน Art Deco ภายในแทรกไปด้วยความหมายของ Democracy
22 มิถุนายน บนถนนสุขุมวิท 55 ด้านขวามือของ ‘สวนครูองุ่น’ คือหมุดหมายของที่ทำการแห่งใหม่ สถาบันปรีดี พนมยงค์
เปิดตัวไปอย่างเรียบง่าย แต่มากล้นไปด้วยความหมายที่ถูกเติมเต็มจาก ‘ผู้คน’
ปัญญาชน นักวิชาการ คนการเมือง ภาคประชาสังคม เยาวชนนักเคลื่อนไหว แห่แหนวางดอกไม้แสดงความคารวะ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์
ภาพเคลื่อนไหว AI เจนเนอเรท ฉายซ้ำภารกิจขบวนการเสรีไทยในอดีต อันเป็นจุดตั้งต้นของสายธารประชาธิปไตย สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ลดการขูดรีด ผ่านการร่างรัฐธรรมนูญ ให้มีสภาผู้แทนราษฎร สะท้อนเจตจำนงของคนไทย
‘LIVING DEMOCRACY: ก้าวย่างใหม่ของสถาบันปรีดี พนมยงค์’ คือชื่องานที่สอดคล้องกับบรรยากาศ
สถานที่แห่งนี้ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง หลังมีมติรื้อถอนอันเนื่องมาจากสภาพโครงสร้างที่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา
บัดนี้เปิดทำการด้วยความตั้งใจแรงกล้า หวังเป็นพื้นที่ประชาธิปไตยที่มีชีวิต ไม่ใช่เพียงอนุสรณ์สถาน
วางเสาเอก ปักหมุด ‘อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร’ บนผืนดินแห่งเจตนารมณ์เดิม

ยังเชื่อ บ้านนี้เมืองจะเปลี่ยน
เปิดสเปซทางปัญญา-ประตูเชื่อมทุกเจน
“สถานที่แห่งนี้ออกแบบให้เชื่อมโยงกับอดีตและปัจจุบัน ทั้งในเชิงสถาปัตยกรรม และในเชิงความหมาย
ประกอบด้วยหอประชุมพูนศุข พนมยงค์ แห่งนี้ ห้องประชุมย่อย พื้นที่เรียนรู้ทางวิชาการและศิลปวัฒนธรรม โดยไม่หยุดอยู่เพียงการเป็น ‘พิพิธภัณฑ์ที่หยุดนิ่ง’
หากแต่เป็นพื้นที่ประชาธิปไตยที่มีชีวิต เคลื่อนไหวไปพร้อมกับสังคม สืบสานมรดกความคิดให้กลับมาทำงานกับปัญหาร่วมสมัย”
ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันปรีดี พนมยงค์ ทายาทรุ่นหลานของรัฐบุรุษอาวุโส ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปักหมุดหมายใหม่ให้ อาคารปรีดี มุ่งสู่ ‘แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ’ ในระยะต่อไป
บอกเลยว่า กว่าจะมีวันนี้ไม่ได้ง่าย แต่ผ่านมาได้ด้วยหลัก‘ประนีประนอม’
สะท้อนชัดผ่านแนวคิดการออกแบบที่หวัง ‘เชื่อมคนทุกเจน’ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือบรรลุสันติภาพในอาเซียน
พร้อมขนานนามอาคารที่ตั้งที่ทำการอย่างเป็นทางการว่า ‘อาคาร PRIDI’ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายปรีดี พนมยงค์ บนหลักคิด ‘P R I D I’ เสาทั้ง 6 ต้นเบื้องหลังห้องประชุมพูนศุข สื่อถึงหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ยึดมั่นในปณิธาน ‘เพื่อชาติและราษฎรไทย’
“คือ ‘พื้นที่สาธารณะทางปัญญา’ ที่เปิดให้สังคมเข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมกันธำรงคุณค่าประชาธิปไตย สันติภาพ ภราดรภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
รูปปั้น ‘ปรีดี พนมยงค์’ บนชั้น 4 คือสัญลักษณ์ของปัญญาทางการเมือง สะท้อนภาพผู้นำที่อยู่บนหลักการ
“เป็นเครื่องเตือนใจผู้มาเยือนว่า สันติภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ต้องอาศัยความเพียรพยายามและการยืนหยัดในหลักการ แม้ในห้วงเวลาที่โลกเผชิญกับความขัดแย้งทางอำนาจ”
ทายาทรุ่นหลานของรัฐบุรุษอาวุโส โชว์วิสัยทัศน์ที่กลายเป็นพันธกิจสำคัญของสถาบันปรีดี ในก้าวย่างใหม่นี้
สำหรับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ยกย่อง ‘ปรีดี’ คือผู้อุทิศชีวิตเพื่อราษฎร ไม่เคยทำเพื่อผลประโยชน์ตน
และการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2745 นับเป็นครั้งแรกที่ ‘อำนาจ’ กลับมาอยู่ในมือราษฎร
“ผมเชื่อว่าอภิวัฒน์ ครบ 100 ปี บ้านนี้เมืองนี้จะเปลี่ยน แม้จะถูกมอมเมา แต่ผมเชื่อว่า ‘กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี’ เชื่อว่าประชาธิปไตยจะกลับมา แล้วเมื่อนั้นชื่อของ ปรีดี พนมยงค์ จะกลับมาผงาด” ปัญญาชนสยามเชื่อเช่นนั้น

ไม่คิดว่าจะได้เห็นอีก ‘ผู้นำ’ แบบปรีดี
สังคมเละตุ้มเป๊ะ ยังคาใจ คอมโพรไมซ์ได้จริง?
“ท่านอาจารย์ปรีดีเป็น ‘มันสมองของการอภิวัฒน์’”
คือคำจำกัดความสั้นๆ โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ บนเวทีช่วงไฮไลต์ในหัวข้อ ‘อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต : หมุดหมายสันติธรรมแห่งใหม่’
ซึ่งในแง่วงวิชาการ สรุปจบไปแล้วว่า ‘คณะราษฎร ไม่ได้ชิงสุกก่อนห่าม แต่ความจริงเป็นเรื่องของ ‘กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้’
พร้อมเน้นย้ำความจริงในแง่ประวัติศาสตร์ “เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว ประชาชนในธนบุรี เมืองใหญ่ๆ ต้อนรับ ยินดีกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475”
อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ยังเอ่ยชื่นชมสถาบันปรีดีที่มีบทบาทขับเคลื่อนสังคม เห็นผลงานเรื่อยมา
ก่อนลงลึกถึงหลังบ้านคณะราษฎร ผ่านการอ่านจดหมายของปรีดี เมื่อ 3 ก.ค.2475 ที่เขียนถึงภรรยา ‘ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์’ ด้วยความให้เกียรติ
“ไม่ได้มองผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง รวมถึงยังเดินคู่กัน ไม่ได้เดินตามหลัง ผู้ก่อการ 2475 ผมว่าเขามาด้วยความคิดใหม่ ในแง่สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี”
แต่ปัจจุบันนั้นผมไม่คิดว่าจะได้เห็น คนที่เป็นผู้นำระดับประเทศ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ สถาบัน องค์กรต่างๆ ใช้คำว่า ‘มันเละตุ้มเป๊ะ’ ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่า สังคมไทยจะมีการประนีประนอมได้จริงหรือเปล่า” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ตั้งคำถาม

ปรีดิวิชญ์ พนมยงค์ เนื่องในโอกาสเปิดที่ทำการแห่งใหม่
รักษาความทรงจำ = รักษาประวัติศาสตร์
เสียดาย ‘สโมสรคณะราษฎร’ ใช้เก็บอุปกรณ์ทำสวน
เกิดพระนคร บ้านอยู่หลังกระทรวงมหาดไทย
ได้รู้จักประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก เพราะตามบิดาไปเดินเล่นที่ ‘สวนสราญรมย์’
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นั่งทบทวนชีวิตวัยเด็กที่ผูกพันกับย่านเมืองเก่า
ค่อยๆ ต่อจิ๊กซอว์ ‘อภิวัฒน์สยาม’ ผ่านร่องรอยอนุสรณ์สถานต่างๆ ที่มักมี ‘พานรัฐธรรมนูญ’ เป็นรหัสลับให้เชื่อมโยง
“ในสวนนั้นจะเจอกับตึกเก่า หน้าตึกมี ‘พานรัฐธรรมนูญ’ ดิฉันไม่รู้ว่าคือตึกอะไร (อาคารสโมสรราษฎร์สราญรมย์) แต่ยายเล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีการประกวดนางงามรัฐธรรมนูญด้วย”
อังคณายังคาใจ ว่าเหตุใดเรือนไม้กระจกที่ตั้งอยู่ข้างๆ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในขณะที่ ‘สโมสรคณะราษฎร’ ทุกวันนี้ใช้เป็นที่อยู่ ที่เก็บอุปกรณ์ทำสวนของเจ้าหน้าที่ กทม.
“ดิฉันพูดแบบนี้ไม่ได้อยากให้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน แต่อยากจะเห็นสโมสรคณะราษฎรมีชีวิต ใช้เป็นที่ทำกิจกรรม เป็นที่เรียนรู้ ให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาในยุคใหม่สามารถเข้าไปดูได้ว่า เมื่อก่อนนี้คณะราษฎรเคยใช้เป็นที่ทำการ”
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนเน้นย้ำว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็น ‘การรักษาความทรงจำในรูปแบบของวัตถุ’
ไม่ต่างจาก อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์
“ในทางสิทธิมนุษยชน ‘การรักษาความทรงจำ คือ การรักษาประวัติศาสตร์’ ให้ไม่ถูกบิดเบือน หรือแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ๆ ที่อาจจะมีคนสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายความทรงจำเดิม”
อังคณาเชื่อว่า เหยื่อ ผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิทั้งหลาย ไม่ได้อยากเอาใครมาฆ่าแกงให้ตาย เพียงแค่อยากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น? แล้วจะไม่ให้เกิดซ้ำได้อย่างไร
แต่ที่น่าเสียใจคือ สังคมไทย ‘ให้อภัย แล้วลืม’
อีกหน่อยคนรุ่นต่อๆ ไปจะไม่รู้เลยว่าความจริงคืออะไร?
ใครบ้างที่มีคุณูปการกับสังคม
“ทำไมถึงไม่ยอมลืมสักที พูดซ้ำพูดซาก? ดิฉันคิดว่าการพูดไปก่อน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ลืม”
“เราอดไม่ได้ที่จะพูดถึงคณะราษฎร เสรีไทย สังคมในช่วงนั้นก่อนที่เราจะมีสิทธิเสรีภาพ ก่อนที่เราจะกล้าเรียกร้องรัฐว่า รัฐสวัสดิการควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ที่จะทำให้คนเท่ากันได้จริง
ไม่ใช่คนรวยมีสิทธิรักษา แต่คนจนต้องปล่อยให้ตายไป เรื่องเหล่านี้ดิฉันคิดว่ามาจากอุดมการณ์ของปรีดี พนมยงค์”
อังคณาทิ้งท้ายถึงจุดร่วมได้อย่างเห็นภาพ

‘อำนาจ’ อยู่เหนือกฎหมาย ความเป็นธรรมไม่เกิด
เดินหน้าภารกิจ ‘เปลี่ยนความคิดส่วนใหญ่’
“ผมยื่นคบเพลิงให้คุณแล้ว ขอให้คุณถือต่อไปเพื่อประชาชนในประเทศนี้ อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ”
เป็นถ้อยคำฝากฝังของลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี ที่ไม่มีวันลืมเลือน
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ เชื่ออย่างยิ่งว่า การผลักดันให้สังคมดีขึ้นนั้นเป็นการเดินทางไกล
แต่เรามี ‘ผู้นำ’ เมล็ดพันธุ์ที่สืบทอดอุดมการณ์ เช่นเดียวกับบทบาทของสถาบันปรีดีฯ
“ถ้าอาจารย์ปรีดีอยู่ในประเทศอื่น ก็คงจะได้รับการยกย่องเชิดชูโดยรัฐอย่างเป็นทางการ แนวคิดของอาจารย์ชัดเจนว่าท่านต้องการ ‘เปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นของประชาชน’ ด้วยแนวทางสันติ ยึดถือ ‘ภราดรภาพนิยม’ ที่มองทุกคนเป็นพี่น้องเพื่อนร่วมสังคม อยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย”
โดยส่วนตัวเริ่มรู้จักสถาบันปรีดีฯ จากการอ่านหนังสือศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์
ยังคงจำได้อย่างแจ่มชัด 24 มิถุนายน 2547 เป็นวันที่บุตรชายเกิด
“ผมมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงานให้ที่นี่ เพราะเห็นว่าเป็นองค์กรที่จะทำประโยชน์ได้มาก
แม้จะมีทรัพยากรไม่มาก เมื่อเทียบกับหลายองค์กร”
อนาคตใฝ่ฝันอยากเห็นสถาบันปรีดีฯ มีบทบาทเหมือน มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (KAS) และมูลนิธิฮีริท เอแบค (FES) ที่มุ่งทำงานทางความคิด เพื่อขยายอุดมการณ์
“ประชาธิปไตยต้องมีเสรีภาพในการพูด จึงจะทำให้สังคมเดินหน้า
แต่หากใช้วิธีกดปราบคนที่อำนาจรัฐไม่เห็นด้วย เอาคดีมายัดข้อหา ติดคุกกันอย่างกับก่ออาชญากรรม
นี่เรียกว่าประเทศประชาธิปไตยหรือไม่?”
รศ.ดร.อนุสรณ์ตอกย้ำว่า ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ เพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไป เผชิญหน้าลดลง
ทุกสังคมมีความขัดแย้งหมด มีพลังใหม่เกิดขึ้นมาต่อสู้กับพลังเก่า
ขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
“แต่ที่ผมติดใจคือ ‘ประเทศนี้เรามีนิติรัฐ นิติธรรมหรือไม่?’ เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมได้จริงหรือ คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ หรือเหลื่อมล้ำสูงมาก”
“ผมลงพื้นที่ไปดูคนในสลัม ผู้ป่วยติดเตียง คนแก่ เราเดินเข้าไปหาเขาร้องไห้เลย เพราะลูกหลานต้องไปทำงานหมด ไม่มีคนดูแล”
สำหรับประธานสถาบันปรีดีฯผู้นี้ เชื่อว่าความเป็นธรรมไม่เกิดขึ้น หากประเทศนี้ไม่ได้ปกครองโดยกฎหมาย แต่ปกครองโดยผู้มีอำนาจ ขาดหลักการ Rule of Law
จึงต้องกลับมาวางยุทธศาสตร์ของสถาบันปรีดีฯ ว่าจะมีบทบาทส่วนหนึ่งที่ทำประเทศนี้ดีขึ้นได้อย่างไรในทุกด้าน?
“เรายินดีเดินทางไกล เพราะ ต้องการหลีกเลี่ยงความรุนแรง การจะเปลี่ยนสังคมได้ ต้องทำให้คนส่วนใหญ่คิดเหมือนเรา 70-80%”
เพื่อให้ประชาธิปไตย หยั่งรากลึก
จึงวางรากฐานชัดเจนว่า สถาบันปรีดีฯจะเป็น ‘ภูมิปัญญา’ จะทำงานทางความคิด และขยายบทบาทไปสู่ต่างประเทศ
“เพราะเวลาผมเห็นคนเมียนมาหนีสงครามมาอยู่เมืองไทย แล้วผมอยากจะร้องไห้ บางคนเรียนดีๆ แต่ต้องมาทำงานยากลำบาก เพราะเครือข่ายเผด็จการทหาร ทำลายอนาคตของคนเป็นล้านๆ
ทำไม เราในฐานะเพื่อนมนุษย์ปล่อยให้เพื่อนบ้านเราถูกเอาเปรียบ ถูกกดขี่แบบนั้นได้หรือ ผมคนนึงไม่ยอม ไม่อย่างนั้นคงไม่มาทำงานการเมือง” ประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดีฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

ขอผู้ปกครองเป็น Safe Zone
เปิดพื้นที่เจนใหม่ ‘กระจายอำนาจ’ นำไทยสู่สันติ
ด้าน สันติสุข โสภณสิริ กรรมการบริหาร สถาบันปรีดีฯ กล่าวตามตรงว่า
ความจริงแล้ว ปรีดี พนมยงค์ ยึดหลัก ‘สันติวิธี’ อย่างมาก
“ต้องคืนอำนาจให้ราษฎรภายใน 10 ปีหลังอภิวัฒน์สยาม 2475 แต่เผอิญมีสงครามโลก ท่านจึงเขียน The King of the White Elephant (พระเจ้าช้างเผือก)”
‘ไม่มีความสุขอื่นใด เสมอด้วยสันติ’ ถูกนำมาใช้เหมือนในทางธรรม โดยมองว่า ‘สันติภาพ’ คือการบรรลุความสุขสูงสุดของโลกและต้องรุนแรงให้น้อยที่สุด เชื่อมั่นใน ‘ระบบรัฐสภา’ แม้จะมีเพื่อนเป็นทหารบก ทหารเรือ ก็ตาม
“ไม่เคยใช้อำนาจรัฐด้วยปลายกระบอกปืน แม้การต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชทางศาล ก็ทำโดยใช้กลไกรัฐสภา ไม่เคยบอกว่าตัวท่านเองสำคัญ”
สันติสุขชวนร่วมกันคิดต่อไปว่า จะทำอย่างไรให้สังคมเดินไปในทางที่เชื่อมั่นว่า ‘ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ’ และสร้างความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ด้วยพื้นฐาน กระจายอำนาจ
“ขอให้ผู้ปกครอง เป็น Safe zone ขอวิงวอนสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เป็นหน่ออ่อนทางความคิด ให้เขามีเวทีที่จะคุย แลกเปลี่ยน เพื่อแสวงหาแนวทางประชาธิปไตย (ซึ่งผมอาจอยู่ไม่ถึง) ด้วยการเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ที่มาจากรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง” สันติสุขทิ้งท้าย
คือพันธกิจร่วมของสังคม ที่จะธำรงสัจจะทางประวัติศาสตร์
สนับสนุนการศึกษา และเปิดทางให้เกิดการ ‘ใช้เหตุผลในสังคม’
อธิษฐาน จันทร์กลม

